เรื่องเล่าจาก BCS118 : Google Calendar กับตารางคุมสอบ

เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาคุมสอบกันไปนะคะ ช่วงเวลานี้คำทักทายของเรานอกจากคำว่า “กินข้าวรึยัง” ก็จะมีเพิ่มว่า “ห้องไหน???”

Advertisements

สวัสดีค่ะ

เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาคุมสอบกันไปนะคะ ช่วงเวลานี้คำทักทายของเรานอกจากคำว่า “กินข้าวรึยัง” ก็จะมีเพิ่มว่า “ห้องไหน???” จากนั้นก็จะมีอาจารย์หลายท่าน หยิบ (คุ้ย) โพยขนาด A4 ในกระเป๋าถือขึ้นมา พร้อมส่ายตามองว่าคาบต่อไปเราต้องคุมห้องไหนกัน

เอาอย่างงี้ค่ะ ในวิชา BCS118 เราได้สอนให้เด็กใช้มือถือตัวเองให้มีประโยชน์มากกว่าการเล่น Facebook หรือ Line หรือเกมในมือถือ เรามาใช้ Google Calendar กันค่ะ

เริ่มแรกทุกท่านมี @spu.ac.th กันอยู่แล้ว ถูกไหมคะ เราไป Add Account ในมือถือเราไว้ ให้มือถือเรารู้จักว่าเรามี Account นี้อยู่ จากนั้น ถ้าเครื่องเรามี App Calendar อยู่แล้ว เราสามารถใช้ App นั้นเลยก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าอยากให้มันมีสีสันสวย ๆ แนะนำว่าให้โหลด App Google Calendar มาใช้ค่ะ

Gcalendar1

มีใช้ทั้ง iOS และ Android ค่ะ เลือกตามมือถือเราได้เลย​ ทีนี้พอเราโหลดทุกอย่างมาพร้อมแล้ว เราก็สามารถเพิ่มกิจกรรมลงไปใน Calendar ได้ทั้งผ่าน Web Browser หรือจะทำผ่าน มือถือเราเองเลยก็ได้ (แต่แนะนำว่าถ้ามีหลายกิจกรรม เช่น ตารางสอน ตารางคุมสอบ ทำผ่าน Web Browser จะดีกว่าค่ะ) แล้วก้ให้มันเตือนก็ได้ค่ะ จะเตือนแบบก่อนล่วงหน้า 1 ชั่วโมง หรือ 1 วัน หรือจะ 1 สัปดาห์ ก็แล้วแต่สะดวก สะดวกแบบไหนก็ทำแบบนั้น ฮ่า ฮ่า

แล้ว Google Calendar เอามาใช้กับตารางสอนของเราก็ได้นะคะ ทำกิจกรรมแบบไม่ต้องให้มันเตือนก็ได้ เพราะเราจำได้อยู่แล้วว่าแต่ละวันเรามีสอนอะไร ช่วงไหน แต่ปัญหาของเราคือ ห้องค่ะ!!! ชั้นสอนห้องไหน!!! นั่นคือปัญหาของเรา ที่ Google Calendar ช่วยได้ ยิ่งถ้าใช้ Android นะคะ สามารถทำเป็น Widget แปะที่หน้าจอมือถือได้ด้วยค่ะ ไม่ต้องกด App เพื่อดูเลย แสดงหน้าจอเลยค่ะ

Gcalendar2

สำหรับสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะคะ เรามี Calendar รวมของงานสหกิจศึกษาด้วย เราสร้างกลุ่มนิเทศสหกิจเอาไว้ แล้ว Add อาจารย์ในสาขาเข้าไป อาจารย์ที่เป็นผู้ดูแลกำหนดการต่าง ๆ ของงานเตรียมสหกิจ และสหกิจศึกษา จะสร้างกิจกรรมเอาไว้ ให้เรารู้ว่าช่วงไหนต้องไปนิเทศสหกิจครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 สะดวกกับเรามากค่ะ แล้วอาจารย์แต่ละคนไปนิเทศที่ไหน ก็เพิ่มกิจกรรมของตัวเองลงไป ก็ทำให้คนอื่น ๆ เห็นได้ว่าวันนี้ มีใครไปนิเทศที่ไหนบ้าง คนที่อยู่ห้องพัก ก็คอยเป็นกระบอกเสียงให้ เวลาที่เด็กมาหา แทนที่จะให้เด็กถามว่า อาจารย์อยู่ไหม เรา (ซึ่งอยู่ห้องแรก) รีบตะโกนบอกเลยว่า อาจารย์……ม่ายอยู่ววววววว ไปนิเทศสหกิจจ้าาาาา

