ยุคการตลาดไร้ขอบเขตกับ Digital Marketing เรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ยุคใหม่

เมื่อวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง จัดเสวนาพิเศษ Tech Season 2#5 ในหัวข้อ “ยุคการตลาดไร้ขอบเขตกับ Digital Marketing เรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ยุคใหม่” โดย คุณมิ่งขวัญ พุคยาภรณ์ ผู้บริหารสาวสวย คนรุ่นใหม่ไฟแรงแห่ง SPU ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ณ ห้อง Auditorium 1 อาคาร 40 ปีมหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ง

คุณมิ่งขวัญเล่าว่า เธอได้ไปศึกษาต่อที่ประทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนแรกคิดจะเรียนทางด้าน Finance แต่ได้มาเรียนทางด้าน Digital Marketing การเรียนในต่างประเทศต้องเป็นคนกล้าพูดกล้าแสดงออก ส่วนในเรื่องหลักของการตลาดนั้นเป็นเรื่องกว้างมาก ที่เราเรียนกันส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของ Marketing Mix (4Ps) คือ  (1) ผลิตภัณฑ์ (Product) (2) ราคา (Price) (3) สถานที่ (Place) และ (4) การโปรโมท (Promotion)  สำหรับการเรียนรู้เรื่องดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง และระบบการจัดเก็บข้อมูลนั้น หากจะถามว่า ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง คือ อะไร ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง คือ การสื่อสารกับลูกค้าให้ถูกที่ ถูกเวลา โดยใช้สื่อออนไลน์เป็นหลัก สำหรับโปรโมชั่น คือการโปรโมท ต้องนำสินค้าของเราไป โปรโมทในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เช่น เสื้อผ้า, สิ่งของ, น้ำ เป็นต้น ส่วนคำว่า Digital เป็น Term คำศัพท์ เช่นเดียวกับคำว่า e-mail, Search engine ส่วน Social เช่น Facebook, Line โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของดิจิตอล ข้อดีของการทำตลาดออนไลน์ คือ (1) เพิ่มฐานลูกค้า (2) ช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าของเราได้ง่าย และเจาะจงมากขึ้น (3) สามารถวัดผลตอบรับได้ (4) เป็นการสื่อสารแบบ Real-Time (5) มีข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา (6) ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดของเราให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ง่ายขึ้น ในการดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งนั้น Big Data ก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องพฤติกรรมของลูกค้า การขายออนไลน์นั้น เวลาที่ลูกเข้ามาคลิกที่เว็บไซต์ตรงไหนเราก็รู้ เพราะในเว็บมีโปรแกรมคุ๊กกี้ ติดตามพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ เช่น ลูกค้าเข้ามาคลิกดูที่รองเท้าคู่นี้ โปรแกรมคุ๊กกี้ก็จัดเก็บพฤติกรรมเอาไว้ โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด เมื่อก่อนป้ายโฆษณา (Billboard) ที่ติดป้ายกันไว้ไม่รู้ว่ามีคนดูกี่คน แต่ในระบบออนไลน์สามารถทราบได้ว่า มีลูกค้าเข้ามาคลิกดูกี่คน ดังนั้น เราควรใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับเรา

การทำตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน สามารถทำได้หลายแนวทาง ได้แก่ เว็บไซต์, บล็อกโพสต์, อีบุ๊ค, อินโฟกราฟิกส์, โซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, โบว์ชัวร์ออนไลน, และแบรนด์ดิ้งของเราเอง ซึ่งแบรนด์ดิ้งของเรานั้นเปรียบเสมือนเค็ก ตัวของเราเองเหมือนเนื้อเค็ก ต้องดูว่าเราจะขายอย่างไร วิธีการทำตลาด วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ Search Engine Optimization (SEO) เราต้องพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้สวยงามน่าสนใจ และใส่คำสำคัญ (Keyword) และทำ URL ให้ตรงกับเนื้อหาและความต้องการค้นหาของลูกค้า การทำ Search Engine มีอยู่ด้วยกัน 2 อย่างคือ (1) แบบจ่ายเงิน (2) แบบไม่เสียเงิน ลักษณะเป็นเสมือน Organic คือ มีสินค้าที่ดีจริง บริสุทธิ์ เดี๋ยวก็มีลูกค้า Search เข้ามาหาเอง

ส่วนคำว่า Content Marketing หมายถึง เนื้อหาของสินค้า สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การขายยาแก้ปวดหัว ไม่ควรโพสต์ขายยาโดยตรง แต่ต้องให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย การทำการตลาดมีหลายลักษณะ คือ (1) Inbound marketing เป็นลักษณะการทำการตลาดที่ดึงลูกค้าเข้ามาหาเรา ผ่านกระบวนการสร้างคอนเทนต์ที่ดี และส่งข้อมูลออกไปให้คนเห็นกันเป็นจำนวนมาก เพื่อมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าเรียกกันว่าเป็นการให้คุณค่า ให้ความรู้ และให้ข้อมูลที่ดีที่ถูกต้องแก่ลูกค้า เช่น การทำ SEO ก็เข้าข่ายการทำตลาดในลักษณะนี้ (2) Outbound marketing เป็นลักษณะการทำตลาดแบบขายออก หรือแบบผลักออก ได้แก่ การโฆษณาทางโทรทัศน์ การออกบูธแสดงสินค้า หรือทางออนไลน์ เช่น การติดป้ายแบนเนอร์ หรือการซื้อรายชื่ออีเมลลูกค้าเพื่อมาทำการกระจายส่งการโฆษณา (3) Social Media marketing การทำตลาดลักษณะนี้ ปัจจุบันนิยมทำกันมาก เช่น บน Facebook หรือ Twitter สื่อสังคมออนไลน์มีผลอย่างมากในการทำตลาด เพราะแทนที่เราจะออกไปหาลูกค้า แต่เป็นการทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาหาเรา เป็นการช่วยประหยัดเวลาได้มาก (4) Pay-Per-Click Ads เป็นรูปแบบการทำโฆษณาที่มีการคิดค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิกเข้ามาดูโฆษณา เช่น Google AdWords และ Google AdSense ซึ่งปัจจุบันนิยมทำกันมากโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ (5) Affiliate marketing เป็นลักษณะการทำการตลาดที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการที่นำเอาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือการบริการของผู้อื่นไปโปรโมทบนเว็บเว็บไซต์ของตนเอง และเมื่อขายสินค้าได้ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น เช่น เว็บ  EBATES ทุก 4 เดือนจะมีการโอนเงินเข้ามาให้ ด้วยการนำเอาเว็บไซต์ของตนมาผูกกับเว็บไซต์ EBATES สำหรับในประเทศไทยอาจจะมีเหมือนกันแต่คนยังไม่ค่อยเชื่อมั่น (6) Marketing Automation เป็นลักษณะการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมา พร้อมมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่ด้วย และทำให้เกิดกิจกรรมทางการตลาดได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ ทางอีเมล หรือทางโซเชียลมีเดีย (7) E-mail Marketing เป็นการทำตลาดผ่านอีเมล ซึ่งก่อนหน้าก็เป็นที่นิยมกันมาก และเป็นการทำตลาดถึงลูกค้าโดยตรง

