Accounting Game

เกมนักบัญชี (Accounting Game) เป็นการแข่งขันจำลองปัญหาทางธุรกิจและงานทางด้านบัญชี

Advertisements

เกมนักบัญชี (Accounting Game) เป็นการแข่งขันจำลองปัญหาทางธุรกิจและงานทางด้านบัญชี  ซึ่งจะเป็นเกี่ยวกับประเภทธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading Business) เพื่อให้ผู้เล่นได้รับความรู้จากการฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จำลอง โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้งธุรกิจกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง การจัดทำเอกสารทางธุรกิจ การจัดทำบัญชี และการออกรายงานทางการเงิน เป็นระบบเกมภายในเว็บไซค์ที่ถูกสร้างขึ้นสามารถเชื่อมต่อกันผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและยังพัฒนาให้เสมือนกับการทำงานจริงภายในองค์กรมีการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้นักศึกษาได้มีการเรียนรู้ในการทำงานจริงภายในบริษัทในแต่ละวัน ระบบเกมนี้จะเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งบริษัท ซื้อสินทรัพย์ ซื้อสินค้าเพื่อนำมาจำหน่าย มีการขายสินค้าให้กับลูกค้าออกแบบใบสำคัญต่างๆ เช่น ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการนำเอาภาษีอากรเข้ามาเพิ่มเติมให้ระบบให้เสมือนจริงยิ่งขึ้น

Accounting Game หรือเกมนักบัญชีถือเป็นเกมที่ทำให้นักศึกษาได้มีการทดลองการทำงานจริงมีการรักษาเวลาและวางแผนในการทำงานตลอดระยะเวลาในการเล่นเกม ระบบเกมนี้จะเปิดให้นักศึกษาได้เริ่มเล่นเป็นเวลาสองเดือนในรายวิชาระบบสารสนเทศทางการบัญชีช่วงชั้นปีที่ 2 ตลอดระยะเวลาสองเดือนนักศึกษาจะต้องทำการวางแผนการทำงานร่วมกับเพื่อน แบ่งหน้าที่ในการทำงาน โดยกฎกติการของเกมนั้นนักศึกษาจะต้องทำการจัดตั้งบริษัทและโลโก้ ออกแบบใบสำคัญต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในบริษัทตนเอง นักศึกษาจะต้องทำการซื้อสินทรัพย์เข้ามาภายในบริษัท เช่น อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องตกแต่ง เป็นต้นและจะต้องมีการเช่าโกดังเพื่อใช้ในการจัดเก็บสินค้า เช่าโฆษณาเพื่อกระจายข่าวโดยมีช่องทางการกระจายข่าวที่หลากหลายเช่น ทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือแม้กระทั่งทางโทรทัศน์ เพื่อให้ลูกค้ารู้จักสินค้าของบริษัทและลูกค้าจะมาสั่งซื้อสินค้า นักศึกษาจะต้องทำการขายสินค้าให้กับลูกค้า และนำเช็คของลูกค้าไปเข้าธนาคารทำให้บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อนั้นนักศึกษาจะต้องทำการออกใบวางบิลให้แก่ลูกค้าเมื่อครบกำหนดจ่ายเงิน นอกจากนั้นนักศึกษาจะต้องทำการจ่ายเงินค่าขนส่งสินค้า จ่ายค่าโทรศัพท์ จ่ายค่าสาธารณูปโภค จ่ายเงินเดือนและจ่ายเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากร นักศึกษาจะได้มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และยังรวมไปถึงการคำนวณภาษีบุคคลที่มีเงินได้ด้านการหักค่าใช้จ่ายลดหย่อนส่วนตัว ค่าประกันชีวิต เป็นต้นให้แก่พนักงานภายในบริษัทของตนเอง นักศึกษาจะต้องทำการวางแผนการบริหารเงินภายในธุรกิจให้มีสภาพคล่องอยู่เสมอ เพื่อให้มีเงินไปจ่ายชำระหนี้ได้ตามกำหนด หากไม่ชำระหนี้ตามกำหนดนักศึกษาจะถูกตัดคะแนนตามจำนวนวันที่ล่าช้า นอกจากนี้ในแต่ละวันนักศึกษาจะต้องทำการบันทึกรายการรายวันลงในลงโปรแกรมบันทึกบัญชี เพื่อทำการออกงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนของบริษัทเมื่อจบเกม

Ch1
ภาพที่ 1 ภาพรวมของเกมนักบัญชี

นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากทำงานในทุกด้านของแผนกบัญชีและการเงินของบริษัท ซึ่งเกมนักบัญชีนี้การรักษาเวลาจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก เนื่องจากระบบเกมใช้วันและเวลาจริง หากนักศึกษาไม่ทำการจ่ายเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรตามกำหนด นักศึกษาจะต้องจ่ายค่าปรับให้แก่กรมสรรพากรและจะถูกหักคะแนนภายในระบบตามจำนวนวันที่นักศึกษาล่าช้า โดยเกณฑ์การให้คะแนนนั้นระบบจะคำนวณตามค่าประสบการณ์ที่นักศึกษาเข้ามาเล่น ค่าประสบการณ์จะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อนักศึกษาเข้ามาทำงานในระบบ นักศึกษาจะต้องทำการขายสินค้าคนละ 40 รายการ เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในการทำงานมากขึ้นและไม่เป็นการเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน การทำงานร่วมกันจะช่วยให้นักศึกษาได้รู้จักการแก้ปัญหา การเรียนรู้นอกตำราเรียน การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงภายในอนาคต

Ch2
ภาพที่ 2 รายละเอียดผลคะแนนการดำเนินงานภายในเกม
นักบัญชี

การพัฒนาการเรียนการสอนส่งเสริมในแนวทางที่ให้นักศึกษาได้มีการลงมือปฏิบัติจริงและได้มีประสบการณ์ในการดำเนินงานจริงจะทำให้นักศึกษาสามารถนำความรู้มาแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากในการทำงานจริงนักศึกษาจะต้องมีความรอบครอบ ใส่ใจ และรับผิดชอบในการทำงานเพราะหากเกิดการผิดพลาดจะทำให้บริษัทเกิดความเสียหายได้ เกมนักบัญชีจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการนำมาให้นักศึกษาได้เรียนรู้และระบบเกมมีความเสถียรสูง ข้อมูลในโปรแกรมเป็นข้อมูลที่อ้างมาจากข้อมูลจริงในปัจจุบัน เช่น อัตราฐานภาษี การหักภาษี ณ ที่จ่าย การคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย การคิดส่วนลดให้แก่ลูกค้า เป็นต้น นักศึกษาสามารถนำความรู้มาใช้ในการดำเนินงานในการเล่นเกมจำลองได้ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางการบัญชีให้แก่นักศึกษาทำให้นักศึกษามีความแม่นยำ มีความเข้าใจในวิชาที่เรียนมากขึ้น จากการที่ได้ทำความเข้าใจเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจจำลองของตนเองซึ่งถือเป็นการเรียนรู้นอกเวลาเรียนได้อย่างไม่จำกัดวัน เวลา หรือสถานที่

การพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้เกมนักบัญชีให้แก่นักศึกษาภายในคณะบัญชีนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่มีการมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเพิ่มเสริมทักษะทางด้านความคิดและการตัดสินใจให้แก่นักศึกษาก่อนที่นักศึกษาจะออกไปทำงานในบริษัทจริง นักศึกษาจะได้มีความคุ้นเคยกับระบบการทำงานภายในองค์กร เช่นใบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของธุรกิจหรือแม้กระทั่งภาษีอากรชนิดต่างๆ ที่จะต้องเจอในการทำงานซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเกิดการผิดพลาดจะทำให้บริษัทเกิดความเสียหายและอาจจะต้องเสียค่าปรับให้กับกรมสรรพากรซึ่งกรณีนี้ถือเป็นความรับผิดชอบในการปฏิบัติของนักบัญชี นักบัญชีจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพราะภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกปี มีการปรับเพิ่มค่าลดหย่อน หรือแม้กระทั่งการขยายฐานอัตราภาษี  ดังนั้นเกมนักบัญชีซึ่งมีการคำนวณภาษีตามอัตราจริงที่กฎหมายกำหนดทำให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงานจริง ได้เรียนรู้และปฏิบัติจริงเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานภายในอนาคตอันใกล้ ทำให้เกม  นักบัญชีเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการนำมาเสริมศักยภาพให้แก่นักศึกษา และยังช่วยฝึกให้นักศึกษาไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและปัญหาในการทำงาน โดยรายวิชาระบบสารสนเทศทางการบัญชีมีวัตถุประสงค์ในการนำกิจกรรมมาเสริมสร้างพัฒนาความรู้นอกเวลาเรียนให้แก่นักศึกษาคือ 1. เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถในการออกแบบระบบบัญชีประยุกต์ใช้กับสถานประกอบการจริง 2.  เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถนำเอาแนวคิดหลักการปฏิบัติการวางระบบบัญชีไปประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและ 3. เพื่อนำเสนอผลงานการออกแบบระบบบัญชีของนักศึกษาได้ ซึ่งระบบเกมนักบัญชีมีระบบการดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรายวิชาระบบสารสนเทศทางการบัญชี ซึ่งผลการวัดความสำเร็จจากความพึงพอใจของนักศึกษาที่ร่วมกิจการเท่ากับร้อยละ 98.60 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก

Ch3.PNG
ภาพที่ 3 นักศึกษาและคณะอาจารย์ผู้สอนเกมนักบัญชี

chaisonRO.PNG

การเรียนการสอนกับการสร้างแรงจูงใจ ในการสร้างศักยภาพสู่มืออาชีพ

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) วิจารณ์ พานิช (2556: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) วิจารณ์ พานิช (2556: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูแนะนำและช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3RS + 8Cs + 2Ls คือ Reading (อ่านออก) , (W)Riting (เขียนได้),และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น) 8Cs + 21st Century Themes ได้แก่ Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา) Creativity and Innovation (ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม)Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนะรรม ต่างกระบวนทัศน์)Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ) Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) Communications, Information and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ) Computing & Media Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) Career & Learning Self-reliance (ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้) Change (ทักษะการเปลี่ยนแปลง) และ 2Ls Learning Skill (ทักษะการเรียนรู้) Leadership (ภาวะผู้นำ)

การจัดการเรียนการสอนของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยภาพรวมจะมีการจัดการเรียนการสอนในลักษณะการเรียนแบบทฤษฎีโดยอาจารย์บรรยาย การเรียนแบบทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ เป็นส่วนใหญ่ และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) จึดได้มีการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดทักษะแห่งการเรียนรู้โดยในรายวิชาได้มีการพัฒนา

รายวิชา ADS456 ปฏิบัติการผลิตสื่อโฆษณา(PRACTICE IN ADVERTISING PRODUCTION) การฝึกปฏิบัติการคิดวิเคราะห์โจทย์ทางการตลาด การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การวางแผนงานโฆษณา การสร้างสรรค์งานโฆษณาให้สอดคล้องกับโจทย์ปัญหาทางการตลาด และถูกต้องตามจรรยาบรรณในวิชาชีพ การผลิตงานโฆษณาตามกระบวนการวางแผนสื่อโฆษณาด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิก การโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียง และภาพยนตร์โฆษณา การนำเสนองานขายผลงานโฆษณาอย่างมืออาชีพ