Gcalendar3

ว่าด้วยเรื่องไปนิเทศสหกิจนี่ โพสต์หน้า จะมาแนะนำการใช้ Google Calendar + Google Maps กันนะคะ ชีวิตจะดี๊ดี…ไม่หงุดหงิดกับการขับรถในกรุงเทพเลยค่ะ

แล้วเจอกันใหม่ค่ะ

JerawanVi

 

 

การใช้ Plickers เพื่อดึงสติกับความสนใจ

ความเดิมตอนที่แล้วผมได้นำเสนอการใช้ Plickers เพื่อทบทวนเนื้อหารวมๆก่อนทำการทดสอบกลางภาค ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างดีในการทำให้นักศึกษาทั้งหมดมีส่วนร่วมและตอบคำถาม

ความเดิมตอนที่แล้วผมได้นำเสนอการใช้ Plickers เพื่อทบทวนเนื้อหารวมๆก่อนทำการทดสอบกลางภาค ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างดีในการทำให้นักศึกษาทั้งหมดมีส่วนร่วมและตอบคำถาม ครั้งนี้ขอนำเสนอวิธีการใช้ Prickers เพื่อดึงสติกับความสนใจครับ โดยผมใช้กับเนื้อหาเรื่องสายส่งสัญญาณและการแพร่กระจายคลื่น (Transmission line and Wave Propagation) ในรายวิชาหลักการสื่อสาร

จากความในหนังสือ อัธยาตมวิทยา ของขุนจรัสชวนะพันธ์ ที่มีท่อนหนึ่งกล่าวว่า จิตร์ใจของคน บางทีก็มีอาการอย่างที่เรียกว่า สติเผลอ หรือ เผลอสติ เช่น เห็น แต่ไม่ได้สังเกต ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ และได้สัมผัส แต่ไม่รู้สึก ถ้าเมื่อใดเราตั้งสติ แล้วเพ่งเล็งดูสิ่งของนั้น ๆ เราจึงจะรู้ได้ การที่ตั้งสติเพ่งเล็งดูเช่นนั้นเรียกว่า สนใจ … ในชั้นเรียน การที่จะให้นักศึกษาปัจจุบันรวมสติเพื่อตามผู้สอนตลอดคาบเรียนสามชั่วโมง ไม่ง่ายนัก การเสริมกิจกรรมต่างๆจะสามารถช่วยดึงสติของนักศึกษาให้สนใจชั้นเรียนได้

ด้วยการนำเทคนิคการสอนห้องเรียนกลับทาง (flipped classroom) มาใช้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมมีเวลาในการปรับเปลี่ยนการนำเสนอในชั้นเรียนด้วยเทคนิคต่างๆ หนึ่งในนั้นผมใช้ Plickers เพื่อตั้งคำถามในประเด็นต่างๆของเนื้อหาบทเรียน นักศึกษาทุกคนจะตอบคำถามโดยการยกกระดาษ Plickers และเขาจะทราบถึงคำตอบของตนเองทันทีเมื่อเสร็จสิ้น คนที่ตอบถูกจะภูมิใจ คนที่ตอบผิดจะสงสัย หลังจากนั้นอาจารย์จะอธิบายขยายความจากคำถามในประเด็นนั้นๆ และเริ่มคำถามข้อใหม่ต่อไป

นักศึกษาจะถูกดึงสติตลอดคาบเรียนด้วยคำถาม และเขาอาจเผลอหลุดสติไปในช่วงอธิบาย แต่เขาจะถูกดึงสติกลับมาอีกครั้งหลังจากต้องตอบคำถามใหม่ Plickers ตอบสนองกระบวนการสอนของผมที่ต้องการดึงสติเพื่อให้เกิดความสนใจได้ดีมากเลยครับ จึงขอนำมาแบ่งปันครับ

PreechaKoc

Plickers กับการทดสอบความพร้อมก่อนสอบกลางภาค

Plickers.com เป็นบริการเพื่อการศึกษาที่ผมได้รับการแนะนำจาก ดร.วรสรวง ดวงจินดา ผู้อำนวยการสำนักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่แนะนำผ่าน รองศาสตราจารย์ ดร.กีรติ ชยะกุลคีรี มา ต้องขอบคุณมาก ๆ ครับ