หลายคนอาจมีข้อกังวลว่า แล้วจะเริ่มต้นการทำ Digital Marketing ตรงไหนดี ให้นึกดูว่า ถ้าเราเป็นลูกค้า เราอยากได้อะไร ขายสินค้าให้กับคนประเทศไหน อายุเท่าใด  ต้องมีการกำหนดเป้าหมายการทำการตลาดให้ชัดเจน ต้องสร้างความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าของเรา โดยการทำวิจัยตลาด สัมภาษณ์ลูกค้าโดยตรง แบบสอบถามต้องโฟกัสกรุ๊ป และที่สำคัญต้องมีการประเมินผล และปรับตามความเหมาะสม มีการเก็บสถิติ อย่างเช่น ห้าง Central เขาก็ขายสินค้าไม่เหมือนกัน หรือ 7Eleven ในแต่ละสถานที่เขาก็ขายสินด้าไม่เหมือนกัน แล้วมาร์เก็ตติ้งกับระบบการจัดการข้อมูลเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ก็สามารถให้คำตอบได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เพราะการทำมาร์เก็ตติ้งก็ต้องมีระบบข้อมูลลูกค้า มีการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมา มีการจัดวางระบบให้คนเข้าใจง่าย มีการประมวลผลข้อมูลทางการขาย และกลยุทธ์ทางการตลาด สำหรับการสร้างแบบฟอร์มหรือแบบสอบถามลูกค้านั้นก็สามารถใช้ Q qualtrics ซึ่งโปรแกรมอำนวยความสะดวกในการสร้างแบบสอบถามคล้ายๆ กับ Google Form เป็นลักษณะการทำ Survey เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำการวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS หรือ โปรแกรม Weka ส่วนในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า อาจใช้โปรแกรมประเภทฐานข้อมูลอย่างเช่น โปรแกรม MS-Access สำหรับภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์อาจใช้โปรแกรม Python คล้ายกับภาษา Java ในเว็บ Datacamp  มีการสอน Python ให้ด้วย การพัฒนาเว็บไซต์ต้องทำให้เข้าใจง่าย มีการวางแผนผังให้ชัดเจนเรียกว่า Site Architecture นอกจากนั้น ยังต้องมีการทำ SEO และมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีด้วย ดังนั้น การทำ Digital Marketing ที่ดี คือ (1) มีความสอดคล้องของกลยุทธ์ทางการตลาด (2) ถูกที่ ถูกเวลา (3) ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก “การตลาดที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก” (4) เข้าใจลูกค้า (5) จัดทำเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย (6) กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และ สุดท้าย (7) ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอันล้นหลามในอินเทอร์เน็ตให้มากที่สุด คราวนี้ ต้องมาพิจารณาดูตัวเองว่า ถ้าเราเป็นนักบัญชี เราก็ต้องทำการตลาดเป็นด้วย ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นนักบัญชีที่เก่งด้วยเช่นกัน ส่วนนักไอที ต้องพิจารณาดูตัวเองว่า เราจะเรียนอะไร ซึ่งคนที่เรียนไอทีส่วนใหญ่จะมีข้อดี และมีคุณค่าอยู่แล้ว แต่ต้องปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ไอทีให้เป็นประโยชน์ และให้ถูกที่ ถูกเวลา จึงจะประสบความสำเร็จได้.

Aj-Supon

Advertisements

ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559

ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559

เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาพิเศษ Tech Talk Season 2 #4 “ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559” โดยมีวิทยากรพิเศษ คือ คุณชวิน ศุภวงศ์ (แจ็ค) Co-Founder บริษัท ลีฟวิ่งโมบาย จำกัด ณ ห้อง Auditorium 1 อาคาร 40 ปีมหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ ดังต่อไปนี้

คุณชวิน เล่าว่า เขาเรียนทางด้านวิศวะฯ ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ปีที่ 3 ได้มองหาสถานที่ฝึกงานและพยายามเลือกโครงการที่ฝึกงานแล้วได้เงิน จึงเลือกเข้าฝึกงานในโครงการ Esso Excellence แต่ก็ไม่ได้ เพราะภาษาอังกฤษตัวเองไม่ค่อยดี ความจริงแล้วตนเองอยากทำธุรกิจ ตอนแรกไม่มีทุน ไม่มี Idea ต้องพยายามหาความชำนาญ (Skill) และเพื่อนทีมงาน ต่อมาได้เข้าฝึกงานที่บริษั ทใหม่ ชื่อบริษัท P&G หรือ Procter & Gamble Manufacturing (thailand) ซึ่งเขาได้มา Road Show เป็นบริษัทของฝรั่ง เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ผลิตภัณฑ์ที่บริษั ทผลิตได้แก่ เครื่องแป้งแพนทีน, เฮด แอนด์ โชว์เดอร์ เป็นต้น เขาให้เขียน Resume เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสมัครงาน คล้ายกับการเขียน Essay เขาให้ทำการสอบหน้าห้อง และผมก็ได้ติดโผเข้าทำงานที่นี่เพราะเราเตรียมตัวมาดี ตอนฝึกงานได้เงินเดือน 25,000 บาท เขาให้ทำงานเป็นลักษณะ Project แบบ Process Engineer เช่น ทำเกี่ยวกับการลดความสูญเสีย ทำงานที่นี่โชคดีมากได้หัวหน้าดี มีคนคอยช่วยเหลือและสอนวิธีการทำงานอย่างดี ได้เข้าทำงานอยู่ที่ P&G เป็นเวลา 8 ปี กล่าวได้ว่าได้เรียนรู้ทุกอย่างที่นี่ เริ่มฝึกหัดพูดภาษาอังกฤษ กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น เนื่องด้วยทำงานในบริษัทต่างชาติการที่จะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานย่อมต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเตรียมตัวเองตลอดรู้ตัวก่อนย่อมได้เปรียบ ต่อมาได้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท เรียนตั้งแต่เวลา 18.30-21.30 น. มีอาจารย์สอนเป็นฝรั่ง จากเด็กที่เรียนตกภาษาอังกฤษ ได้ทำงานกับฝรั่งและได้ไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ 2 ปี จึงเห็นว่า “ภาษาอังกฤษ เป็น Success Key หลักที่สำคัญ” ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสออกงานไปต่างประเทศ อย่างเช่นล่าสุดเดินทางไป ประเทศอินโดนีเซีย ข้อสังเกตุประการหนึ่ง คนอินโดนีเซีย มีหลายคนสามารถพูดได้หลากหลายภาษา บางคนสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา เพราะฉะนั้น “ความสามารถในการ สื่อสารเป็นสร้างสรรค์โอกาสที่สำคัญมาก” จึงอยากให้น้องๆ Focus ในการพัฒนา Skill ตั้งแต่วันนี้

สำหรับความหมายของ Startup คือ การสร้างคุณค่า (Value Creation) เช่น นํ้าดื่มอัดลมโค้ก (โคคา-โคล่า) เวลาดื่มแล้วซ่า นั่นคือการสร้างคุณค่า ต้องเปลี่ยนมุมมองในการมองโลก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ห้อง Auditorium ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมนี้ ออกแบบได้ดีมาก เพราะมีช่องทางเดินอยู่ด้านหลังเวที สามารถเดินไปมาได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าเวที ซึ่งมีวิทยากรทำการบรรยายอยู่ นี่เป็นตัวอย่างของการสร้างคุณค่า หรือเมื่อก่อนหากมีการถ่ายทอดสดงานแสดงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องใช้กล้องถ่ายวิดีโอขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟนที่มีขนาดเล็ก ถ่ายได้เลย เช่น การใช้ Facebook Live หรือเวลาจะซื้อสมาร์ทโฟนทำไมต้องซื้อโทรศัพท์แบรนด์ iPhone ก็เพราะว่า Apple ได้ทำการสร้างแบรนด์ของ iPhone ให้มีคุณค่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้งาน หรือความโก้หรูในการใช้งานอีกด้วย

นอกจากนั้น Startup ต้องคำถึงเรื่อง Scale คือทำอย่างไรถึงจะขยายได้ เช่น ร้านกาแฟเดิมมีลูกค้าอยู่ 100 คน ทำอย่างไรจะให้ขยายได้เป็น 1,000 คน ซึ่งเมื่อก่อนวิธีการทำให้มีลูกค้าเพิ่มเป็น 1,000 คนนั้น ต้องใช้วิธีขยายให้มีจำนวนหลายร้านมากขึ้น ซึ่งต้องมีค่าก่อสร้างค่าเช่าที่ และอีกทั้ง ต้องมีค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมอีกด้วย แต่อีกแนวคิดใหม่อาจจะไม่ต้องขยายหลายร้าน เพราะสามารถใช้วิธีการสร้าง Application ขึ้นมาหรือการขายสินค้าทางออนไลน์ และไม่ต้องเสียเงินค่าก่อสร้าง ค่าเช่าที่ และมีค่าบริหารจัดการที่ต่ำกว่า

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การโทรสั่งซื้อ Pizza ยังมีโอกาสในการ Scale แต่ถ้าเป็น Application ถือว่าเป็น Scale ได้ การทำธุรกิจ สามารถเริ่มจากเล็กๆ ได้ เช่น การใช้ Line@ คุยกันในกลุ่ม Line หรือ Facebook Live รวมถึงเว็บ Chat bot ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มกำไรได้ ในเรื่องการคิดวิเคราะห์ เราสามารถคิดวิเคราะห์ได้ตั้ง แต่เรื่องใกล้ตัวที่สุด มีไอเดียในการส่งข้อมูล การรวบรวมข้อมูล การนำเอาข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ โดยใช้ Pivot Table ของโปรแกรม Microsoft Excel เป็นต้น การทำธุรกิจร้านอาหารปัจจุบัน สามารถทำได้ง่ายกว่าสมัยก่อน คือ เราต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ปัจจุบันลูกค้านิยมใช้สมาร์ทโฟน เวลาสั่งอาหารมาแล้ว มักนิยมใช้สมาร์โฟนถ่ายรูป เพื่อเอาไปลงในเฟซบุ๊ค ใน Line ต่างๆ นี่คือตัวอย่าง ดังนั้น เราต้องรู้จักแสวงหาโอกาส สร้างคุณค่าด้วยความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และจึงให้การริการที่ดีแก่ลูกค้าได้ นอกจากนั้น การทำธุรกิจร้านอาหารจำเป็นต้องปักหมุด ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วย เช่น การใช้ Google map และ Platform Engagement ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เป็นการลด Process และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการจัดการเรื่องการบริการที่ดีแก่ลูกค้า.