PAN01
ภาพที่ 1 การเรียนการสอนกับการสร้างแรงจูงใจในการสร้างศักยภาพในการประกวด

พัฒนาการเรียนการสอนโดยการออกแบบการเรียนการสอนจากเดิมทฤษฎีเพียงอย่างเดียว หรือทฤษฎีและปฎิบัติ   ออกแบบรายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติอย่างจริงจังตามกระบวนการในสายวิชาชีพ โดยอาจารย์ออกแบบการเรียนการสอน จำนวน 6 ชั่วโมงออกแบบกิจกรรม เรียนแบบ Active Learning เพื่อให้มีเวลาเพียงพอต่อการฝึกวางแผนเพื่อฝึกปฏิบัติ  จากนั้นกำหนดนักศึกษาผู้ที่เรียนรายวิชานี้ต้องเรียนในชั้นปีที่ 3 เทอม 2 เพื่อนำความรู้มาใช้ในภาคปฎิบัติ  โดยมีการให้นักศึกษาเลือกเรียนเป็นรายวิชาเอกเลือก เป็นสมัครเข้าสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียน  ในลักษณะของรายวิชาเอกเลือก   ผู้เรียนสามารถที่จะเลือกเรียนรายวิชาที่มีความสนใจในการเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้เรียนได้ ปกติโดยส่วนใหญ่ของผู้เรียนจะเลือกเรียนในรายวิชาที่ไม่ซับซ้อนและใช้เวลาไม่มากในการเรียน แต่การเรียนในรายวิชา ADS456 การปฏิบัติการโฆษณา  เป็นรายวิชาที่ใช้เวลาในการปฏิบัตินานกว่าปกติที่เรียน เมื่อเทียบกับรายวิชาเอกเลือกต่างๆ

เป้าหมายของการเรียน  ADS456 ผลิตสื่อจำนวน 3 ชิ้น เรียนฝึกทักษะผ่านการเรียนโดยการลงมือปฏิบัติ (Learning by Doing)  เพื่อใช้สำหรับการวัดประเมินผล ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง  โดยออกแบบเพื่อให้นักศึกษาได้แก้ไขปัญหาจากโจทย์ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem Based Learning)ของผู้เรียนโดยใช้โจทย์จริงที่อยู่ในสายวิชาชีพเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก้ไขปัญหาและทางออกที่ดีที่สุดจากโจทย์ที่ได้รับ      รวมถึงการสร้างแรงจูงใฝ่เรียนรู้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น มีความอดทนที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาตลอดรายวิชาที่เรียนทั้งผู้เรียนและผู้สอน

กระบวนการเรียนรู้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์ ในการเรียนเพื่อพัฒนานักศึกษา ภายใต้โจทย์ กรณีศึกษาจริง เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้จากโจทย์จริงโดยให้ผู้เรียนเลือกโจทย์ในการทำจาก 5 โจทย์เลือก 2  โจทย์ในการฝึกปฏิบัติแบบทีม และ 1โจทย์แบบคนเดียว  เป้าหมายของการเรียนเพื่อให้นักศึกษา”ผลิตผลงานอย่างมืออาชีพ”โดยให้นักศึกษาที่เรียนเปรียบเสมือน  Sim  Agency ในการรับโจทย์ซึ่งโจทย์ที่ให้นักศึกษาทำเป็นโจทย์ที่ประกวดจริง ซึ่งอาจารย์ผู้สอนต้องคัดเลือกในช่วงระยะเวลาที่นักศึกษาเรียน
  2. นักศึกษาแบ่งทีมเพื่อให้นักศึกษาเกิดการแข่งขันในการทำงานเดียวกัน ภายใต้ Sim Agency เดียวกัน ตามกระบวนการโดยให้นักศึกษาแบ่งความถนัด 2 แบบ คือ

2.1 ความถนัดที่นักศึกษาถนัด และสิ่งที่นักศึกษาสนใจ โดยให้นักศึกษาที่มีความถนัดทำชิ้นที่ 1

2.2 สิ่งที่นักศึกษาสนใจทำชิ้นที่ 2 เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผลิตในชิ้นที่ 2 ว่านักศึกษาค้นพบความสามารถหรือไม่

  1. ให้นักศึกษาออกแบบการเรียนในแต่ละสัปดาห์ กับโจทย์ที่นักศึกษาต้องฝึกปฏิบัติตามกระบวนการ เพื่อให้นักศึกษาได้วางแผนกระบวนการคิด กระบวนการทำงาน  การแบ่งกลุ่มในการผลิตผลงาน  การผลิตผลงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในเวลาที่โจทย์กำหนด

หมายเหตุ  โดยให้ทีมแต่ละทีม ประชุมกันเพื่อวางแผนในกระบวนการคิด  กระบวนการขายความคิด กระบวนการ Pre-Production  กระบวนการผลิต กระบวนการหลังการผลิต และ กระบวนการนำเสนอผลงาน

  1. ในกระบวนการเรียน จำนวน 6 ชั่วโมง  กำหนดให้นักศึกษามีความรับผิดชอบตรงเวลาในการฝึกปฏิบัติ  มีกฏที่ชัดเจนในเรื่องการตรงต่อเวลา ถ้านักศึกษาสายจะถูกตัดเงิน เก็บเงินกองกลาง เมื่อสิ้นเทอมจะนำเงินค่าปรับมาทานขนมร่วมกัน    การแต่งกายให้นัก ศึกษาแต่งกายตามสายงานที่นักศึกษาเลือกเพื่อฝึกบุคคลิกภาพ
  2. ในการนำเสนอขายไอเดีย จะให้นักศึกษาแต่ละทีมนำเสนอโดยแบ่งสาย 5 ทีมใน Sim Agency นำเสนอไอเดียพร้อมให้เพื่อนในทีมอื่นๆฟังเพื่อร่วมกันพัฒนาไอเดีย ในช่วงของกระบวนการนำเสนอจะมีช่วงการฟันไอเดีย โดยนำไอเดียหรือสิ่งที่ดีกว่าเข้ามาแทนที่เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุด
PAN02
ภาพที่ 2 การนำเสนอแนวคิดจากโจทย์จริง บริษัท Isobar

6. หลังจากนั้นให้ทีมแต่ละทีม เตรียมวางแผนในการผลิต นักแสดง สถานที่ถ่ายทำ อุปกรณ์ในการผลิตและหลังการผลิต

PAN03.PNG
ภาพที่ 3 การประชุมทีมนอกห้องเรียน
PAN04
ภาพที่ 4 ภาพการออกกองผลิตงานโฆษณา
PAN05.PNG
ภาพที่ 5 ประมวลภาพการถ่ายทำ

การสร้างแรงจูงใจในการสร้างศักยภาพ

แรงจูงใจมีส่วนสำคัญทำให้เกิดการเรียนรู้ และการกระตุ้นให้มีแรงจูงใจจะทำให้การเรียนรู้ได้ผลดี โดยมีการสอนอยู่บนฐานของการให้ความสำคัญกับผู้เรียนในการเรียนรู้

กฤษมันต์ กล่าวว่า แรงจูงใจภายใน (Internal Motivation) เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจากแรงกระตุ้นในตนเอง (Intrinsic) และถ้าแสดงออกเป็นการกระทำก็จะเป็นการกระทำที่สนองความต้องการและความปราถนาที่มีอยู่ในตัวตน โดยอาศัยการพูดคุยกับนักศึกษาที่เรียนเพื่อให้เข้าใจกับรายวิชาเอกเลือก เพื่อให้นักศึกษาตัดสินใจเลือกอีกครั้งโดยนักศึกษาเลือกเรียนแบบเต็มใจแรงจูงใจภายนอก (External Motivation) เช่น ค่านิยมในสาขาวิชาที่เรียน  รางวัลและเกียรติยศที่ได้จากการเรียน

แรงจูงใจเรียนรู้ หรือ แรงจูงใฝ่สัมฤทธิ์ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับความปราถนาของนักศึกษาที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการของการเรียนรู้เพื่อบรรลุหรือสัมฤทธิ์ผลตามความปราถนา  การศึกษาระดับอุดมศึกษานี้ไม่ใช่เป็นการศึกษาภาคบังคับ และนักศึกษาก็มีเหตุผลของความปราถนาอยู่ภายใต้การให้ความสนใจหรือการไม่สนใจในกระบวนการเรียนรู้และเหตุผลนั้นเป็นมูลฐานของแรงจูงใจเรียนรู้ของนักศึกษา  สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แรงจูงใจเรียนนรู้นั้น  นักศึกษาจะแสดงออกมาให้เห็นได้จากความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความอดทนที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลานาน    การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่ออาจารย์ผู้ที่เป็นผู้สอนคาดหวังจะให้นักศึกษาที่เป็นผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้  นักศึกษาก็จะเกิดการเรียนรู้ได้เช่นกัน และนักศึกษาจะมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ถ้าพวกเขามีความศรัทธาในตัวอาจารย์  โดยในการเรียนการสอนในรายวิชานี้มีปัจจัยในการสร้างแรงจูงใจเรียนรู้ ดังนี้

อาจารย์ผู้สอน สร้างแรงจูงใจในการเรียน  จึงได้นำตัวอย่างของรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นต้นแบบจากกระบวนการเรียน A-Class เพื่อให้นักศึกษา     กำหนดเป้าหมายโดยกำหนดให้สูงเพื่อให้นักศึกษาพยามยามไปให้ถึงเป้าหมาย ให้นักศึกษาคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนพร้อมอธิบายวิธีการในการผลิตเพื่อให้ถึงเป้าหมาย อย่างมีเหตุและมีผลในการผลิตผลงาน อาจารย์ผู้สอนจะเป็นการเป็นที่ปรึกษาควบคุม Sim  Agency  และ พัฒนาไอเดียในภาพรวมแบบมหภาค คือการให้คำปรึกษาในทุกๆทีม และให้ทุกทีมสามารถเข้าใจการทำงานในแต่ละทีมเพื่อนำข้อดีข้อเสีย มาพัฒนาทีมให้ดียิ่งขึ้น  เข้าใจเหตุและผลของที่มาของความคิด   ดูแลนักศึกษาทุกทีมเพื่อให้นักศึกษาสามารถพัฒนาผลงานได้ตามการวางแผนในแต่ละสัปดาห์   รวมทั้งให้ทีมในแต่ละทีมนำเสนอไอเดียในงานขอทีมตัวเอง เพื่อให้เพื่อนๆทีมอื่น เสนอแนะโดยสร้างสรรค์เป็นการฝึกนักศึกษาในการฟัง การเสนอแนะและการยอมรับความคิดของบุคคลอื่นเพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชิ้นงานของที่ตัวเอง  ซึ่งผู้เรียนทุกทีมจะทราบแนวคิดของเพื่อนๆ ถือว่าเป็นการกระตุ้นให้ทีมต่างๆ เร่งพัฒนาผลงานและการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อให้ได้แนวคิดที่ดีที่สุดในการผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพที่สุด   ในส่วนของการเตรียมการผลิตผู้เรียนจะวางแผนและเตรียมงานแบบมืออาชีพในกระบวนการเตรียมจึงถือเป็นส่วนสำคัญซึ่งผู้เรียนจะต้องนำเสนอให้ผ่านทุกกระบวนการ เช่น เสื้อ/ผ้า หน้า/ผม สถานที่ถ่ายทำ การกำหนดมุมภาพ นักแสดงกับการแสดง การจัดแสง จะต้องสอดคล้องกับแนวคิดที่นำเสนอแต่ละกลุ่ม   การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการผลิตจะมีการวางตัวผู้เรียนที่มีความสนใจในการผลิต และแต่ละทีมจะฝึกการใช้อุปกรณ์พร้อมถ่ายเทความรู้ที่ถนัด  วิธีลัดให้กับทีมอื่นๆ เพื่อพัฒนาข้อดีในการทำงานแต่ละทีมที่ไม่เหมือนกันเพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