Plickers.com เป็นบริการเพื่อการศึกษาที่ผมได้รับการแนะนำจาก ดร.วรสรวง ดวงจินดา ผู้อำนวยการสำนักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่แนะนำผ่าน รองศาสตราจารย์ ดร.กีรติ ชยะกุลคีรี มา ต้องขอบคุณมากๆเลยครับ ผมชอบมาก ๆ เลยครับ ทีภาคฯ ก็มีผู้ช่วยศาสตราจารย์เพชร นันทิวัฒนา อีกท่านที่ใช้แล้วครับ

การทบทวนบทเรียนและกระตุ้นความพร้อมของนักศึกษาก่อนสอบกลางภาคและสอบปลายภาคเป็นสิ่งที่ผมพยายามหากระบวนการและเทคนิคมาช่วย พยายามมาหลายวิธี โดยล่าสุดใช้บอร์ดเกมส์มาช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมในชั้น โดยให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มแข่งกันเล่นบอร์ดเกมส์ซึ่งมีกติกาสำคัญคือต้องตอบคำถามให้ถูกก่อนถึงจะมีสิทธิ์เล่น ที่ผ่านมาก็สามารถกระตุ้นความสนใจได้มาก แต่การประเมินผลและการทราบถึงความพร้อมของแต่ละคนยังไม่สามารถทำการประเมินได้ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ก่อนสอบกลางภาค และผมก็กำลังคิดถึงเทคนิคใหม่ๆอยู่เลยครับ

พอดีกับที่อาจารย์วรสรวงแนะนำ Plickers ซึ่งใช้อุปกรณ์หลักเพียงสามส่วนคือ 1)เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อโปรเจคเตอร์ 2) สมาร์ทโฟนที่ลงแอป Plickers และ 3) กระดาษรหัส Plickers ที่พิมพ์ออกมามอบให้แก่นักศึกษาแต่ละคน ขั้นตอนการใช้งานก็เพียงแค่ไปที่เว็บ plickers.com และเปิดคำถามที่เตรียมไว้ผ่านแอป plickers บนสมาร์ทโฟน จากนั้นให้นักศึกษาเลือกตอบจากตัวเลือก A B C หรือ D ด้วยการชูกระดาษ Plickers ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมมีเว้าแหว่งรอบๆ มีรูตรงกลาง เป็นรหัสเฉพาะของกระดาษแต่ละใบ การตอบให้ชูในด้านที่ต้องการตอบให้ด้านนั้นอยู่ด้านบน (มีระบุไว้ตัวเล็กๆ) ระหว่างที่นักศึกษาชูกระดาษ ผมจะนำสมาร์ทโฟนกวาดไปรอบๆ แอป Plickers ที่เปิดไว้จะบันทึกคำตอบของนักศึกษาแต่ละคนไว้ ใช้เวลาไม่นานครับ เมื่อบันทึกคำตอบของใครไว้แล้ว จะมีการแสดงผลตอบรับบนหน้าจอโปรเจคเตอร์ นักศึกษาก็จะนำกระดาษวางลงได้

Plickers มาได้ทันท่วงทีครับ วันนี้ได้ทบทวนและประเมินความพร้อมก่อนสอบกลางภาคด้วยคำถามจำนวน 20 ข้อ ได้ผลลัพธ์การใช้งานเป็นที่น่าประทับใจมากครับ

การใช้ Plickers นี้ผมก็นึกถึงรองศาสตราจารย์ ดร. ณฐา คุปตัษเฐียร เลยครับ อาจารย์สามารถนำไปใช้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม CDIO สามารถตอบคำถามอาจารย์ได้ด้วยการชูป้าย และผลจะแสดงบนจอเลยครับ

นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการเช็คชื่อการเข้าชั้นเรียนได้ด้วยนะครับ

PreechaKoc

Image Source: https://www.plickers.com

Scoring Rubrics

องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ ในด้านเนื้อหาสาระของโครงการ สิ่งที่คณะทำงานได้ตระหนักอยู่เสมอ คือ เรื่องการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาที่อาจารย์เป็นผู้ประเมิน โดยเมื่อพิจารณาถึงความหมายของการ

องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ ในด้านเนื้อหาสาระของโครงการ สิ่งที่คณะทำงานได้ตระหนักอยู่เสมอ คือ เรื่องการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาที่อาจารย์เป็นผู้ประเมิน โดยเมื่อพิจารณาถึงความหมายของการประเมิน ซึ่งหมายถึง การตัดสินคุณค่า โดยอาศัยการวัดและดุลพินิจ ดังนั้น ในกรณีที่อาจารย์จะตัดสินผลงานของนักศึกษา ว่าดีหรือไม่ดี อย่างไรนั้น ต้องมีการวัดและเกณฑ์ที่ชัดเจน และผู้เรียนต้องทราบเกณฑ์การวัดนั่นๆ ด้วย โครงการนี้ได้เน้นเทคนิคการประเมินแบบ Scoring Rubrics ซึ่งเป็นชุดของเกณฑ์ที่ใช้สำหรับให้คะแนนในการประเมินหรือตัดสินความสำเร็จของผลงานหรือผลการปฏิบัติงาน โดยจะมีลักษณะเป็นระดับคะแนนตั้งแต่ดีเยี่ยมจนมาถึงต่ำสุดคือ ต้องปรับปรุง

ข้อดีของการประเมินแบบ Rubrics คือ ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนเข้าใจ และทราบการประเมินที่ตรงกัน มีความเที่ยงในการประเมิน สำหรับประเภทของ Rubrics แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ

  1. Rubrics แบบองค์รวมหรือภาพรวม (Holistic Scoring Rubrics) เป็นการให้คะแนนโดยพิจารณาภาพรวมของการปฏิบัติงานหรือผลงาน ที่มีการบรรยายคุณภาพลดหลั่นกันไป
  2. Rubrics แบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubrics) เป็นการให้คะแนนโดยพิจารณาคุณภาพของการปฏิบัติงานหรือผลงานแยกเป็นรายองค์ประกอบหรือรายมิติ ที่มีการบรรยายคุณภาพลดหลั่นกันไป ทั้งนี้ แบบดังกล่าวนี้ เหมาะสำหรับการประเมินความก้าวหน้าที่ต้องการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) กับผู้เรียนในการพัฒนา ต่อไป

สำหรับขั้นตอนของการสร้าง Rubrics ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน

  1. เริ่มต้นจากการกำหนดเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ของการประเมิน
  2. ระบุตัวบ่งชี้ รายการพฤติกรรม คุณลักษณะ มิติที่ต้องการประเมิน และสรุปการคัดเลือกตัวบ่งชี้ รายการพฤติกรรม คุณลักษณะ มิติที่ต้องการประเมิน
  3. ดำเนินการจัดลำดับความสำคัญ กำหนดระดับคุณภาพ
  4. การบรรยายคุณภาพของเกณฑ์การประเมินแต่ละระดับให้ชัดเจน

ศูนยสนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน
2558

ICT for Flipped Classroom

จากการดำเนินโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างห้องเรียนกลับทาง องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ ในด้านเนื้อหาสาระ คือ Flipped Classroom

จากการดำเนินโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างห้องเรียนกลับทาง องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ ในด้านเนื้อหาสาระ คือ Flipped Classroom หรือ การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับทาง

เกิดจากแนวคิดที่ว่าการให้เวลาที่มีคุณค่าแก่นักเรียน ใช้เวลาเพื่อแปลงเนื้อหาการเรียนรู้เป็นกิจกรรมใดๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาให้กับผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตจริง เหตุการณ์จริง และเกิดการเรียนรู้ได้จริง โดยมีครูคอยให้การช่วยเหลือ แนะนำในการแสดงหาความรู้ หรือเรียนรู้ จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่การกลับทางการเรียนรู้ ซึ่งขั้นตอนของห้องเรียนกลับทาง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ นอกชั้นเรียน และในชั้นเรียน กล่าวคือ ช่วงเวลานอกชั้นเรียนเป็นช่วงที่ครูจะให้นักเรียนเรียนรู้เนื้อหาจากวีดีทัศน์ที่กำหนดไว้ให้ โดยการดูวีดีทัศน์ และครูต้องสร้างทักษะการดูวีดีทัศน์ที่ถูกวิธีแก่ผู้เรียนด้วย ในชั้นเรียน ครูจะตรวจสอบนักเรียนว่าได้ดูวีดีทัศน์หรือไม่ โดยการมอบหมายให้นักเรียนตั้งคำถาม คำตอบจากวีดีโอที่ดูก่อนเข้าชั้นเรียน นอกจากนี้การตั้งคำถาม คำตอบ ยังเป็นการตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนได้อีกด้วย และนอกจากนั้นจะเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับเนื้อหาในชั้นเรียน ตลอดจนการประเมินผลการเรียนรู้