ข้อคิดที่ต้องการอยากเน้นยำ้ ให้กับน้องยุคสมัยปั จจุบัน คือ (1) การเรียนรู้เรื่องภาษาสำหรับการสื่อสาร (2) โอกาสในการเรียนรู้ ถ้าน้องพยายามฝึกฝนไปทำไป วันนึงเราจะเจอทางของเราแน่นอน

ส่วน FoodStory ซึ่งเป็น Application เกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านอาหารที่ผมทำอยู่นี้ ได้ทำมาตั้ง แต่ปี ค.ศ.2012 เพื่อต้องการตอบโจทย์ให้กับคนที่ชอบรับประทานอาหาร เพราะเมื่อเวลาสั่งอาหารจะได้ไม่ต้องหงุดหงิดเกี่ยวกับการจัดการร้านอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อพนักงานรับออเดอร์รายการอาหารต้องจดลงบนกระดาษ และมีการผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น การส่งอาหารผิดโต๊ะ ได้รับอาหารไม่ตรงกับที่สั่ง ขั้นตอนในการเก็บเงินมีความล่าช้า บางครั้ง ร้านอาหารบางแห่งมี 20 โต๊ะ แต่มีพนักงานเพียง 4 คน กว่าจะได้อาหารต้องเสียเวลามาก เมื่อพนักงานรับออเดอร์แล้วกว่าจะถึงครัว พ่อครั วรับและเตรียมของทำอาหารกว่าอาหารจะเสร็จมีความล่าช้ามาก และยังต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ อีก เพราะในการทำธุรกิจร้านอาหารทั่วไป คือ (1) ต้องมีรายได้ (Revenue) (2) ค่าใช้จ่าย (Cost) และ (3) เรื่องของกำไร (Profit) ในส่วนของค่าใช้จ่ายก็มีแยกย่อยออกไปอีก คือ (1) ค่าเช่า (Rental) สถานที่ (2) Cost of Goods Sold (ต้นทุนขาย) (3) เรื่องของเงินเดือน(Salary) FoodStory Application เป็นการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ทุกอย่างมีเรื่องราวในตัวของมันเอง (Everything has its own story) โดยได้ตั้งโจทย์ของตัวเองไว้ว่า ทำไมคนเปิดร้านอาหาร ต้องมาจ่ายเงินให้ผม เพราะแธนั้นผมจึงต้องทำการวิเคราะห์และคิดว่าทำอย่างไรเราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ เช่น ต้องมีการบริการที่ดี การได้รับบริการที่ดีถือว่าเป็นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ FoodStory Application สามารถใช้งานได้ง่าย เพียงกดสั่งอาหารแล้วและส่งให้ทางครัว และก็ยังสามารถเดินไปรับออเดอร์ที่โต๊ะอื่นได้ ลูกค้าจึงมีความพึงพอใจ เพราะสามารถสั่งอาหารได้และได้รับอาหารตรงโต๊ะ ช่วยลดต้นทุน ใช้ทรัพยากรคนน้อยลง FoodStory ให้ Benefits คือ คุณสมบัติเด่น โดยมีโซลูชั่นเดียวครบ เชื่อมต่อทุกเรื่องการจัดการร้านอาหาร

Aj-Supon

Startups ล้มบ้างก็ได้

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #13 IT SPU

เมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #13 IT SPU ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา หัวข้อ “Startups ล้มบ้างก็ได้” บทเรียนสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนกระโดดเข้าสู่วงการ Startups โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ ดร.กวินทร์ อัศวานันท์ Co Founder: Homestyle.com  ณ ห้อง Auditorium 1 ชั้น 14 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ดร.กวินทร์ เล่าว่า เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน และสอบชิงทุนรัฐบาลได้ไปเรียนต่อด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ที่ Stanford University สหรัฐอเมริกา ทั้งปริญญาตรี-โท และเรียนจบปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาจารย์ร่วมรับผิดชอบวิชาการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ (Entrepreneurship) ทำหน้าที่ในการปลูกฝังและกระตุ้นความคิดการเป็นผู้ประกอบการ อบรมการเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้นให้นิสิตระดับชั้นปริญญาตรี เป็นอาจารย์ร่วมรับผิดชอบ วิชาการออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยยึดหลัก Object-Oriented Program (OOP) อบรมและบรรยายเนื้อหาวิชา การจัดการและการบริหารองค์กร (Management and Organization) เผยแพร่องค์ความรู้และศาสตร์ของการเป็นนักบริหาร ร่วมก่อตั้งบริษัท Startups เพื่อสร้างระบบ Telemedicine ในประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพที่มีความน่าเชื่อถือ จากแพทย์ผู้เชียวชาญ สื่อไปถึงคนไทยทั่วประเทศได้วางระบบด้านสารสนเทศ ทั้งด้าน software architecture, system security, system scalability เพื่อรองรับการใช้งานด้าน video/audio streaming ร่วมก่อตั้งบริษัท Startups สังคมออนไลน์ (Social Network) เพื่อเชื่อมโยงคนที่มีความสนใจที่คล้ายกันให้รู้จักกันได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน AIS Startups 2013 ซึ่งเป็นการแข่งขันของ Startups ทั่วประเทศ ซึ่งจัดโดย AIS. ได้รับเงินรางวัลจำนวน 800,000 บาท พร้อมกับรับโล่รางวัลเกียรติคุณจาก ฯพณฯ ท่าน อนุดิษฐ์ นาครทัพ รัฐมนตรีจากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายวิเชียร เมฆตระการ CEO ของบริษัท Advance Info Service (มหาชน) สามารถระดมทุนจำนวน 13,000,000 บาท (400,000 USD) จากนักลงทุน Venture Capitalist จากต่างประเทศ ดังเช่น 500 Startups และ Golden Gate Ventures บริษัท Startups ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร e27 ให้เป็น 1 ใน 10 บริษัท Startups ที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย ปี 2013 (คัดเลือกจากกว่า 100 บริษัททั่วภูมิภาค) บริษัทได้รับการติดต่อและซื้อกิจการโดยบริษัทมหาชนจากประเทศออสเตเรีย ในปี พ.ศ. 2556 – 2559 ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท Noonswoon Inc, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย (https://commerce.cbs.chula.ac.th)

ตอนเรียนปริญญาเอกนั้น อยู่ใกล้กับ Silicon Valley ที่ Silicon Valley นี้ ถูกจุดพลุ หรือจุดประกายโดยบริษัท  ฮิวเลต แพ็คการ์ด (HP) ซึ่งได้จัดทำโดยส่วนประกอบของบอร์ด ในเวลาต่อมาจึงเกิดมีบริษัท Intel และ Apple ตามมา ในปี ค.ศ.2004 เป็นการเริ่มต้นของ YouTube และเป็นยักษ์มหาอำนาจ เขาเคยเห็น YouTube ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้ง ดร.กวินทร์ ได้ร่วมกับเพื่อนส่วนใหญ่อยู่นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก ฮองกง จัดทำ  Noonswoon เขาเคยไปไหวเทพเจ้ามอริศ เทพเจ้าแห่งความรัก และทำ Market Research เกี่ยวกับคนโสด (ASEAN Single) โดยเฉพาะเจาะลงลึกไปถึงเรื่องของประชากรศาสตร์ (Demographic) เกี่ยวกับคนโสด และจัดทำ PowerPoint ไป Present เรื่องที่ให้คนโสดชาย-หญิง ได้มาพบเจอกันทางออนไลน์จนทำให้คนโสดได้แต่งงานกัน จนได้รับรางวัลของ AIS หนุ่มสาวโสดที่ได้มาเจอกัน ถ้าเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นหมอที่รักษาเกี่ยวกับเด็ก ถ้าผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการ Startup ตัวนี้ ได้รับเงินอุดหนุน จากสิงคโปร์ และอเมริกาจำนวน 12 ล้านบาท และตอนหลังได้ขายกิจการไปแล้ว การที่มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ เพราะสมองไม่ค่อยดี และต้องทำงาน Working Hard  ในการที่จะเริ่มต้นเขียนโปรแกรมนั้น ต้องเห็นปัญหาก่อน ตอนเขียนโปรแกรมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ เพราะถ้าเขียนเป็น และตรงกับความต้องการของผู้ใช้รายได้ก็จะตามมาเอง เช่น ตัวอย่างของแอพพลิเคชัน Line ก็ทำรายได้มหาศาล การที่จะทำ Stratup ต้อง Inside out คือ ต้องยกเครื่องออกมาดู เมื่อสมัยก่อนไม่มีคำนี้ แต่ต่อมาเราเคยได้ยินคำว่า Thailand 4.0 โดยนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนพูด ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น อย่างเรื่อง Stratup ของ Fin Tech ก็มีผู้เข้ามาสนับเงินทุนหลายเจ้า เป็นเงินร่วม 3 หมื่นล้านบาท เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์  เพราะธนาคารกลัวเงินจะไหลเข้าบริษัทอื่น เงินจะไม่ไหลเข้าธนาคารแล้ว ดังนั้น ธนาคารจึงต้องหันมาสนใจเรื่อง Startup ทางมหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็มีนักศึกษาเคยได้รับรางวัลชนะเลิศทางด้าน Startup เช่นกัน เช่น นายโชติวัน หรือคิว