การสร้างแรงจูงใจแบบจุลภาค โดยให้คำปรึกษาแยกแต่ละทีมเพื่อแก้ไขปัญหาแต่ละทีมจากการนำเสนอภาพรวม และรายบุคคลในทีม เพื่อลดปัญหาในตัวของนักศึกษาแต่ละคนในระยะยาวของการเรียนในรายวิชา  วิธีการกระตุ้นแบบจุลภาค คือ การนำความคืบหน้าของทีมอื่นๆ ในการวางแผนต่างๆ มาให้เพื่อกระตุ้นให้แต่ละทีมพัฒนาได้ดีขึ้น    ทุกทีมจะไม่เห็นความคืบหน้าในช่วงการผลิตแต่จะทราบจุดเด่นของทุกๆทีมในการผลิตเพื่อพัฒนา  โดยใช้เวลาในการเตรียมผลิต หรือช่วงก่อนผลิตที่ทีมต่างๆได้ผลิตก่อนนำมาแก้ไข เมื่อเสร็จทุกกลุ่มจะมีการสรุปการผลิตผลงานเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานครั้งต่อไปโดยองค์รวม  ในส่วนอาจารย์ผู้สอนต้องรับฟังผู้เรียนในแบบมหภาคและจุลภาค พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีขวัญและกำลังใจในการผลิตผลงานที่มีคุณภาพ  โดยส่วนใหญ่ผู้สอนใช้การกระตุ้นในแบบจุลภาคเพื่อสร้างแรงขับให้ผู้เรียนมากกว่ามหภาค   เนื่องจากนักศึกษาแต่ละคนแต่ละทีมมีความแตกต่างในด้านแรงสัมฤทธิ์ รวมถึงปัจจัยภายนอกที่แตกต่างกัน

สร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียน  คือ การจัดสภาพบรรยากาศของห้องเรียนเพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้และพัฒนาผลงาน ในการเรียนใช้ห้องในการปรับเปลี่ยนการจัดเก้าอี้เพื่อให้เหมาะกับการทำงานแบบประชุมใหญ่ และสามารถจัดกระจายเป็นทีมเพื่อใช้ในการประชุมย่อย พร้อมอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้     ใช้เทคโนโลยี Facebook กลุ่ม การใช้ Messager เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสาร เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการสื่อสาร ติดตาม แบบมหาภาคและจุลภาค เพื่อให้นักศึกษารายงานในเวลาและนอกเวลาเรียน ติดตาม รายงานผลต่อวัน ต่อการปฏิบัติการผลิตต่างๆ เพื่อกระตุ้นทุกทีม ทุกคน รวมทั้งอาจารย์ผู้สอนที่ต้องควบคุม เตรียมสอน แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

คณะนิเทศศาสตร์ ส่งเสริมนักศึกษาในเรื่องอุปกรณ์การฝึกปฏิบัติ  การใช้ห้องปฏิบัติการที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างจริงจัง  การออกไปรับโจทย์จริงคณะนิเทศศาสตร์จะทำเรื่องรถเดินทางไปหน่วยงาน  การออกจดหมายลาเรียนเพื่อลดความกังวลใจในการกระมบการเรียนกับรายวิชาอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์ผู้สอนติดต่ออาจารย์ที่นักศึกษาไม่ได้เขียนเพื่อปรึกษาและวิธีการแก้ไข เช่น นั่งเรียนกับกลุ่มเรียนอื่น  เรียนออนไลน์ E-Learning หรือ การส่งงานย้อนหลัง   ในกรณีฝึกปฏิบัติมีการเปิดห้องปฏิบัติการให้นักศึกษาทำทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้นักศึกษาปฏิบัติงานได้ทันตามโจทย์ที่กำหนด โดยส่งเสริมนักศึกษาอย่างแท้จริง เพื่อให้นักศึกษาทำงานได้อย่างเต็มที่

ผลที่ได้รับ

1. ผู้เรียนการสอน ADS456 ปฏิบัติการผลิตสื่อโฆษณา สามารถผลักดันนักศึกษาที่ค้นพบศักยภาพของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น มีการทุ่มเทในการคิด เตรียมผลงาน ผลิตผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจากโจทย์ที่นักศึกษาได้เลือกทำ และได้รับรางวัลจากโจทย์ที่นักศึกษาเลือกทำ

PAN06
ภาพที่ 6 ภาพหมู่ในโครงการประกวด “Close Up ยิ่งใกล้ยิ่งมั่นใจ” ทุนการศึกษา 100,000 บาท
PAN07
ภาพที่ 7 ภาพหมู่ในโครงการประกวด “นักผลิตสื่อสร้างเสริมสุขภาวะสร้างแรงบันดาลใจ”

2. ผู้เรียนมีประสบการณ์การทำงานร่วมกันเป็นทีม มีกระบวนการทำงานตามกระบวนการอย่างเป็นระบบ และสามารถให้เหตุผลในการทำ

3. ผู้เรียนเมื่อเรียนผ่านรายวิชานี้สามารถมีชุดความคิดในการทำงานเป็นทีมและนำโจทย์อื่นๆ มาพัฒนาและได้ผลลัพท์ที่ดีในการทำงาน เช่น นักศึกษาส่งผลงานต่อและได้รับรางวัลจากการประกวด

PAN08.PNG
ภาพที่ 8 ภาพรับรางวัล การแข่งขันการออกแบบโปสเตอร์และสื่อมัลติมีเดียกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร”

ข้อเสนอแนะ

รายวิชาฝึกปฏิบัติเป็นรายวิชาที่ควรให้คำปรึกษาและหาแนวทางในการแก้ไขให้นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาผลิตผลงานได้ดีที่สุด ภายใต้โจทย์ที่นักศึกษาเลือกทำ

รายวิชาภาคทฤษฎี หรือ ภาคปฏิบัติสามารถใช้โจทย์จริงจากหน่วยงาน หรือการประกวดเพื่อให้นักศึกษาเกิดการท้าทายจากโจทย์ ปัจจัยภายนอก ให้เกิดแรงจูงใจจากภายใน และภายนอกที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลงานจากผลงานนักศึกษาสู่ผลงานมืออาชีพ รวมถึงแรงจูงใจจากการเรียน และรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันซึ่งถือเป็นผลตอบรับจากการทำงาน

การเรียนการสอนกับการสร้างแรงจูงใจในการสร้างศักยภาพสู่มืออาชีพ ต้องเป็นโค้ชที่คอยเคียงข้าง  ช่วยนักศึกษาเพื่อพัฒนาผลงงานในทุกๆด้านที่สามารถส่งเสริมนักศึกษา เรียนรู้กับผู้เรียนและสามารถกำกับผู้เรียนให้เป็นไปในแนวทางที่ตั้งไว้ตามโจทย์ที่นักศึกษาเลือก


รายการอ้างอิง

กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. (2552). เทคนิคการสร้างแรงจูงใจเรียนรู้. เอกสารประกอบการบรรยายให้กับคณาจารย์ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป. กรุงเทพฯ:  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

วิจารณ์ พานิช. (2556). การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ ๒๑.กรุงเทพฯ:มูลนิธิสยามกัมมาจล.

teerapanCH2

 

 

 

ผลงานการประกอบสร้างความคิด จากอักษรสู่รูปเล่มบทละครโทรทัศน์

การที่ประเทศจะก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ได้ ต้องอาศัยการวางแผนเพื่อสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่ดี

การที่ประเทศจะก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ได้ ต้องอาศัยการวางแผนเพื่อสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่ดี   ความอดทนที่จะเห็นผลต้องอาศัยระยะเวลายาวนาน  การศึกษาก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน  เปรียบได้ดั่งการปลูกต้นไม้การเตรียมดินที่ดี มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี และต้องเฝ้าดูแลเอาใจใส่  รดน้ำพรวนดิน คอยเก็บวัชพืช  ไล่มดแมลง  ปกป้องให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแรงและงดงามก็คงไม่ต่างกัน  การดูแลเอาใจใส่ในทุกกระบวนการต้องใช้เวลาและความทุ่มเท และต้องดำเนินงานในหลายส่วนไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้จุดอ่อน  การเสริมจุดแข็ง  และการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อขับเคลื่อนให้ผู้เรียนผลิตผลงานเพื่อสร้างความสำเร็จในชั้นเรียนและสร้างความภาคภูมิใจแก่ตัวเอง   กระทั่งเป้าหมายที่ผู้สอนแอบวาดหวังให้ผลงานเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพียงมีคุณค่าสำหรับแค่ความสำเร็จวิชาในห้องเรียน หรือต่อยอดเป็นเล่มผลงาน (Portfolio) หากแต่สามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

เมื่อหันมามองในห้องเรียนในส่วนของผู้สอนการเตรียมการสอนต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จัดหลักสูตรให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งปรับปรุงตำรา และสื่อการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในความเป็นจริงต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนหลักสูตรบ้างแล้วแต่ไม่ได้เปลี่ยนตำราตามไปด้วย  ดังนั้นการเสริมความรู้เพิ่มนอกตำราเรียน การออกแบบกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรจึงเป็นสิ่งที่ผู้สอนปฏิเสธไม่ได้

17 ปีของพัฒนาการการสอนการเขียนบทละครโทรทัศน์

การเขียนบทละครโทรทัศน์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรของสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในรายวิชาการเขียนบทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์(RTV 302)  รายวิชานี้เป็นรายวิชาเอกบังคับที่อยู่ยั่งยืนยงมาตั้งแต่การเปิดหลักสูตรสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์   คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่อหลักสูตรปีการศึกษา 2543 จวบจนปัจจุบัน  มีคำอธิบายรายวิชาดังนี้