นอกจากองค์ความรู้ด้านเนื้อหาสาระของโครงการ ของการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับทางที่ได้อธิบายไว้ในข้างต้นแล้ว คณะผู้จัดฯ ได้จับคำสำคัญ (Keywords) ที่วิทยากรทุกท่านได้พูดถึงเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับทาง ซึ่งน่าจะเป็นคำสำคัญ หรือตัวเปิดทางที่จะทำให้การจัดการเรียนการสอนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยคำสำคัญเหล่านี้ได้แก่

1. VDO Content ในการอบรมครั้งนี้ จะหมายถึงวีดีทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของการเรียนแต่ละครั้ง ที่ครูจะต้องจัดทำขึ้นเองทั้งหมด หรือจัดทำร่วมกับผู้อื่น หรือนำของท่านอื่นมาใช้จัดการเรียนการสอน ซึ่งวีดีทัศน์เนื้อหาของการเรียนมีไว้เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษานอกห้องเรียน ซึ่งผู้เรียนจะต้องดู ศึกษามาก่อน โดยผ่านการสอนการดูวีดีทัศน์อย่างถูกต้องจากครู
2. Activity in Classroom เมื่อวีดีทัศน์ใช้นอกห้องเรียนแล้ว กิจกรรมในห้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาต้องเกิดขึ้นในชั้นเรียนเช่นกัน โดยกิจกรรมในชั้นเรียนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ กิจกรรมการทบทวนเนื้อหาในวีดีทัศน์ ซึ่งใช้เวลาสั้นๆ ในส่วนนี้มีวัตถุสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนได้ดูวีดีทัศน์มาจริงหรือไม่ ผ่านกิจกรรมการตั้งคำถามและคำตอบจากวีดีทัศน์ วัตถุประสงค์ประการที่สอง คือ เพื่อเป็นการตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน ซึ่งหากมีความเข้าใจผิดในเนื้อหาครูจักได้แก้ไขความผิดนั้นได้ทัน และวัตถุประสงค์ข้อสุดท้าย คือ ในกรณีที่มีผู้เรียนเข้าใจผิดใจในเนื้อหาของวีดีทัศน์มากนั่น อาจเกิดจากมีข้อบกพร่องของวีดีทัศน์ที่บันทึกไว้ ครูจะได้นำวีดีทัศน์มาปรับแก้และนำกลับไปใช้ไหมได้
กิจกรรมในห้องเรียนส่วนที่สอง คือ กิจกรรมต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้เพื่อใช้ในการสอนแต่ละครั้ง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีความเหมาะสมกับเนื้อหา และเหมาะกับกลุ่มผู้เรียน ซึ่งกิจกรรมแต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกๆ ครั้ง โดยแต่ละครั้ง จะใช้ ICT หรือไม่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมก็ได้ ประเด็นสำคัญของกิจกรรม คือ ครูจะมีบทบาทเป็นผู้ให้คำแนะนำ สร้างปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน นอกจากนี้กิจกรรมในห้องเรียนยังจะช่วยดึงผู้เรียนเข้ามาสู่ห้องเรียนหรือดึงนักเรียนสู่บทเรียน อีกด้วย เมื่อผู้เรียนเข้าสู่ห้องเรียนแล้ว การสอดแทรกเนื้อหาของการเรียนเข้าไปอย่างแนบเนียบจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อีกด้วย
3. Motivation การกระตุ้นการเรียนรู้ ปัจจุบันผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือหาความรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา การกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ หรือเสาะแสวงหาความรู้ จึงมีบทบาทสำคัญ ครูต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ สื่อสารกับผู้เรียน โดยการกระตุ้นการเรียนรู้ สามารถดำเนินการได้ทั้งในและนอกชั้นเรียน เช่น กระตุ้นให้ผู้เรียนดูวีดีทัศน์ ให้ตั้งคำถาม ให้ตอบคำถาม และการกระตุ้นในกิจกรรมชั้นเรียน เพื่อช่วงชิงรางวัล คะแนน จากการถูกกระตุ้นให้ตอบคำถาม โดยเครื่องมือ หรือช่องทางหลักๆ ที่ใช้ก็คือ Facebook ซึ่งสามารถดำเนินงานได้ง่าย โดยการสร้างกลุ่มรายวิชา และกระตุ้นการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ รวมทั้งยังสามารถแจ้งคะแนน เฉลยการบ้าน ได้อีกด้วย

ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน
2558