ในส่วนของประเทศจีน บริษัทเทนเซ็นต์ เจ้าของ WeChat มีฟีเจอร์หลายอย่าง เช่น การ Live โชว์คลิปถึงในอนาคตว่า ต่อไปโลกจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด โรงเรียนในประเทศจีน สามารถสั่งซื้ออาหาร โดยให้คอมพิวเตอร์จดจำใบหน้าของผู้ซื้อ และทำการสั่งซื้ออาหาร เมื่อคอมพิวเตอร์จดจำหน้าของผู้ซื้อได้ และลิงค์ไปยังฐานข้อมูลด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ก็สามารถสั่งซื้ออาหารที่เรียกว่า Face Recognition ได้

ความจริงเรื่องของ Startups ล้มบ้างก็ได้  ลองมาดูกันว่า Startup คืออะไร คนส่วนใหญ่ที่เป็น Startup จะเป็นคนรุ่นเดียวกับเรา บวกลบไม่เกิน 10 ปี ทำไมต้องเป็นคนรุ่นเรา ทำไมไม่เป็นคนรุ่นคุณธนินทร์ เจียวนนท์ หรือคุณเจริญ     ศิริวัฒนภักดี ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่เกิดมาในยุคนี้ เกิดมาในยุดดิจิทัล ไม่เด็กเกินไป หรือไม่อายุมากจนเกินไป คนเกิดในยุคนี้มีโอกาสเป็น Startup และยังมี Startup อีกหลายแห่ง ที่ยังต้องการคนเข้ามาเสริมทัพของพวกเขา เช่น Tarad.com ของคุณภาวุธ เป็นต้น

การเริ่มต้นของ Startup นั้นต้องมาวิเคราะห์ถึงว่า ปัญหาคืออะไร? (What) ตัวอย่างที่ 1 เช่น Grab Taxi เดิมเขาก็มีรถยนต์อยู่แล้ว ไม่ได้เริมต้นจากศูนย์ (0) ปัญหาของรถแท็กซี่คือ แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร ปัญหาการโกงมิเตอร์  เป็นต้น จึงทำให้เกิดมี แอพพลิเคชั่น Grab Taxi ขึ้นมา  ต่อมาอีกตัวอย่างที่ 2 คือ Golfdigg ก็เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักการตีกอล์ฟ ซึ่งจะบอกถึงวิธีการตีกอล์ฟว่าจะตีอย่างไร ทีม Golfdigg มีอยู่ด้วยกัน 15 คน และแต่ละคนเขามี Know How อยู่แล้ว และตัวอย่างที่ 3 คือ คิว คิว (Que Q) ก็เป็นอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่ง ซึ่งทำให้คนไม่ต้องเสียเวลารอคิวนาน สามารถนำไปเชื่อมโยงกับบาบีคิวพลาซ่าได้ และลิงค์กับโออิชิได้ เป็นลักษณะการทำธุรกิจแบบ B-to-B ส่วน B-to-C คือ การทำธรกิจของ Facebook, IG และ Gmail เป็นต้น  การทำธุรกิจ Startup มี 2 รูปแบบ คือ (1). แบบเข็นครกขึ้นภูเขา คือทำได้ยากลำบากมาก เช่น ธุรกิจเกม, ธุรกิจแอลกอฮอร์, ธุรกิจเกี่ยวกับความรัก เพราะบริษัท และมหาวิทยาลัยไม่ค่อยสนับสนุน เพราะอ้างว่า ผิดศีลธรรม (2). ธุรกิจแบบ Commerce (แบบมีลมช่วยพัด) ธุรกิจประเภทนี้ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ Tourism ในชุมชน ทำให้มีคนอยากเข้ามาศึกษาหาความรู้ และมีธุรกิจด้านการศึกษา (Education), Social Good เป็นธุรกิจที่ทำช่วยเหลือสังคม เช่น มูลนิธิที่ช่วยให้เด็กมีความปลอดภัยในชีวิต เป็นต้น

Aj-Supon

 

ธุรกิจติดเทอร์โบ

เมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา เรื่อง “ธุรกิจติดเทอร์โบ โดยได้รับเกียรติ์จากวิทยากรพิเศษ คุณโอฬาร วีระนนท์ (บอม) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.ดูเรียน คอร์ปอเรชั่น (DURIAN CORP) และผู้อำนวยการบริหารหลักสูตร DSTARTUPbySPU เจ้าของผลงาน Best Seller “คอนเนคชั่นพันล้าน สานเองได้” ณ ห้อง Auditorium 1 อาคาร 40 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังนี้

เริ่มต้นด้วยคุณบอม ได้ให้นักศึกษาทำความรู้จักกัน ทั้งคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ด้านหน้า และด้านหลัง และให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกันโดยการบอกให้แนะนำชื่อตนเอง ถามชื่อผู้อื่น และเอามือแตะที่บ่าและทำการนวดให้กัน เพื่อเพิ่มกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น คุณบอมเล่าต่อไปว่า การได้รู้จักคนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวันที่เรียกว่า คอนเนคชั่น (Connection) นั้น ช่วยให้เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำธุรกิจ คุณบอมเล่าว่า เคยสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่ด้วยประพฤติตัวไม่เหมาะสมจึงถูกสั่งพักการเรียน 2 ปี ต่อมากลับเนื้อกลับตัวใหม่ สามารถสอบอ็นทรานซ์เข้าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ เคยเป็นกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ ได้ทุนเรียนดีแต่ยากจน เนื่องจากเมื่อก่อนคุณพ่อเคยร่ำรวยมาก พ่อเรียนจบปริญญาโททางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากประเทศเยอรมนี แต่พอพ่อเสียชีวิตลง ครอบครัวก็ยากจนลง เนื่องจากมีพ่อคนเดียวที่เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวในขณะนั้น ทำให้พี่น้อง 4 คนต้องลาออกจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ เขามีพี่น้องทั้งหมดรวม 5 คน เขาเคยได้รับทุนมาเกือบทุกธนาคาร ตอนเรียนอยู่ปี 4 ทางมหาวิทยาลัยได้เชิญวิทยากรมาพูดให้ฟัง จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากรวยเหมือนพ่อ เขาไม่ได้เรียนดีมากนัก ตอนจบได้เกรดเฉลี่ย 2.60 ได้เกียรตินิยมเหรียญทอง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศนอร์เวย์ อาจารย์ที่ประเทศนอร์เวย์บอกว่า “ประเทศไทยของคุณมี King ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเวลาจบกลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว ให้ไปช่วยในหลวงทำประโยชน์ให้กับคนไทย” เขาเคยทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ 10 ปี แล้วลาออก เขาอยากแบ่งปันความรู้สู่สังคม ตอนนี้เขาได้ค่าตัววันละ 1 แสนบาท ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เคยเก็บเงินได้ถึง 1 ล้านบาท  ส่วนเคล็ดแห่งความสำเร็จเขาเล่าต่อไปว่า ใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างธุรกิจ อาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ เคยพูดว่า “ครูที่ดีต้องเป็นครูที่กระตุ้นผลักดันให้นักศึกษาเกิดการอยากเรียนรู้” เขาเคยได้รับเชิญจากท่าน ว.วชิรเมธี ให้ไปพูดเรื่อง Startup ให้กับชาวนาฟัง