“ความหมาย ความสำคัญของบทรายการต่อการผลิตรายการ  ประเภทของบทรายการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์  รูปแบบบท  หลักการเขียนบท  ขั้นตอนการเขียน  เทคนิคการเขียน  การหาแหล่งข้อมูล  การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับการประกาศและการดำเนินรายการทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์  คุณสมบัติและจรรยาบรรณของนักเขียนบท  การฝึกปฏิบัติการเขียนบทข่าว  รายการละคร  รายการสัมภาษณ์  รายการสาระความรู้  และรายการบันเทิง”

“การคิด…ที่ว่ายากแล้ว แต่การถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นงานเขียนยิ่งยากกว่า” การสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษากล้าคิด และกล้าถ่ายทอดสิ่งที่คิดออกมาเป็นงานเขียนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าคือนักศึกษาส่วนใหญ่ในชั้นเรียนไม่ชอบการเขียน  อีกทั้งการเรียนการขียนบทละครเป็นการเรียนเขียนที่มีรูปแบบเฉพาะ มีขั้นตอน เป็นกระบวนการคิด ที่ผู้เรียนต้องตั้งคำถาม  โดยมีความสนุกสนาน   มนต์เสน่ห์ในเนื้อหาที่ต้องน่าติดตาม  ความสมจริง และความยาวของเรื่องราวในแต่ละตอนของละครเป็นเดิมพัน    ผู้เรียนจึงต้องใช้ความพยายาม และความทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ภาระงานเขียนบทละครโทรทัศน์เสร็จสิ้นสมบูรณ์  ดังนั้นในชั้นเรียนจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไขต่างๆมากมายดังนี้

  1. ทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากคิด ?
  2. ทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากเล่า ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ให้ถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียน
  3. ทำอย่างไรให้สิ่งที่คิดนั้นถูกถ่ายทอดมาได้อย่างตรงใจ ด้วยการเขียน
  4. ทำอย่างไรให้งานเขียนเรื่องเล่าในรูปแบบเรียงความนั้นถูกผันต่อ กลายเป็นบทละครโทรทัศน์ในรูปแบบและวิธีการที่ถูกต้องได้
  5. ทำอย่างไรให้ความเพียรพยายามของนักศึกษานั้นอยู่คงเส้นคงวาในความตั้งใจ จัดทำจนบทละครแล้วเสร็จ  เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์สวยงามได้

กับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดต้องเป็นการเขียนบทละคร? เนื่องด้วยละครเป็นศาสตร์ที่มีแง่มุมของการศึกษามาก  ในละครเรื่องหนึ่งๆ สามารถให้มิติของการเรียนรู้ได้ในหลากมิติเช่น  มิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ห์ของความน่าติดตาม)  มิติการสื่อการเขียน(ขั้นตอน   กระบวนการในการเขียนบทละคร  และรูปแบบบทละคร) รวมไปถึงมิติการผลิตเป็นละคร(แม้ว่าผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาจะออกมาเป็นเพียงแค่เล่มบทละคร  หากแต่ผู้เขียนบทละครจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในมิติของการผลิตด้วย  บทละครจึงจะเป็นบทละครที่ถึงพร้อมเพื่อการผลิตต่อไป) อีกเหตุผลหนึ่งคือละครเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิด(Proximity) กับนักศึกษาทุกคน  ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จักละคร  ไม่เคยรับชมละคร   อีกทั้งละครเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงที่เติบโต เคียงคู่ผู้รับสารมาอย่างยาวนาน   ด้วยคุณูปการในหลากมิติที่งานละครมีดังที่กล่าวมา   จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้สอนจะหยิบยกงานเขียนบทละครมาเป็นโปรเจคใหญ่ในชั้นเรียนมาโดยตลอด17 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ได้นอกเหนือจากบทละครฉบับสมบูรณ์(The Fully Script) แล้ว   นักศึกษาในสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  ผู้ซึ่งที่จะต้องถึงพร้อมทั้งการเป็นผู้ผลิตรายการเบื้องหน้า และผู้ผลิตรายการเบื้องหลัง  ยังได้ผลงานที่เป็นรูปธรรมเป็นเล่มผลงานเป็นความภาคภูมิใจอีกด้วย

เพื่อให้เห็นภาพพัฒนาการของการสอนการเขียนบทละครโทรทัศน์ขอจำแนกพัฒนาการของการสอนตลอดช่วงเวลา 17 ปีออกเป็น 5 ยุคดังนี้

ยุคที่ 1   การเขียนบทละครเมื่อฉันคือพระเอกและนางเอกในละคร (Based on True Story)

การเรียนการสอนในยุคแรก  ผู้สอนมีเป้าหมายหลักเพียงประการเดียวคือเพื่อให้นักศึกษาสามารถเขียนบทละครโทรทัศน์ได้   ผู้สอนจึงให้โจทย์นักศึกษาทุกคนดึงเอาประสบการณ์ชีวิตของตนเองในช่วงตอนใดตอนหนึ่ง  เขียนเป็นเรียงความเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบเหตุการณ์และใช้งานเรียงความเป็นเค้าโครงเรื่อง(Plot)ข้อดีของการเขียนบทละครในลักษณะนี้คือ นักศึกษาทุกคนคือตัวดำเนินเรื่อง คือพระเอก   คือนางเอกของเรื่อง   นักศึกษาทุกคนเห็นภาพเหตุการณ์นั้นชัดเจนที่สุด   นักศึกษารู้จักตัวละครทุกตัวดีที่สุด เพราะตัวละครรายรอบตัวเอกคือ  ครอบครัว  พ่อแม่  พี่น้อง  เพื่อน หรือคนรัก  ที่มีตัวตนจริงทั้งสิ้น   การเขียนบทละครที่มีจุดกำเนิดมาจากตัวเอง  และจากประสบการณ์จริงเป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นให้นักศึกษาผลิตผลงานบทละคร  ได้ทบทวนเหตุการณ์ของตัวเอง  และถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนบทละครเล่มเดียวในโลกที่พวกเขาต่างภาคภูมิใจ   อย่างไรก็ตามข้อด้อยที่ไม่อาจควบคุมได้คือ  ความเข้มข้นของเรื่อง  ความยากง่ายของเหตุการณ์เรื่องราวที่นักศึกษาแต่ละคนประสบมาส่งผลต่อความสั้นยาว  และความยากง่ายของบทละครไปโดยปริยาย

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีการสอนโดยการลงมือปฏิบัติ (Practice) หมายถึง วิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียนโดยการให้ลงมือปฏิบัติจริงเป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ยุคที่ 2   การเขียนบทละครจากเรื่องสั้น…ลงในสองสื่อ

ด้วยประสบการณ์สอนที่เพิ่มมากขึ้นของผู้สอน  ทำให้การบริหารเวลาในการจัดการชั้นเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่สองของการเรียนการเขียนบทละครผู้สอนสามารถเพิ่มเติมศาสตร์ด้านการเขียนบทละครวิทยุกระจายเสียงให้นักศึกษา โดยใช้โจทย์คือให้นักศึกษาเตรียมเรื่องสั้นที่นักศึกษาอ่านแล้วเกิดความประทับใจ  นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นโครงเรื่อง(Plot) ในการเขียนบทละครวิทยุกระจายเสียง และบทละครโทรทัศน์   ข้อดีคือนักศึกษาสามารถเข้าใจในความแตกต่างของวิธีการนำเสนอเรื่องเดียวกัน ผ่านสื่อสองสื่อทั้งสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์ได้อย่างชัดเจน  ในขณะที่ข้อด้อยคือ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการฟังละครวิทยุกระจายเสียงมาก่อน  ดังนั้นผู้สอนจึงต้องเตรียมสื่อการสอนที่เป็นเสียงละครวิทยุกระจายเสียง  และวิดีทัศน์การผลิตรายการละครทางวิทยุกระจายเสียงมาสร้างประสบการณ์ในชั้นเรียนให้  อย่างไรก็ดีประสบการณ์ในชั้นเรียนเพียง1-2 ครั้ง  อาจสร้างความรู้จัก แต่ไม่อาจสร้างความคุ้นเคยได้มากเท่าไรนัก  การเรียนการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงจึงใช้เวลาอย่างมาก จนเบียดบังระยะเวลาในการเรียนการเขียนบทละครโทรทัศน์  แต่ในข้อด้อยที่เหมือนเป็นอุปสรรคก็กลับมีผลเชิงบวกเกิดขึ้นคือเมื่อนักศึกษาสามารถก้าวผ่านการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงแล้วเสร็จ  และต้องเริ่มเขียนบทละครโทรทัศน์จากโครงเรื่องเดียวกัน   ผู้สอนพบความประหลาดใจมากว่านักศึกษาสามารถเรียนรู้การเรียนบทละครโทรทัศน์ได้รวดเร็วมาก  เนื่องจากนักศึกษาสามารถก้าวผ่านมิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ของความน่าติดตาม)  มาสู่มิติการสื่อการเขียนทางโทรทัศน์ (ขั้นตอน และกระบวนการในการเขียนบทละครโทรทัศน์  รูปแบบบทละครโทรทัศน์) ได้เลยนั่นเอง

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง(Simulation ) หมายถึง วิธีสอนที่จำลองสถานการณ์จริงมาไว้ในชั้นเรียนโดยพยายามทำให้เหมือนจริงที่สุดมีการกำหนดกติกาหรือเงื่อนไข แล้วแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มให้เข้าไปเล่นในสถานการณ์จำลองนั้นๆ ด้วยกิจกรรมนี้ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการเผชิญกับปัญหา จะต้องมีการตัดสินใจและใช้ไหวพริบวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสถานการณ์จนเกิดความเข้าใจ ทั้งนี้เรื่องสั้นที่นักศึกษาเตรียมมาเป็นโครงเรื่องตั้งต้นในการเขียนบทถือได้ว่าเป็นสถานการณ์จำลองที่เหมือนจริงที่สุดนักศึกษาเข้าไปทำความเข้าใจในสถานการณ์จำลองนั้นๆ  นักศึกษาจะเกิดการเรียนรู้จากการเผชิญกับปัญหาการทำความเข้าใจเรื่องราวในเรื่องสั้งจะต้องมีการตัดสินใจและใช้ไหวพริบในการถ่ายทอดเรื่องราวจนเกิดความเข้าใจนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ และลงมือเขียนบทจากสถานการณ์จำลองนั้นๆออกมาได้ในลักษณะเดียวกับการเขียนบทที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง

ยุคที่ 3   การเขียนบทละครจากนวนิยายชื่อดัง…ลงในสองสื่อ

Ak1.PNG

การตัดสินใจให้นักศึกษาใช้นวนิยายจากนักเขียนชื่อดังเช่นนวนิยายเรื่องคู่กรรม ผลงานการประพันธ์ของทมยันตี,   นางโชว์ ผลงานการประพันธ์ของบุตรรัตน์  บุตรพรหม, ข้างหลังภาพ ผลงานการประพันธ์ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือรู้จักกันดีในนามปากกาว่าศรีบูรพา, กระจกใบไม้  ผลงานการประพันธ์ของวดีลดา เพียงศิริ เป็นโจทย์ตั้งต้นในการเขียน มีจุดประสงค์นอกเหนือจากการนำนวนิยายมาเป็นโครงเรื่องในการเขียนบทแล้วผู้สอนยังหวังให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการสร้างสรรค์เรื่องที่มีความซับซ้อน(Complexity) ได้เรียนรู้การออกแบบโครงสร้างเรื่องหลัก( Main Plot)  และโครงสร้างเรื่องรอง (Sub Plot) และได้ทำความรู้จักผลงานของนักเขียนระดับปรมาจารย์ของประเทศไทยผ่านผลงานเลื่องชื่อ และนักศึกษาได้เรียนรู้การแบ่งงานกันทำระหว่างกลุ่มต่อกลุ่ม  รวมถึงการเชื่อมเรื่องราวแต่ละตอนระหว่างกลุ่ม  ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ได้ตอกย้ำให้ผู้สอนได้ค้นพบคำตอบที่ตอกย้ำความชัดเจนเดิมเหมือนเช่นยุคที่ 2 ว่านักศึกษาสามารถเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงได้แล้ว  การเขียนบทละครโทรทัศน์จากโครงเรื่องเดียวกัน  นักศึกษาสามารถเรียนรู้การเรียนบทละครโทรทัศน์ได้รวดเร็วมาก  เนื่องจากนักศึกษาก้าวผ่านมิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ของความน่าติดตาม)  มาสู่มิติการสื่อการเขียนทางโทรทัศน์ (ขั้นตอน และกระบวนการในการเขียนบทละครโทรทัศน์  รูปแบบบทละครโทรทัศน์) ได้เลยนั่นเองซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนับเป็นข้อดี  หากแต่การบริหารจัดการในชั้นเรียนด้วยการแบ่งบทออกเป็นตอนๆกระจายให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มเขียน การสรุปลักษณะนิสัยของตัวละครแต่ละตัว การเล่าบริบทตามท้องเรื่องในแต่ละเหตุการณ์  แต่ละช่วงเพื่อให้การเขียนบทมีความต่อเนื่อง (Continuity)สม่ำเสมอก็เป็นภารกิจหนักที่ตกอยู่กับผู้สอนในการที่จะสร้างความเข้าใจให้นักศึกษาได้เสมอกัน  นอกจากนี้ในการรวมเล่ม   ผู้สอนพบว่าฝีมือการเขียนที่หลากหลายระดับ หลากหลายสไตล์การเขียน และการลำดับความคิดทำให้เล่มที่ได้ไม่มีความสม่ำเสมอคงเส้นคงวาในการเขียนเท่าไรนัก   ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำหรับการเป็นผลงานเดียวของนักศึกษาที่ร่วมกันทำในชั้นเรียน

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน (Co – Operative Learning ) ความหมายเป็นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกันในชั้นเรียนซึ่งจะสร้างบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน และยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์ที่ยอมรับซึ่งกันและกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เรียนทุกคน นอกจากนี้ยังเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกด้วย เพราะในชั้นเรียนมีความร่วมมือกันและกันเกิดขึ้นผู้เรียนจะได้ฟัง เขียน อ่าน ทวนความ อธิบาย และปฏิสัมพันธ์ ผู้เรียนจะเรียนด้วยการลงมือกระทำ ผู้เรียนที่มีจุดบกพร่องจะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่ม ความมุ่งหมายของการสอนอยู่ที่การเรียนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน คือการให้สมาชิกทุกคนใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการทำงานกลุ่ม โดยยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อสมาชิกกลุ่ม  มิได้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำงานให้สำเร็จเท่านั้น

ยุคที่ 4   การดัดแปลงบทประพันธ์

Ak2

ถือเป็นการเข้าสู่ยุคแห่งการท้ายทายความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา เมื่อคณะนิเทศศาสตร์มีการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่เมื่อปีการศึกษา 2555  โดยมีการปรับเพิ่มรายวิชาที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาเช่น  วิชาความคิดสร้างสรรค์  และวิชาการสร้างสรรค์งานกราฟิกเพื่อการออบแบบ   เพื่อเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้สอนในรายวิชาเอกบังคับจึงให้โจทย์ในกิจกรรมการเขียนบทคือ  ให้นักศึกษาดัดแปลงบทประพันธ์จากเทพนิยายแฟนตาซีเด็กเช่น  พีน็อคคิโอ   ปีเตอร์แพน   ลาพันเซล   เมาคลีลูกหมาป่า   หนูน้อยหมวกแดง   ซิลเดอเรลล่า  โฉมงามกับเจ้าชายอสูร  หรือ สโนไวน์กับคนแคระทั้งเจ็ด  เป็นต้น  มาดัดแปลงเรื่องราวใหม่โดยคงชื่อของตัวละคร และท้องเรื่องของเทพนิยายไว้ให้มีเนื้อหาในอีกอรรถรสหนึ่งสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ทั้งนี้นักศึกษาต้องส่งโครงเรื่องย่อที่ได้ประพันธ์ใหม่ให้ผู้สอนทำการคัดเลือกก่อนด้วย   ข้อดีของการดัดแปลงบทประพันธ์ทำให้นักศึกษาต้องศึกษาบทประพันธ์เดิมทั้งลักษณะของตัวละครและโครงเรื่องเดิม  และประกอบสร้างเรื่องใหม่ซึ่งนักศึกษาสามารถทำออกมาได้ใน  3 ลักษณะคือ 1. การรื้อถอนโครงสร้างเดิม  2. การรื้อสร้างใหม่  3. การเปลี่ยนบริบท  โดยต้องมีความสนุกสนานไม่แพ้กัน   ทั้งนี้การคิดสร้างสรรค์เรื่องใหม่ผู้สอนให้นักศึกษาระดมความคิดสร้างสรรค์เรื่องผ่านทางเครื่องมือ (Tool)  Mind  Mapping  โดยผู้สอนปูพื้นฐานการจัดสร้าง Mind  Mapping เป็น 6 ขั้นตอนดังนี้

  1. เริ่มตรงจุดกึ่งกลางของกระดาษเพราะว่าการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระ พร้อมที่แตกหน่อแผ่ขยายความคิดอื่นๆ ออกไปยังทุกทิศทางในหน้ากระดาษ
  2. ใช้รูปภาพหรือวาดรูปประกอบไอเดียเพราะว่ารูปภาพมีความหมายนับล้านคำ และยังช่วยให้ได้ใช้จินตนาการไปในตัวด้วย ภาพที่อยู่ตรงกึ่งกลางจะดูน่าสนใจเพิ่มขึ้นทำให้มีจุดโฟกัสที่แน่นอน
  3. ใช้สีหลากสีสัน สีจะทำให้สมองได้ตื่นตัว สีสันจะทำให้ดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนั่งวาดภาพระบายสี  ก็เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วย
  4. วาดลากเส้นกิ่ง ควรลากออกมาจากจุดตรงกลางแตกกิ่งก้านสาขาออกมาตามที่สมองจะคิดได้   ควรต้องให้เส้นเชื่อมต่อกัน เพราะว่าสมองของมนุษย์ทำงานแบบเชื่อมโยงเข้าหากัน
  5. วาดเส้นกิ่งควรลากเป็นเส้นโค้งดีกว่าเส้นตรง เส้นโค้งให้ความอิสระ  ยืดหยุ่น  ปรับเปลี่ยนได้  ในขณะที่เส้นตรงมันดูจริงจัง  ผูกมัด   และไม่น่าสนใจ
  6. ใช้เขียน Keyword สำหรับเส้นกิ่งเพราะ Keyword แบบโดดๆ ทำให้ผังความคิดมีพลัง และยืดหยุ่นความหมายได้ โดยไม่ถูกจำกัดความคิด

โจทย์การดัดแปลงบทประพันธ์ไม่เพียงทำให้นักศึกษาสามารถเขียนบทละครโทรทัศน์ประเภทแฟนตาซีได้  หากแต่นักศึกษารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของผลงาน  สนุกสนาน  และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดจากรายวิชาที่เรียนมา   ถือได้ว่าทำให้นักศึกษารู้จักปรับใช้องค์ความรู้จากวิชาแกนของหลักสูตร  ลงมาใช้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาการศึกษาของตนเองอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  เนื่องจากในการส่งผลงานรูปเล่ม  ผู้สอนให้นักศึกษาจัดทำเล่มผลงาน  โดยมีการบูรณาการความรู้ในรายวิชาวิชาการสร้างสรรค์งานกราฟิกเพื่อการออบแบบมาออกแบบปก และโปสเตอร์ละครของตนเอง  ทำให้รูปลักษณ์ของเล่มผลงานมีคุณค่า น่าภาคภูมิใจ  และด้วยลักษณะการปรับเปลี่ยนโจทย์กิจกรรมในชั้นเรียน  และเพิ่มรายละเอียดในการจัดทำเล่มผลงานดังกล่าว  ผู้สอนจึงตัดการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงออก  เนื่องด้วยข้อจำกัดในระยะเวลาเรียน  และความนิยมในการผลิตรายการละครทางวิทยุกระจายเสียงไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง(Brainstorming )หมายถึงวิธีสอนที่ใช้ในการอภิปรายร่วมกันโดยทันทีไม่มีใครกระตุ้นใคร กลุ่มผู้เรียนจะหาคำตอบหรือทางเลือกสำหรับปัญหาที่กำหนดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นร่วมกันในขณะนั้น  โดยจะไม่มีการตัดสินว่า คำตอบหรือทางเลือกใดดีหรือไม่อย่างไร ลักษณะสำคัญอยู่ที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดหาคำตอบหรือทางเลือก สำหรับปัญหาที่กำหนดให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วจากนั้นจึงช่วยกันพิจารณาเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งทางมาเป็นโจทย์ในการปฏิบัติงานต่อไป

ยุคที่ 5   การสร้างสรรค์บทละครอย่างเต็มรูปแบบ

Ak3

ด้วยตระหนักถึงหัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่สำหรับการเขียนบทรายการละครโทรทัศน์  คงอยู่ในข่ายของการขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม  บนความเชื่อที่ว่าแม้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  จะก้าวล้ำไปมากเพียงไรหากแต่คุณค่าอยู่บนความหมาย (Technology is a tool, Content is the King) ในยุคที่ 5 ของการพัฒนาการสอนซึ่งถือเป็นยุคปัจจุบันผู้สอนจึงเปิดทางให้นักศึกษาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดโจทย์ภาคทฤษฎีกว้างๆให้นักศึกษาการเขียนบทละครโทรทัศน์ตามขั้นตอนทฤษฏีละครที่สอนในภาคทฤษฎีได้แก่ 6 Elements of a Play ซึ่งเป็นทฤษฏีที่คิดขึ้นด้วยอริสโตเติลเป็นหัวข้อดังนี้ 1. Plot (โครงเรื่อง) 2. Character & Characterization (ตัวละครและการออกแบบตัวละคร) 3.Thought (ความคิด) 4.Diction (ภาษา) 5.Song (เสียง) 6. Spectacle (ภาพ) (เอกธิดา, 2555) และผู้สอนได้มีการออกแบบกระบวนการเรียนเพิ่มเติมดังนี้