ยุคประวัติศาสตร์แห่งโอกาส –เฟซบุ๊คสร้างขึ้นได้อย่างไร? แต่ละยุคผู้คนร่ำรวยขึ้นได้อย่างไร?

the-history-of-opportunity.png
Source Pic: https://blog.adioma.com

ยุคแรก Hunter เป็นยุคของนักล่า หรือมนุษย์เร่ร่อน ในยุคนั้นคนตัวโต มีรูปร่างใหญ่จะได้เปรียบและได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าเผ่า เพราะมีร่างกายที่กำยำแข็งแรง ต้องมีการใช้พละกำลังและมีการล่าสัตว์มาเพื่อเป็นอาหาร ยุคต่อมาเป็นยุค Grower เป็นยุคของการเพาะปลูก หรือเกษตรกรรม เป็นยุคที่มีความมั่นคงกว่าการเป็นนักล่า มีการลงหลักปักฐาน สร้างสมความรู้ด้านการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ มีที่ดินทำกินเพื่อเป็นฐานการผลิตพืชพันธุ์การเกษตรชนิดต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ทำให้มีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย จึงเกิดเป็นอารยธรรมใหญ่ๆ ขึ้นมา เช่น อาณาจักรโรมัน จีน อินเดีย ตลอดถึงในแถบยุโรป ยุค Warrior ยุคนักรบ หรือทหาร สามารถปล้นสดมอาหารจากผู้เพาะปลูกมาเป็นของตนเองได้ ยุคต่อมา คือ Craftsman เป็นยุคของช่างฝีมือ สามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ เช่น ช่างแกะสลัก, ช่างตีดาบ และได้เมืองมาจากการชนะสงคราม ยุค Explorer การสำรวจ เป็นการเดินทางสำรวจพื้นที่สำรวจทะเลเพื่อแสวงหาทรัพย์สมบัติในดินแดนที่ห่างไกล เช่น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่ค้นพบทวีปอเมริกา ยุค Merchant พ่อค้า เป็นการนำสิ่งของจากดินแดนต่างๆ ออกมาขาย เช่น การเกิดของเส้นทางสายไหม  ยุค Mechanizer เป็นการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกลผลิตเพื่อทำงานให้รวดเร็วขึ้น ยุค Industrialist นักอุตสาหกรรม  เป็นยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้สิ่งต่างๆ รวดเร็วขึ้น  ยุค Oil driller เครื่องเจาะน้ำมัน เช่น Exxon Mobil เป็นยุคที่นักอุตสาหกรรมต้องเติมน้ำมันรถยนต์  ยุค Corporate Executive ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ชิคเว่ ซีอีโอของ GE, คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือยุคการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น GM (General Motor) นับว่าเป็นยุคของบรรษัทครองโลก มีการควบรวมบริษัทเข้าด้วยกัน ยุค Financier นักการเงิน  ยุคนี้เป็นยุคของการซื้อ และขายบริษัท มีการซื้อขายกันในตลาดเงินตลาดทุน มีการซื้อและขายกระดาษกันได้ เป็นยุคเติบโตของมนุษย์ทองคำ เช่น คุณบรรยง พงษ์พานิช (เตา) ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ได้เคยมาพูดให้คุณบอมฟังว่า ทำงาน 1 ปี ได้โบนัส 120 เดือน คุณเตา ถามในที่ประชุมว่า มีใครอยากไปทำงานกับผมบ้าง ในจำนวนผู้ฟัง 133 คน มีคุณบอมเพียงคนเดียวที่ยกมือขึ้นและบอกว่า อยากไปทำงานกับคุณเตา คุณบอมถามคุณเตาว่า ผมเรียนเกรดเฉลี่ยต่ำ ทำไมพี่ถึงเลือกผม และปิดโอกาสคนอื่น คุณเตาบอกว่า ยกเว้นแก และบอกให้คุณบอมไปกรอกใบสมัคร เขาสัมภาษณ์คุณบอม 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้งาน อันนี้เป็นบทเรียนของคุณบอมที่ตอนเรียนไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียน และความรู้ที่เคยเรียนมานั้น สามารถเอามาใช้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ (1). โอกาสดี (2).การเตรียมพร้อม ในยุคนี้เป็นยุคการเคาะกระดานหุ้น ใครเคาะให้ราคาสูงสุดคนนั้นก็ได้ไป คุณนักรักษ์ จบจากโรงเรียนวชิราวุธ และจบเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สามารถซื้อบริษัทเองได้ คุณเตาเคยให้ข้อคิดว่า “คุณอย่าไปแข่งในสนามที่คุณคิดว่าตัวเองแข่งไม่ได้” ยุคสุดท้าย Startup เป็นยุคของบริษัทเล็กๆ ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ได้เร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีแนวคิดที่ดี มีแรงบันดาลใจที่ดี

CrNO7VZVUAA_Uhy.jpg large
Source Pic: https://twitter.com/sandmanmedia/status/771047218421702658

ยุค Startup ในยุคนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา กับประเทศไทย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2001-2016 เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว บริษัทที่ทำกำไรต่อปีได้มากที่สุดเป็นแสนล้าน ถึงหนึ่งล้านล้านบาท จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนมหาศาล ก่อตั้งมามีอายุเป็น 100 ปี มีพนักงานตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นหรือหลักล้านคน และได้กำไรมากที่สุดติด 5 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ บริษัท GE, บริษัท Microsoft, บริษัท Exxon Mobil, บริษัท CITI Bank และบริษัท Walmart  ส่วนบริษัทของประเทศไทยในปี ค.ศ.2001 บริษัทยักษ์ใหญ่ได้แก่ บริษัท AIS, ธนาคารกรุงไทย (KTB), บริษัท ปตท. (PPT), บริษัท ปตท.สผ. (PPTSP) และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (SCG) แต่พอมาในปี ค.ศ.2016 ในจำนวน 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหายไปเกือบหมด มี 5 บริษัทยักษ์ใหม่เกิดมาแทนที่ได้แก่ บริษัท Apple, บริษัท Alphabet หรือ Google, บริษัท Amazon, บริษัท Facebook ส่วนบริษัทเก่าที่ยังคงเหลืออยู่เพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท Microsoft บริษัทเหล่านี้เริ่มต้นจากคนเพียง 2-3 คน  ตัวอย่างเหล่านี้คือ โมเดล (Model) ของ Startup เพราะฉะนั้นในสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ส่วนในประเทศไทยไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเท่าอเมริกา ในปี ค.ศ.2016 บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยยังคงเป็นบริษัทเดิมๆ ได้แก่ บริษัท ปตท.(PPT), บริษัท SCGSP, บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOT), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (SCB), และบริษัทซีพีออลล์ จำกัด (CPALL) ที่เป็นเช่นนี้ เพราะความไม่สมบูรณ์ของขัอมูล ในสมัยก่อนถ้าบริษัทไหน ประเทศไหนอยากเจริญ ต้องไปดูงานที่อเมริกา ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทยประมาณ 20 ปี หรือยูโรป หรือมีการส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือในประเทศเหล่านั้น เพื่อนำโมเดลทางธุรกิจ (Business Model) เหล่านั้น กลับเอามาพัฒนาบริษัทและประเทศของตนเอง แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่เหล่านั้นจะเริ่มหายไปเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ เช่น การเปิดตัว iPhone ในสหรัฐอเมริกา สามารถรับรู้ได้ในเวลาเดียวกันในประเทศไทย.

Aj-Supon

Source Pic Bannew: http://www.nmgncp.com/hd-business-wallpaper/5064169.html

Internet of Things: เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

เมื่อวันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เมื่อวันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Tech Talk ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา เรื่อง เรื่อง Internet of Things (IoT) เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ดร.สุรชัย ทองแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ณ ห้อง Auditorium อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอประมวลสรุปความได้ ดังนี้

เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่กล่าวนี้คือ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ตามความหมายของ  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีให้ความหมายเอาไว้ว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ ไอโอที (IoT) หมายถึง เครือข่ายของวัตถุ อุปกรณ์ พาหนะ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งของอื่นๆ ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และการเชื่อมต่อกับเครือข่าย ฝังตัวอยู่ และทำให้วัตถุเหล่านั้นสามารถเก็บบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งทำให้วัตถุสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมและถูกควบคุมได้จากระยะไกลผ่านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถผสานโลกกายภาพกับระบบคอมพิวเตอร์ได้แนบแน่นมากขึ้น ผลที่ตามมาคือประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะมาถึงอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรืออินเทอร์ของสรรพสิ่ง (IoT) จะมีอีกระบบหนึ่งที่เรียกว่า ระบบสมองกลฝังตัว (Embedded systems)

เนื่องจากปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คอมพิวเตอร์แบบวางตัก (Laptops) เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ให้บริการ (Server) ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีคือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) โดยปกติแล้วสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันก็ล้วนแล้วแต่บรรจุไปด้วย ซิฟคอมพิวเตอร์, หน่วยประมวลผลกลาง (CPU), หน่วยความจำ และส่วนของชุดคำสั่ง (Program) แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์, รถยนต์, เครื่องซักผ้า, สมาร์ทโฟน, ไมโครเวฟ, เครื่องเล่น เอมพี 3, จีพีเอส, สัญญาณเตือนภัยภายในบ้าน, เราเตอร์เครือข่าย, เกมคอนโซล อุปกรณ์เหล่านี้บรรจุไปด้วยซิฟคอมพิวเตอร์ที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานแตกต่างกันออกไป เพราะวัตถุประสงค์ในการผลิตออกมาใช้งานเฉพาะด้านอย่างจำกัด เช่น โทรศัพท์มือถือเมื่อก่อน ตอนผลิตออกครั้งแรก วัตถุประสงค์คือ เพื่อโทรออกและรับสายเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้เพื่อการประมวลผลคำได้, และยังมีอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้งานเฉพาะทาง เช่น เพื่อใช้ในการผลิตสินค้า, เพื่อใช้ในการวัดแสง, เพื่อใช้ในการตรวจวัด, เครื่องเอทีเอ็ม, เครื่องคีย์อ๊อส (Kiosks), เครื่องมือแพทย์, อากาศยาน, และดาวเทียม เป็นต้น  อุปกรณ์เหล่านี้ยังมีกำลังในการประมวลผลที่จำกัด และมีกำลังไฟจำกัด และมีข้อมูล จำกัดการเก็บรักษา ต่อมาได้มีการผลิตคอมพิวเตอร์ให้มีความฉลาดมากขึ้น (Intelligence) ด้วยการเชื่อมโยงของอินเทอร์เน็ต สามารถกำหนดค่า สามารถกำหนดความเป็นบุคคล สุดแล้วแล้วจะเขียนให้โปรแกรมสั่งทำงานอย่างไร สามารถทำได้เกือบทั้งหมด

ผลกระทบของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things) มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เรียกกันว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีผลทำโลกมีการเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงการเติบของของ Internet of Things เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ในเว็บไซต์ http://www.securitysystems.in.th มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้คาดการณ์กันว่าภายในปี ค.ศ.2020 เทคโนโลยี IoT จะเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ในโลกนี้เข้าไว้ด้วยกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 – 3 หมื่นล้านชิ้นเลยทีเดียว เพราะในขณะนี้เทคโนโลยี IoT ได้รับความนิยมและมีผู้คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ โดยมีเงินลงทุนหมุนเวียนในขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ กรณีศึกษาของผลิตภัณฑ์อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ IoT ที่เริ่มมีการพัฒนาและทดลองใช้งานจริงดังต่อไปนี้

กรณีศึกษาที่ 1  เว็บไซต์ Amazon.com ซึ่งเป็นเว็บขายสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มีชื่อว่า Amazon Dash Button ให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญฟรี โดยที่ลูกค้าต้องเข้าไปลงทะเบียน (Sign Up) ก่อนเพื่อรอรับ Dash Button ของสินค้าแต่ละชนิดของโลโก้แบรนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ผงซักฟอก กาแฟ ขนมขบเคี้ยว รวมไปถึงประเภทของอาหารแช่แข็ง ที่สามารถใส่ไว้ในตู้เย็นได้ เช่น ซอสมะเขือเทศ นม เห็ด กุ้ง เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้ต้องมีสมาร์ทโฟนที่ได้ทำการติดตั้ง Application ของ Amazon เอาไว้แล้ว โดยมีการใช้งานผ่านเครือข่าย Wi-Fi วิธีใช้กดปุ่มสั่งสินค้า หรือพูดใส่ Dash Buttons เพื่อสั่งสินค้าเข้ามาเพิ่มเติมเมื่อสินค้าใกล้จะหมด และ Amazon ก็จะทำการจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้าน เมื่อใช้เสร็จก็ติด Dash Button ไว้ที่ตู้เย็นดังเดิม

กรณีศึกษาที่ 2       Smart City เมืองอัจฉริยะ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ IoT เช่น มีการเก็บข้อมูลของสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ รวมไปถึงระบบจราจรอัจฉริยะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ กล้องจะทำการถ่ายภาพและส่งข้อมูลไปเก็บไว้บน Cloud หรือกลุ่มของก้อนเมฆ เสร็จแล้วข้อมูลที่ถูกเก็บไว้จะถูกดึงมาทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุต่อไป หรือในกรณีที่มีการจราจรติดขัดมาก ก็จะได้รับการแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น เรียกว่า Data Analytics เป็นการบูรณาการข้อมูล Big Data จาก CCTV, Sensors, ITS มาใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้ดำเนินการให้จังหวัดภูเก็ตนำร่องเพื่อเป็น Smart City ในยุค Thailand 4.0

 

กรณีศึกษาที่ 3  Len-Nam (เล่นน้ำ) เป็นผลของนายอานนท์ บุญยประเวศ ศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ CEO & CO-FOUNDER ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคฟาร์ม Len-Nam คือ เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพน้ำสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ที่ต้องการลดความเสี่ยงของปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากน้ำที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของสัตว์น้ำ และเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ซึ่งการทำงานของเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพน้ำนั้นต้องนำเครื่องมือลงไปแช่ในน้ำที่ต้องการจะตรวจสอบ จากนั้นก็เปิดแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือแบบเรียลไทม์ โดยเกษตรกรสามารถตั้งค่าวัดไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อทราบความผิดปกติของน้ำได้ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่ค่าน้ำมีความผิดปกติ ตัวเครื่องมือจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ในกรณีศึกษาทั้ง 3 กรณีของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) จะเห็นได้ว่า มีการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลายอย่างประกอบกัน คือ ตัวฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือตัวเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ, ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ส่วนของชุดคำสั่งที่เขียนให้ระบบทำงานได้, การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Connectivity), ข้อมูล (Data) คือ ข้อมูลของสถานการณ์ต่างๆ ที่ถูกดึงมาทำการวิเคราะห์หาสาเหตุ, และความฉลาด (Intelligence) ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นมีความเฉลียวฉลาด สามารถคาดการณ์และทำนายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง.

Aj-Supon

การประยุกต์ใช้ Business Intelligence เพื่อการตัดสินใจ ในยุค Data Analytics

เมื่อวันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เมื่อวันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา เรื่อง “การประยุกต์ใช้ Business Intelligence มาเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ในยุค Data Analytics” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ผศ.ดร.นิเวศจิระวิชิตชัย อาจารย์ประจำหลักสูตร วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (M.S.IT) มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอประมวลสรุปความได้ดังต่อไปนี้

วิวัฒนาการของข้อมูล (Data Evolutions) ปัจจุบันการประมวลผล และการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์จัดว่ามีความจุได้มาก เริ่มมีมาตั้งแต่บิท ไบต์ กิโลบิท เมกกะไบต์ กิกกะไบต์ เทราไบต์ เพทาไบต์ เอกกะไบต์ซิททะไบต์ และยอททาไบต์ เป็นต้น เช่น 1TB=1,000GB, 1PB=1,000 TB, 1EB=1,000 PB ในขณะเดียวกันความเร็วในการส่งสัญญานผ่านโทรศัพท์มือถือก็นับว่าเร็วมากมีมาตั้ง 1G, 2G, 3G และ4G แต่จะเร็วสักเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ เพราะความต้องการของมนุษย์ไม่เพียงพอ ประกอบกับรูปแบบใหม่ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกิดขึ้นใหม่ (A new style of IT emerging) โดยเริ่มจากเมื่อก่อนนิยมใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe) พัฒนามาสู่อินเทอร์เน็ต (The Internet) และล่าสุดพัฒนามาสู่ยุคสมาร์ทโฟน, สื่อสังคมออนไลน์, ข้อมูลมหาศาล, คลาวด์ (Mobile, Social, Big Data & The Cloud)