  1. มีการใช้แบบรายงานความคืบหน้าเป็นเครื่องมือในการตัวตรวจติดตามผลงานความก้าวหน้าในชั้นเรียนเป็น 3 ระยะและยังคงใช้ Mind Mapping  เป็นจุดกำเนิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเรื่องก่อนทำการเขียนบท ทั้งนี้ในการประเมินผลงานของนักศึกษา ผู้เขียนใช้แบบรายงานความคืบหน้าที่ผ่านการตรวจติดตามเสมอๆ เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานด้วย  ดังนี้

แบบตรวจติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานการเขียนบทละครโทรทัศน์ วิชา RTV 302 ภาคการศึกษาที่ 2 / 2559

ลำดับ

ชื่อ / นามสกุล

รหัส / กลุ่มเรียนที่

1

2

3

4

5

6

ความก้าวหน้าของการดำเนินงาน

ระดับความก้าวหน้า /

กำหนดส่งงาน

รายละเอียดงานที่ผ่านการพิจารณา

(งานเอกสารทุกชนิดจัดพิมพ์ และปริ้นมาส่ง โดยเย็บมุม)

ผลการพิจารณา
ความก้าวหน้า 1

กลุ่มเรียนที่ 01   วันที่ 23 มีนาคม 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 24 มีนาคม 2560

– มี Plot ส่ง 2 Genre และผ่านการคัดเลือก

– มี Theme / Premise หลักของเรื่อง

 

5 คะแนน
ความก้าวหน้า 2

กลุ่มเรียนที่ 01  วันที่ 30 มีนาคม 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 31 มีนาคม 2560

– มี Synopsis

– มี Plot แบบย่อของแต่ละตอน 10-12 ตอน

– มี Character ตัวละครหลัก

5 คะแนน
ความก้าวหน้า 3

กลุ่มเรียนที่ 01 วันที่ 20 เมษายน 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 21 เมษายน 2560

– มี Script ตอนที่ 1-3

– มี Poster

หมายเหตุ   จับสลากลำดับการนำเสนองาน

5 คะแนน
27 เมษายน 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 1-6

28 เมษายน 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 7-12

4 พฤษภาคม 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 13-18

หมายเหตุ  นักศึกษากลุ่ม 01 อาจต้องสอบนอกเวลาเรียนโดยมาสอบในเวลาเรียนของกลุ่ม 02

  1. ผู้สอนได้มีการออกแบบTemplate ผลงาน เพื่อเป็นเสมือนโจทย์ในการทำงาน และTemplate เล่มผลงานดังกล่าวยังช่วยจัดระบบระเบียบให้เล่มผลงานของนักศึกษาออกมาสวยงามกว่าในยุคที่ผ่านมาอีกด้วย ดังนี้

Ak4Ak5

  1. จัดให้มีการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน   สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของผลงาน

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนแบบโครงการ ( Project Method )  หมายถึงวิธีสอนแบบโครงการ เป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนวางโครงการและดำเนินงานให้สำเร็จตามโครงการนั้น นับว่าเป็นการสอนที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงที่ผู้เรียนจะประสบในอนาคต  ที่ต้องเริ่มต้นการทำงานด้วยการตั้งปัญหาดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการลงมือทำจริง ผู้สอนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา  เสนอแนะ และให้แนวทางแก้ไข  เพื่อให้ผู้เรียนทำไปปรับแก้ไขงานด้วยตนเอง

บทส่งท้าย

ด้วยประสบการณ์ในการสอนการเขียนบทละครรายการทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ยาวนานกว่า 17 ปี  กับผลงานของนักศึกษากว่า 17 รุ่น  ที่ในวันนี้คงเหลือทิ้งไว้ฝากเป็นความประทับใจให้กับผู้สอน  เป็นผลงานบทละครโทรทัศน์  กว่า 100 เรื่อง  มากไปกว่าการเขียนได้ เขียนเป็น และเขียนดี  คงเป็นการทลายกำแพงแห่งความอาย  ความหวาดกลัว  และความรู้สึกที่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถในการเขียนของนักศึกษาลงได้หมดสิ้น ในฐานะผู้สอน…การเขียนอักษรตัวแรกที่ผู้เรียนจรดปากกาเขียนลงบนกระดาษคงมีคุณค่ามากพอๆกับอักษรตัวสุดท้าย…เมื่องานเขียนเสร็จสิ้นลง


เอกสารอ้างอิง

ณฐมน เพ็ญ แนวคำ. “เทคนิควิธีการสอนแนวใหม่”. ออนไลน์   เข้าถึงเมื่อวันที่  29 พฤษภาคม 2560 https://www.gotoknow.org/posts/217786

เอกธิดา  เสริมทอง. 2555. การเขียนบทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์.กรุงเทพ: บริษัทเอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์จำกัด

aekthidaSA2

การศึกษาพฤติกรรมกับความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร

ความสำคัญของการวิจัยทางการสื่อสาร ถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญยิ่งในการติดต่อสื่อสาร

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ความสำคัญของการวิจัยทางการสื่อสาร ถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญยิ่งในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นการถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ความรู้สึก ความคิด หรือการกระทำต่างๆ โดยมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล โดยพฤติกรรมในที่นี้ หมายถึงการเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติและพฤติกรรมที่แสดงออกมา โดยการสื่อสารเป็นกิจกรรมที่ไม่หยุดอยู่นิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน โดยผลของการศึกษาจะเป็นประโยชน์ในการนำกระบวนการของการสื่อสาร และปัจจัยต่างๆ ไปปรับใช้ทางการสื่อสารกับข้อมูลต่างๆ ทางการสื่อสารได้ การสื่อสารนี้เกิดจากแนวความคิดที่ว่า การสื่อสารเป็นกระบวนการ หรือการแลกเปลี่ยนกันและกัน โดยสิ่งสำคัญ คือ       ผู้สื่อสารทําหน้าที่เป็นทั้งผู้ส่ง และผู้รับข่าวสารในขณะเดียวกันไม่อาจระบุได้ว่าการสื่อสารเริ่มต้น และสิ้นสุดที่จุดใด เพราะถือว่า การสื่อสารมีลักษณะเป็นวงกลม และไม่มีที่สิ้นสุด แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการนำกระบวนการสื่อสารมาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ได้มากที่สุด

เนื่องจากวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญวิชาหนึ่งของหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ดังนั้นวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร จึงถูกกำหนดไว้ในหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ของคณะนิเทศศาสตร์ ทำให้มีนักศึกษาที่ทำ
การศึกษาในรายวิชานี้เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีการศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อการเรียนการสอน และความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร จึงไม่ทราบพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนการสอน

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาพฤติกรรม และความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นแนวทางให้ผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นรวมทั้งให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร
  2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร

 ประโยชน์ที่ได้รับ

  1. ผลการวิจัยทำให้ทราบถึงพฤติกรรมในด้านต่างๆ รวมถึงความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร
  2. ผลการวิจัยในครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน นำไปพัฒนา และปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรของวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร

กรอบแนวคิดและทฤษฎี

ทฤษฎีพฤติกรรมของผู้เรียน “พฤติกรรม”  เป็นสื่อระบุถึงการกระทำอันเนื่องมาจากการกระตุ้นหรือถูกจูงใจจากสิ่งเร้าต่างๆ ซึ่งเมื่อศึกษาให้ละเอียดแล้วการกระทำหรือพฤติกรรมที่เราได้เห็นหรือได้สัมผัสรับรู้นั้น ส่วนหนึ่งของการกระทำเป็นการกลั่นกรองตกแต่ง และตั้งใจที่จะทำ ให้เกิดขึ้นมีพฤติกรรมอยู่มากทีเดียวที่แม้จะทำด้วยสาเหตุหรือจุดมุ่งหมายเดียวกันแต่ลักษณะท่าทีกริยาอาจจะมีความแตกต่างกันไปเมื่อเปลี่ยนบุคคล เปลี่ยนเวลา หรือเปลี่ยนสถานที่และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะการกระทำในแต่ละคราว(อยู่ในสภาพร่างกายที่เป็นปกติ) จะต้องผ่านกระบวนการคิดและการตัดสินใจ ซึ่งประกอบด้วยอารมณ์     และความรู้สึกของผู้กระทำพฤติกรรมนั้นๆ จึงทำให้พฤติกรรมของแต่ละ
คนและพฤติกรรมแต่ละคราวเปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนไปตามเรื่องที่เกี่ยวข้องเสมอ (สุรพล พะยอมแย้ม, 2545)

การปรับพฤติกรรมในห้องเรียนในสภาพการณ์จัดการเรียนการสอน ครูมีอิทธิพลในการแก้ไขพฤติกรรมมาก  โดยเฉพาะการให้แรงเสริม ทั้งการให้แรงเสริมบวก    และวิธีการอื่นๆ  แม้แต่การลงโทษสถานเบา และการให้แรงเสริมทางสังคม แฮริ่งและฟิลลิปส์ (Haring & Phillips, 1972) กล่าวว่า   ครูสามารถให้แรงเสริมในห้องเรียนได้ด้วยการให้ความสนใจและให้คำชมเชยซึ่งเป็นแรงเสริมที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับแรงเสริมทางสังคม    เป็นแรงเสริมที่นำมาใช้ได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว
ออลท์แมน และลินตัว (สมพร สุทัศนีย์,  2544) ได้ให้เหตุผล 3 ประการว่าครูผู้สอนเหมาะสมสำหรับเป็นผู้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็กเพราะ 1. สภาพห้องเรียนเป็นที่ที่เรามองเห็นได้ทั้งพฤติกรรมทางสังคมและพฤติกรรมทางวิชาการ 2. ในสภาพการเรียนเด็กต้องตั้งใจฟังครูอยู่แล้ว 3. ในหลักสูตรมีเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขพฤติกรรมของเด็กนอกจากนี้ในบรรยากาศของห้องเรียนนั้นสามารถปรับพฤติกรรมของเด็กได้หลายอย่าง และสามารถทำได้รวดเร็ว ทันเหตุการณ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