it2017.png

ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big  Data หมายถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล ที่ถูกสร้างขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น การใช้อุปกรณ์สัญญาณที่ไวต่อแสงเพื่อทำให้ได้รับสารสนเทศเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ, การโพสต์ข้อมูลลงในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube, Twitter  ทั้งที่เป็นข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ, การประมวลผลระเบียนการซื้อขายสินค้า, คลื่นสัญญาน  GPS จากสมาร์ทโฟน เป็นต้น ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นมีปริมาณมากมายมหาศาล เกินกว่าขีดความสามารถของระบบฐานข้อมูลที่จะใช้ในการรองรับการจัดเก็บ ประมวลผล และเรียกสารสนเทศออกมาใช้ได้  จึงมีการเปรียบเปรย Big Data ว่าเป็นเสมือนกลุ่มของก้อนเมฆ (Cloud) Big Data ได้กลายมาเป็นความท้าทายขององค์กรธุรกิจยุคใหม่เป็นอย่างมากว่าทำอย่างไรถึงจะหาแนวทางสกัดเอาข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านั้นมาใช้วิเคราะห์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทำธุรกิจในยุด Data Analytics ได้ อาจจะกล่าวได้ว่า Big Data เป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่าสำหรับองค์กรธุรกิจ   ปัจจุบันมีหลายองค์กรธุรกิจจำนวนมากนำซอฟต์แวร์โซลูชั่นต่างๆ มาเป็นเครื่องมือเพื่อใช้วิเคราะห์ ค้นหา รวบรวมข้อมูล หารูปแบบและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่สำคัญออกมาจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีอยู่ตามแหล่งข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ทำให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน เนื่องจากการที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้แพ้หรือเป็นผู้ชนะในโลกของการทำธุรกิจนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าออกมาจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านั้น เพื่อใช้ในการประมวลผลการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงธุรกิจ  จากการสำรวจ ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านั้นพบว่า 90% เป็นข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง และมีถึง 90% ที่ไม่สามารถจัดการ และสกัดข้อมูลออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ หากสกัดเอาข้อมูลที่มีมูลค่ามาใช้ประโยชน์ได้จริง การที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป พร้อมทั้งช่วยองค์กรประหยัดงบประมาณ และมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นด้วย

องค์ประกอบของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มีประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งองค์กรธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรตามความเหมาะสม สามารถจำแนกออกเป็น 3 องค์ประกอบ คือ

  1. ปริมาณ (Volume) หมายถึง ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นในทุกขณะ จาก Tarabytes (1 TB เท่ากับหนึ่งล้านล้านไบต์)  กลายเป็น Petabytes และกลายเป็น Zettabytes และมากขึ้นไปเป็นลำดับ เพราะมีแต่คนสร้างขึ้น แต่ไม่มีลบออก ตัวอย่างของ Big Data เช่น ปูมบันทึกการใช้งานเว็บ, RFID, เครือข่ายเซ็นเซอร์, เครือข่ายสังคม, ข้อมูลสังคม, เอกสารและข้อความบนอินเทอร์เน็ต, การทำดัชนีค้นหาบนอินเทอร์เน็ต, บันทึกการโทรศัพท์ ดาราศาสตร์, วิทยาศาสตร์,สภาพอากาศ, จีโนมิกส์, การวิจัยทางชีวธรณีเคมี  ชีววิทยา และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและมักจะข้ามสาขา, การสอดส่องดุแลทางการทหาร, เวชระเบียน, คลังภาพถ่าย, คลังภาพเคลื่อนไหว, และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการมีโทรศัพท์ระบบ 3G และ 4G ยิ่งทำให้ปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ คือ ในทุก 16 วินาทีนั้นมีจำนวนข้อมูลมหาศาล (Big Data) เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ คือ มีคนทวิตกัน 98,000 ทวิต, มีการอัพเดทสถานะในเฟซบุ๊ค 695,000 ครั้ง, มีการส่งข้อความรีบด่วนกันถึง 11 ล้านข้อความ, มีการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์กูเกิล 698,445 ครั้ง, มีการสร้างข้อมูลขึ้นใหม่ 1,820 เทราไบต์, และมีผู้ใช้ใหม่ที่ใช้โมบายเว็บ 217 คน กล่าวถึงเฟซบุ๊คเพิ่มเติม ปัจจุบันคนไทยใช้เฟซบุ๊คเป็นอันดับ 1 ของโลก เวลาเฟซบุ๊คจะทำการการทดสอบฟังชั่นการใช้งานใหม่ๆ ก็ต้องมาทดสอบที่ประเทศไทย เฟซบุ๊คนับวันยิ่งมีความฉลาดขึ้นมาก เฟซบุ๊คจะเก็บข้อมูลที่เราโพสต์ลงไปไว้ แม้ระยะเวลาล่วงเลยมา 2-3 ปีมันก็นำเหตุการณ์เหล่านั้นย้อนกลับมาเตือนความทรงจำให้เราทราบเป็นการบ่งบอกว่าฉันแคร์เธอ ที่เรียกว่า Personal Engagement ทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเฟซบุ๊ค
  1. ความหลากหลายของประเภทข้อมูล (Variety) หมายถึง ข้อมูลที่มาจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน และมีหลากหลายประเภทได้แก่ ประเภทข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure) ได้แก่ กลุ่มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูลอย่างมีกฎเกณฑ์ เช่น การส่งใบแจ้งเตือนเกี่ยวกับบัญชีที่ชำระหนี้เกินกำหนดไปให้ลูกค้า, ข้อมูลประเภทกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure) เป็นข้อมูลการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถระบุกระบวนการหรือวิธีการตัดสินใจได้ล่วงหน้าในบางส่วนแต่ไม่มากพอที่จะนำไปตัดสินใจได้อย่างแน่นอน, ประเภทข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructure) เป็นข้อมูลการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถกำหนดกระบวนการตัดสินใจได้ล่วงหน้า เช่น การลงทุนซื้อหุ้น รวมไปถึงข้อมูลที่เป็นข้อความ รูปภาพ อีเมล เสียงและวิดีโอ เป็นต้น
  2. ความรวดเร็ว (Velocity) หมายถึง อัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วใกล้เคียงกับเวลาเป็นจริง (Real-Time Information) เช่น การส่งข้อความที่สนทนากันบนเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ อัดเสียง กิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยว สามารถที่จะอัพโหลดรูปภาพขึ้นเฟซบุ๊คได้ในทันที รวมไปการอ่านแถบป้ายของอาร์เอฟไอดี (RFID), มาตรวัดอัจฉริยะ รวมไปถึงการประมวลผลการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การขนส่งสินค้าในระบบห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลการบริการทั้งมวล

เรื่องสำคัญในลำดับต่อมาคือ อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things :IoT) ในอนาคตนับแต่นี้ไปอุปกรณ์ต่างๆ จะมีการเชื่อมโยงถึงกันหมด เช่น ตู้เย็น ทีวี เตาไมโครเวฟ จะมีหมายเลขของมันเอง และสามารถสื่อสารกันได้ ตัวอย่างเช่น ร้าน Amazon go เป็นร้านสะดวกซื้อ เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าไป Shopping เมื่อลูกค้าหยิบสินค้าขึ้นมาและซื้อสินค้าจะมีการตัดสต็อกของสินค้าทันที  โดยที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสด มีความเที่ยงตรง ตรวจสอบได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ Big Data ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ Apps iBeacon เป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำไปสร้างยอดขาย เมื่อเราเดินเข้าไปที่ชั้นวางสินค้า เพียงแค่เปิดสัญญาณบลูทูธ มันจะส่งสัญญาณไปที่สินค้า และใน Tesco Lotus ก็มีใช้แล้ว ถ้ามีสินค้าชนิดไหนลดราคา มันก็จะขึ้นมาแสดงในสมาร์ทโฟนของเรา และเร่งเร้าให้เราอยากซื้อสินค้าชนิดนั้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence :BI) มีความเกี่ยวข้องกับ Big Data เพราะในการทำธุรกิจก็นำข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านั้นมาทำการวิเคราะห์ ซึ่งจะมีการใช้ซอฟต์แวร์ในการวิเคราะห์ ด้วยหลักความรู้และตัวแบบทางธุรกิจ เมื่อวิเคราะห์หาข้อสรุปได้แล้วก็นำมาช่วยในการตัดสินใจในการสร้างกำไรและเพิ่มยอดขายต่อไป ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ Big Data เช่น COGNOS ของบริษัท IBM เป็นต้น.

Aj-Supon

Social Media Literacy

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา …

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2560 เวลา 12.00-14.30 น. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง Social Media Literacy: Connecting to ASEAN & Global Professional” ณ ห้องเธียร์เตอร์ ชั้น 3 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งจัดโดย Sripatum International College โดยมีวิทยากรพิเศษ คือ Ms.Praewpilai Chinsakchai, Chief of Marketing Officer (COM) ITOPSPARK Co., Ltd. พอประมวลสรุปการบรรยายได้ ดังต่อไปนี้

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และ Social Media ทั่วโลกประจำปี 2017 ที่เก็บข้อมูลโดย We Are Social ดิจิทัลเอเจนซี่ในประเทศสิงคโปร์และ Hootsuite ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก 238 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย คือ ข้อมูลเบื้องต้นของประชากรทั่วโลกในปี 2017 ประชากรทั่วโลกมีจำนวน7,476 พันล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก 3,773 ล้านคน คิดเป็น 50% ผู้ใช้ Social Media 2,789 ล้านคน คิดเป็น 37% ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 4,917 ล้านคน คิดเป็น 66% ผู้ใช้ Social Media ผ่านโทรศัพท์มือถือ 2,549 ล้านคน คิดเป็น 34% ส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเมื่อแบ่งตามอุปกรณ์ (Device) คือ แล็บท็อป และเดสก์ทอป 45% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 20% สมาร์ทโฟน 50% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 30% แท็บเล็ต 5% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 5% และอุปกรณ์อื่นๆ 0.12% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 33%  สำหรับผู้ใช้ Social Media ทั่วโลก 2,789 ล้านคน คิดเป็น 37% จากจำนวนประชากรทั่วโลก
ใช้ Social Media ผ่านมือถือ 2,549 ล้านคน คิดเป็น 34% จากจำนวนประชากรทั่วโลก ส่วนทวิตเตอร์ผู้ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว WeChat เป็นแอพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากในประเทศจีน และ WhatsApp นิยมใช้ในยุโรปและอเมริกา LinkedIn คนนิยมใช้เกี่ยวกับการทำงาน หรือหางาน หรือใช้เขียน Profile Professional เช่น ประวัติการศึกษาประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเขียน Resume Online ในแต่ละประเทศมีการใช้ Social Media แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศไทยจะมีการใช้เฟซบุ๊คกันมากที่สุด และนิยมใช้เพื่อการแชร์รูปภาพ วิดีโอ การ Comments ต่างๆ

SU1

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทย คนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 67% จากจำนวนประชากรทั้งหมด เติบโต 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 18 ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรทั่วโลก อยู่ที่ 50% คนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านแล็บท็อป/เดสก์ทอป 4.35 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าบนสมาร์ทโฟน โดยมีเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.14 ชั่วโมงต่อวัน คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเข้าเว็บไซต์เป็นอันดับ 5 จากประเทศที่สำรวจทั้งหมด อยู่ที่ 66% ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกที่ใช้สมาร์ทโฟนเข้าเว็บไซต์อยู่ที่ 50% คนไทยใช้ Social Media มากเป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยสัดส่วน 67% จากจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ คนไทยใช้เวลากับ Social Media เฉลี่ยวันละ 2.48 ชั่วโมง อยู่ในลำดับที่ 12 ของโลก ที่มีผู้คนใช้มากได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ข้อมูลเกี่ยวกับ Facebook ปัจจุบัน Facebook มียอดผู้ใช้งานต่อเดือน 1,871 ล้านคน ในจำนวนนั้น 87% ใช้งานผ่านมือถือ 55% ใช้งานทุกวัน เมื่อแบ่งตามเพศ พบว่า ผู้ชายใช้ Facebook มากกว่าผู้หญิง คนไทยใช้ Facebook เป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยจำนวน 46,000,000 คน ผู้ใช้ Facebook ส่วนใหญ่ 80% ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ตามมาด้วยแล็บท็อป และเดสก์ทอป 39%, แท็บเล็ต 11% และฟีเจอร์โฟน 1%

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) จำนวนผู้ซื้อสินค้าผ่านระบบ E-Commerce มีทั้งหมด 1,610 ล้านคน คิดเป็น 22% ของประชากรทั่วโลก มูลค่ารวม 1,915,000,000,000 ดอลล่าร์ เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1,189 ดอลล่าร์ ประเทศไทยมีผู้ซื้อของผ่านระบบ E-Commerce ในเดือนที่ผ่านมา 51% อยู่ในลำดับที่ 15 ในส่วนของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ประเทศที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ เกาหลีใต้ 55% ส่วนประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 3 มี 41% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ไทยเติบโตขึ้น 60% เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 212 ดอลล่าร์ (ประมาณ 7,434 บาท) (Sources: https://www.marketingoops.com และ http://wearesocial.com)

จากตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การใช้ Social Media รวมไปถึงการซื้อขายสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนกิส์ (e-Commerce) เป็นแนวโน้มที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง ในการหาช่องทางขายสินค้า การทำตลาดผ่านระบบดิจิทัล (Digital Marketing) เป็นแนวโน้มที่ยิ่งมาแรง เพราะมีต้นทุนที่ไม่แพงเหมือนการทำตลาดในสื่อระบบเดิม  มีหลักการที่สำคัญ (1). The New – Multi Screen World หมายถึงว่า ในปัจจุบัน ผู้ใช้ 1 คน มีอุปกรณ์หลายชนิด เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในเว็บไซต์ http://www.daydev.com ได้รายงานวิเคราะห์การใช้งาน Multi-Screen เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคจาก Google ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การทำการตลาดในปัจจุบันนี้นั้น 90% ของโอกาสที่กลยุทธ์ของบริษัทที่จะสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์หรือ Devices ของผู้บริโภคด้วย และโอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดคือช่วงเวลาของการเดินทาง และการเดินทางก็จะมีผลต่อการใช้งานอุปกรณ์สื่อสาร เพราะว่ายุคนี้ผู้บริโภคเช็คอีเมลจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ระหว่างที่เดินทางอยู่บน รถไฟ รถไฟฟ้า รถโดยสาร ระหว่าง บ้านไปยังที่ทำงาน (2).การทำการตลาดผ่านเครื่องมือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine Marketing: SEM) สามารถแยกย่อยออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1). การปรับแต่งการค้นหา (Search Engine Optimization: SEO) ได้แก่การโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในส่วนของผลการค้นหาทั่วไปในหน้า Search Result Page โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของการค้นหา และการเพิ่ม Backlinks ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ 2). การจ่ายต่อคลิก (Pay Per Click: PPC) คือ ส่วนของพื้นที่โฆษณาซึ่งอยู่ในหน้า Search Result Page เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีการคลิ๊กเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ PPC มีข้อแตกต่างกับ SEO ตรงที่สามารถแสดงผลในลำดับต้นๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเว็บไซต์ เพียงแค่ประมูล Keyword ที่ต้องการมา เว็บไซต์ก็สามารถแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ (http://seo-web.aun-thai.co.th) ในกรณีนี้ agoda.com เว็บไซต์จองที่พักโรงแรมออนไลน์เคยทำสำเร็จมาแล้ว วัตถุประสงค์ของการทำตลาดแบบดิจิทัล คือ (1). การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) (2).การเพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) (3). สร้างชุมชนแบรนด์ (Build Brand Community) (4). การศึกษาด้านการตลาด (Education Marketing) (5).เพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ (Increase Website Traffic) และ (6).ให้มีลักษณะปรากฎทางออนน์ (Online Appearance) (7). สร้างโอกาสในการขาย (Generate Leads) (8).ขายออนไลน์ (Online Sale) (9).ขายแบบออฟไลน์ (Offline Sale) (10).ทำวิจัยข้อมูล (Research Data) และ (11).การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น (Application Download) หลักการสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์นั้น เนื้อหาการตลาด (Contents Marketing) มีความสำคัญมาก ต้องจัดทำเนื้อหาให้ดีและสามารถนำไปเผยได้ในหลายลักษณะได้แก่ การขียน Blog เช่น blogger.com, pantip.com รวมไปถึงการจัดทำ Online PR, บทความ, วิดีโอ, blogs & Forums, Seeding Marketing คือการทำตลาดโดยสร้างข้อความหรือบทสนทนาให้น่าสนใจและน่าเชื่อถือตรงกับความต้องการของลูกค้า เช่น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ร้านอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ความจริงความหมายของคำว่า Seeding คือการเพาะพันธ์ เพาะเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบได้กับการปลูกเมล็ดตราสัญลักษณ์ (Branding),  ส่วนอีกคำหนึ่ง คือ Influencer Marketing หมายถึงการทำการตลาดแบบอาศัยตัวบุคคล องค์กร แบรนด์ และอื่น ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือทางสังคมเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำการตลาด.

Aj-Supon