อัญชลี พริ้มพรายและคณะ (2548, หน้า 18-19) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ คุณภาพการสอนและปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราชโดยศึกษา4 ด้าน คือ ด้านบุคคลด้านสถานที่ด้านสื่อวัสดุด้านงบประมาณผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านบุคคล พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจด้านบุคคลอยู่ในระดับมาก และระดับความพึงพอใจของ นักศึกษาที่มีต่อคุณภาพการเรียนการสอนของอาจารย์ทุกข้ออยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองด้านนี้จะมี ความสอดคล้องกัน คือ วุฒิการศึกษาของอาจารย์ผู้สอนนั้นจะส่งผลให้อาจารย์มีความรู้เรื่องเทคนิควิธีการสอน มีการชี้แจงแผนการสอนอธิบายจุดประสงค์การเรียน และเกณฑ์การวัดผลประเมินผลให้นักศึกษาทราบมีเทคนิคการสอนและกิจกรรมการเรียนที่หลากหลายมีความเหมาะสมกับเนื้อหารวมทั้งพึงพอใจในบุคลิกของอาจารย์ผู้สอน 2. ด้านสถานที่ พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจด้านสถานที่ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางนักศึกษาที่มีความพึงพอใจมากกับสถานที่ตั้งของอาคาร และจำนวนของเก้าอี้ในห้องเรียน 3. ด้านสื่อวัสดุ พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจด้านสื่อวัสดุอยู่ในระดับปานกลางสิ่งที่นักศึกษาพึงพอใจมากที่สุดคือความทันสมัยของสื่อที่ใช้ทำการสอนส่วนที่นักศึกษามีความพึงพอใจในลำดับสุดท้าย คือ ความเพียงพอของ เครื่องจักรต่อจำนวนนักศึกษา 4. ด้านงบประมาณ พบว่านักศึกษามีความพึงพอใจด้านงบประมาณทุกข้ออยู่ในระดับปานกลางระดับความพึงพอใจระดับที่ต่ำที่สุดได้แก่การแจ้งรายละเอียดของยอดงบประมาณต่างๆ ต่อนักศึกษา จากที่ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปประเด็นที่สำคัญ และเห็นความจำเป็นที่จะต้องสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรของภาควิชาสถิติ ใน  5  ด้านดังนี้ 1. ด้านรายวิชาในหลักสูตร 2. ด้านผู้สอน 3. ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 4. ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน 5. ด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน

Bu01
ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดงานวิจัย

ขอบเขตงานวิจัย

ประชากร คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปีการศึกษา 2/2559 จำนวน 156 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปีการศึกษา 2/2559 กลุ่มเรียน 01 และกลุ่มเรียน 02 โดยทำการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) จำนวน 80 คน

การรวบรวมข้อมูล

ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยผู้วิจัยซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนประจำวิชา จากจากแบบสอบถาม และ แบบสังเกตพฤติกรรม โดยกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการตอบคำถามลงในแบบสอบถาม และทำการชี้แจงด้วยวาจา เพื่อให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจในเครื่องมือ และเป็นไปด้วยความถูกต้องสมบูรณ์ ครบถ้วน และนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจากแบบสอบถามมาทำการวิเคราะห์ข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้มีทั้งหมด 2 ชนิด แบ่งออกเป็นแบบสอบถาม และแบบสังเกตพฤติกรรม ได้แก่ แบบสอบถาม ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ความพึงพอใจของนักศึกษา

  • ด้านสื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอน
  • ด้านเทคนิคการสอนของผู้สอน
  • ด้านพฤติกรรมการเรียนของเพื่อนร่วมชั้น
  • ด้านความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอน

แบบสังเกตพฤติกรรม

แบบสังเกตพฤติกรรม ได้แก่ การเข้าชั้นเรียน ตรงเวลา การส่งงาน  การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การปรับสื่อการสอน การเสริมแรง

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามการวิจัย คือ สถิติเชิงพรรณา (Description Statistics) สำหรับวิเคราะห์เกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นของนักศึกษา โดยการแสดงการวัดในรูปค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสรุปพฤติกรรมจากการสังเกต

ผลการศึกษา

การศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการสอน วิชาการวิจัยทางการสื่อสาร ได้แก่

ด้านพฤติกรรมในการเข้าชั้นเรียน เน้นให้มีการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ จึงทำให้สมาชิกในกลุ่มแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างเป็นระบบ และคอยช่วยเหลือกันในทีมชองตนเอง

ด้านตรงเวลา โดยแจ้งให้ผู้เรียนทราบตั้งแต่ครั้งแรกว่าจะมีเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละครั้ง หากมาสายเกินกว่า 15 นาที จะต้องถูกหัก 0.5 คะแนน หากขาดเรียน -1 คะแนน ทำให้นักศึกษามีแรงจูงใจในการเข้าชั้นเรียนตรงเวลามากขึ้น

ด้านการส่งงาน จะมีการบันทึกการส่งงานกลุ่ม หรืองานเดี่ยวทุกครั้ง กลุ่มใดส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด และมีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด พร้อมแจ้งเกณฑ์คะแนนงานละชิ้นงาน ต่อการส่งงานทุกครั้ง

ด้านการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ผู้สอนจะให้นักศึกษาจดบันทึกเนื้อหาการเรียนของหัวข้อที่มีการบรรยายในแต่ละสัปดาห์เป็นรายบุคคล พร้อมรวบรวมส่งท้ายคาบเป็นรายกลุ่มเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ และแจกเอกสารคืนเพื่อไปอ่านก่อนการสอบปลายภาค

ด้านการปรับสื่อการสอน เนื่องจากรายวิชาวิจัยทางการสื่อสารมีเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจ และรายละเอียดค่อนข้างมาก ทำให้นักศึกษาเกิดความเครียดในการเรียน ผู้สอนจึงต้องปรับเพิ่มในส่วนของรูปภาพ พร้อมวีดีโอประกอบการบรรยายให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้นและให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการผลิตรายการ
หรือหนังสั้น เกี่ยวกับหัวข้อการวิจัยทางการสื่อสารก่อนที่จะสอนในแต่ละสัปดาห์ ตามโจทย์ที่มอบหมาย โดยจะเปิดให้เพื่อนในชั้นเรียนรับชมสัปดาห์ละ 1 หัวข้อ เพื่อเป็นการทำความเข้าใจเนื้อหาเบื้องต้นก่อนการรับฟังการบรรยายจากครูผู้สอน และตั้งคำถามเพิ่มเติมในส่วนที่เกิดข้อสงสัย หรือไม่เข้าใจได้

ด้านการเสริมแรง ท้ายคาบเรียนจะมีกิจกรรมถาม-ตอบคำถาม จากเนื้อหาที่ได้ศึกษาไปแล้ว เพื่อเป็นการทบทวนความจำ หากท่านใดตอบถูกจะได้คะแนนเสริมในชั้นเรียน โดยผู้มีสิทธิ์ตอบคำถามท้ายคาบ โดยใช้วิธีการยกมือเร็วที่สุดจะเป็นผู้ตอบคำถามเป็นคนแรก หากถูกต้องจะได้รับ +1 คะแนนพิเศษ เป็นการเสริมแรงทำให้ผู้เรียนจดบันทึก เพื่อรอตอบคำถามท้ายคาบ

การศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มีต่อการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสารเกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ และแปลผลข้อมูลดังนี้

ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.50 ขึ้นไป หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.50–4.49 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 2.50–3.49 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50–2.49 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย
ค่าเฉลี่ยต่ากว่า 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด

นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  คิดเป็นร้อยละ 53 อายุระหว่าง 18-20 ปี คิดเป็นร้อยละ 48.5 กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2 โดยส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รอง
ลงมาคือสาขาภาพยนตร์ และสื่อดิจิตอล และสาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล มีคะแนนเฉลี่ยสะสมมากที่สุดอยู่ระหว่าง 2.01-2.50 โดยนักศึกษามีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอน ทุกด้านอยู่ในระดับมาก (x-bar= 4.44) รองลงมาคือพฤติกรรมการเรียนของเพื่อนร่วมชั้นเรียน (x-bar =4.38) และเทคนิคการสอนของอาจารย์ผู้สอน (x-bar= 4.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

ด้านความพึงพอใจในการเรียน โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ พฤติกรรมการเรียนของเพื่อนร่วมห้อง  (x-bar= 4.38) พึงพอใจต่อรายวิชาที่ศึกษา (x-bar= 4.50) และพึงพอใจต่ออาจารย์ผู้สอน (x-bar= 4.49)

ด้านพฤติกรรมการเรียนของเพื่อนร่วมชั้นเรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความพึงพอใจต่อมารยาทในการเรียน (x-bar= 4.50) พึงพอใจต่อความกระตือรือร้นในการเรียน (x-bar=4.38) และพึงพอใจต่อการตรงต่อเวลา (x-bar= 4.38)

ด้านการสอนของอาจารย์ผู้สอน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความรู้ความเชี่ยวชาญของอาจารย์ผู้สอน  (x-bar= 4.54) มีเทคนิคที่ดีในการสอน (x-bar=4.51) และพึงพอใจต่อความเหมาะสมในการแต่งกายของอาจารย์ผู้สอน (x-bar= 4.31)

อภิปรายผล

นักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มีสาขาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนวิชาการวิจัยทางการสื่อสารแตกต่างกันในภาพรวม  สอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมของผู้เรียน “พฤติกรรม” เป็นสื่อระบุถึงการกระทำอันเนื่องมาจากการกระตุ้น หรือถูกจูงใจจากสิ่งเร้าต่างๆ  ซึ่งเมื่อศึกษาให้ละเอียดแล้วการกระทำหรือพฤติกรรมที่เราได้เห็นหรือได้สัมผัสรับรู้นั้น ส่วนหนึ่งของการกระทำเป็นการกลั่นกรองตกแต่งและตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้น มีพฤติกรรมอยู่มากทีเดียวที่แม้จะทำด้วยสาเหตุ หรือ จุดมุ่งหมายเดียวกันแต่ลักษณะท่าทีกริยาอาจจะมีความแตกต่างกันไปเมื่อเปลี่ยนบุคคล เปลี่ยนเวลา หรือเปลี่ยนสถานที่และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะการกระทำในแต่ละครั้งแต่ละครา (เมื่ออยู่ในสภาพร่างกายที่เป็นปกติ) จะต้องผ่านกระบวนการคิด และการตัดสินใจอันประกอบด้วยอารมณ์และความรู้สึกของผู้กระทำพฤติกรรมนั้นๆ จึงทำให้พฤติกรรมของแต่ละคน   และพฤติกรรมแต่ละคราวอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนไป

ตามเรื่องที่เกี่ยวข้องเสมอ และได้ทำการสอบถามนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่คณะนิเทศศาสตร์ มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสารแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สารภี จุลแก้ว (2552) ได้ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มีต่อการเรียนการสอนโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และงานวิจัยของอัญชลี พริ้มพรายและคณะ (2548, หน้า 18-19) ได้ศึกษา ได้ศึกษาวิจัยเรื่องความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อคุณภาพการสอน และปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎ นครศรีธรรมราชโดยศึกษา 4 ด้านคือด้านบุคคลด้านสถานที่ด้านสื่อวัสดุด้านงบประมาณผลการวิจัย พบว่า ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรของภาควิชาสถิติ ใน 5 ด้านดังนี้ 1.ด้านรายวิชาในหลักสูตร  2.ด้านผู้สอน 3.ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 4.ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน  5.ด้านปัจจัยสนับสนุนการเรียนการสอน

ข้อเสนอแนะในงานวิจัย

  1. ด้านสื่อในการเรียนการสอน มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ทั้งนี้ อาจารย์ผู้สอนควรมีการดาวน์โหลดไฟล์วีดีโอตัวอย่างการสอนมาก่อน เพราะบางวันอาจติดขัด เรื่องการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ตโหลดช้า ก็จะทำให้การรับชมวีดีโอขาดตอน หรือไม่สามารถรับชมได้
  2. ด้านอุปกรณ์ในการเรียนการสอนอาจารย์ผู้สอนควรตรวจเช็คสายเสียง และอุปกรณ์โปรเจคเตอร์ล่วงหน้า เพื่อความพร้อมในการสอน

ข้อเสนอแนะในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

ควรทำการศึกษาเฉพาะรายที่ขาดเรียนมาก เพื่อการจัดการเรียนการสอนให้มีความสอดคล้อง และเหมาะสมกับนักศึกษาต่อไป


เอกสารอ้างอิง

กาญจนา เกียรติประวัติ. (2534).วิธีสอนทั่วไปและทักษะการสอนกรุงเทพมหานคร: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

นพคุณ นิศามณี. (2547). จิตวิทยาอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ :สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.

บัญชา แสนทวี. (2542). การวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียน.นนทบุรี:สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2551). จิตวิทยาอุตสาหกรรม. กรุงเทพฯ :ศูนย์หนังสือเสริมกรุงเทพฯ.

รัตนา พรมภาพ. (2550). ความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรของภาควิชา การศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

วินัย เพชรช่วย. (2551). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา.

สารภี จุลแก้ว. (2552). ความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มีต่อการเรียนการสอนโปรแกรมวิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา.

อัญชลี พริ้มพรายและคณะ. (2548). ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อคุณภาพการสอนและปัจจัยสนับสนุนการ เรียนรู้ของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช : คณะเทคโนโลยี อุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.

bunyanuchSO

การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ในรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสาร

การจัดการเรียนการสอนรายวิชาตามหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

การจัดการเรียนการสอนรายวิชาตามหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีการปรับปรุงวิธีการสอนจากเดิมในรายวิชาทฤษฎีซึ่งผู้สอนส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยายตามเนื้อหาบทเรียนแต่ละบท และใช้สื่อคอมพิวเตอร์โปรแกรม PowerPoint ประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น มาดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยเน้นทักษะด้านการปฏิบัติและลดทอนเนื้อหาด้านทฤษฎีให้น้อยลง เพื่อสร้างความน่าสนใจ ดึงดูดให้เกิดความต้องการในการเรียนแก่ผู้เรียนมากยิ่งขึ้น

รายวิชา CMM 258 การวิจัยทางการสื่อสาร เป็นอีกวิชาหนึ่งโดยที่ผ่านมานั้นมักเน้นการบรรยายตามองค์ความรู้ด้านแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการด้านการวิจัย ตามแผนการสอนที่กำหนดขึ้นเช่นกัน แนวที่ผู้สอนใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นการบรรยาย และทดสอบย่อยเพื่อวัดผลการเรียนรู้ พร้อมการสั่งทำรายงานกลุ่มส่งในช่วงสอบปลายภาค นอกจากนี้จากการถามทัศนคติของผู้เรียนในชั่วโมงแรกที่มีต่อคำว่า “วิจัย” พบว่าส่วนใหญ่รู้สึกว่าเน้นวิชาการ คงน่าเบื่อ มีแต่หลักการทฤษฎี ไม่น่าสนุก

จากปัญหาที่กล่าวมาทำให้ผู้สอนคิดหาวิธีการว่าควรทำอย่างไรจึงสามารถสร้างแรงจูงใจ ความสนใจในการเรียนวิชาวิจัย วิธีและรูปแบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพในการให้ผู้เรียนแต่ละคนสามารถเรียนรู้สัมผัสองค์ความรู้และกระบวนการวิจัยด้วยตนเอง โดยคาดว่าผลจากวิธีการสอนแบบเชิงปฏิบัติการและการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ  สามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจในการวิจัยเบื้องต้น  เกิดทักษะในการวิจัย  มองเห็นคุณค่าของการวิจัย และมีทัศนคติที่ดีต่อการวิจัย พร้อมทั้งสามารถนำประสบการณ์ทางด้านความรู้ ความคิด และทักษะที่ได้จากการเรียนวิจัย ไปสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว    ตั้งคำถามกับค้นหาคำตอบของปัญหาด้วยการวิจัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมต่อไป หรืออย่างน้อยก็เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัยว่าไม่ยากเกินความสามารถที่ผู้เรียนจะเข้าใจได้

ในการคิดค้นหาวิธีการและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนนั้น เริ่มจากการศึกษาแนวคิด บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน โดยมีความเห็นด้วยกับนักการศึกษาหลายท่านที่มีบทบาทต่อการสร้างองค์ความรู้และแนวคิดทางการศึกษา ดังที่ศาสตราจารย์ประเวศ วะสี ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า “วิธีเรียนทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้คนฉลาด เนื่องจากเน้นการท่องจำ ความรอบรู้ไม่มี ความคิดไม่มี เป็นการเรียนรู้แบบตัวใครตัวมัน” (จริยา วิไลวรรณ, 2550: 23) นอกจากนั้น การเรียนรู้ด้วยวิธีการนั่งฟังเพียงอย่างเดียวเป็นการเรียนรู้ที่แย่ที่สุด มีงานวิจัยที่บ่งบอกว่า คนเราสามารถนั่งฟังการบรรยายเรื่องใดๆได้อย่างรู้เรื่องในเวลาที่จำกัดไม่เกิน 20 นาที และเมื่อเวลาผ่านไปหากความรู้นั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้จริงก็จะค่อยๆเลือนหายและลืมไปในที่สุด  แสดงว่าการใช้วิธีการบรรยายในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้นั้นแม้จะบรรยายยาวนานเพียงไร ก็ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนน้อยมาก

สิ่งที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในอันดับแรกจำเป็นต้องทำให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้  พึงพอใจ เห็นประโยชน์และคุณค่าของสิ่งที่เรียน  ซึ่งส่งผลให้เกิดความสนใจ กระตือรือร้น ตั้งใจ อยากรู้อยากเห็น ทั้งพร้อมในการให้ความร่วมมือในการร่วมทำกิจกรรมการเรียนต่างๆ การเรียนรู้ที่แท้ ต้องสามารถให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล ซึ่งไม่ใช่ด้วยการสั่งสอน ถ่ายทอดในลักษณะครอบงำเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างให้เกิดด้วยการสัมผัสความหลากหลายของเนื้อหา กระบวนการ และฐานการเรียนรู้ และนักการศึกษาไทยที่มีชื่อเสียง ดร.สุวิทย์ มูลคำ ได้สรุปวิธีการได้มาซึ่งความรู้ไว้ว่า “การเรียนรู้ที่ดีที่สุดของคนเรา คือเมื่อต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง” เป็นการเรียนรู้โดยประสบการณ์

นอกจากนั้นจากการศึกษาการสอนแบบเชิงปฏิบัติการ ทำให้เห็นว่าเป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาในวิชา (concept)  เข้าใจขั้นตอนการนำความรู้ไปประยุกต์และสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างสร้างสรรค์ โดยวิธีสอนแบบปฏิบัติการ (laboratory method) จัดเป็นกระบวนการสอนที่ใช้ประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนได้เรียนจากการปฏิบัติจริง จัดกระทำกับข้อมูลเองซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง ในการจัดกระทำข้อมูลต่างๆ ค้นพบและหาข้อสรุปด้วยตนเอง  ภายใต้คำแนะนำ ความช่วยเหลือของผู้สอน ทำให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนยิ่งขึ้น มีความเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง  ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก  เกิดความสนใจ เกิดความพอใจและไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน

ส่วนการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ  เป็นการเรียนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน  โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน  มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน  และมีความรับผิดชอบร่วมกัน  ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม  เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด

ดังนั้นผู้สอนจึงสร้างกระบวนการเรียนการสอนด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ  เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาบทเรียนที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิจัย และการสร้างความร่วมมือภายในกลุ่มงานวิจัย  รวมทั้งการนำเสนอเผยแพร่งานสร้างสรรค์ในกลุ่ม Facebook รายวิชา CMM258 การวิจัยทางการสื่อสาร เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งความรู้การวิจัยและการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นสื่อนำเสนออีกด้วย  ผู้สอนดำเนินการตาม 5 ขั้นตอนดังนี้

WA1

1.ขั้นเตรียม ผู้สอนแนะนำทักษะในการเรียนรู้ร่วมกัน จัดเป็นกลุ่ม กำหนดขนาดของกลุ่มๆละ 4-5 คนผู้สอนแนะนำข้อปฏิบัติ บทบาท หน้าที่ของสมาชิกกลุ่ม แจ้งวัตถุประสงค์การทำกิจกรรมร่วมกัน  การวัดและประเมินผลงานของกลุ่ม เมื่อจัดกลุ่มเรียบร้อยแล้วให้ทุกกลุ่มจัดพิมพ์รายชื่อสมาชิก พร้อมระบุบทบาทหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคน

2.ขั้นสอน ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหาที่กำหนดไว้ในแต่ละสัปดาห์ จุดมุ่งหมายของการศึกษาเนื้อหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางการสื่อสาร แนะนำแหล่งข้อมูลและมอบหมายงานให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยให้กลุ่มจับสลากหัวข้อองค์ความรู้ในแต่ละสัปดาห์ทั้งหมด 15 หัวข้อ เพื่อค้นคว้าศึกษาเนื้อหาและสร้างสรรค์ผลิตเป็นชิ้นงานสื่อเพื่อนำเสนอในชั้นเรียนและผ่านสื่อ Facebook รายวิชา

3.ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาทและหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย สมาชิกในกลุ่มร่วมกันรับผิดชอบในการศึกษาค้นคว้าความรู้ตามหัวข้อที่ได้รับจากแหล่งข้อมูล ได้แก่ ห้องสมุด เว็บไซต์ สำนักการจัดการศึกษาออนไลน์  SPU e-Learning  เมื่อรวบรวมข้อมูลเนื้อหาความรู้ที่ได้ ทั้งหมดแล้ว จึงให้สมาชิกที่รับผิดชอบในการเขียนบท การเล่าเรื่อง STORYBOARD และดำเนินการวางแผน   ถ่ายทำและตัดต่อเป็น Clip VDO ฉบับสมบูรณ์

4.ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ การเรียนแบบร่วมมือในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนที่เป็นสมาชิกในกลุ่มได้ปฎิบัติหน้าที่ครบถ้วนตามที่รับผิดชอบ และผลการปฎิบัติเรียนรู้และทำงานร่วมมือกันนั้นสามารถสร้างผลงานทั้งที่เป็นผลงานกลุ่มและรายบุคคลออกมาเป็นอย่างไร สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้ของหัวข้อที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ทั้งต่อตัวเองและต่อเพื่อนในชั้นเรียน รวมทั้งจัดการทดสอบความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนที่นำเสนอ

5.ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม  ในแต่ละสัปดาห์ผู้สอนสรุปเนื้อหาองค์ความรู้วิจัยภายหลังจากการนำเสนอโดยสื่อ VDO ที่สร้างสรรค์ผลิตขึ้นของแต่ละกลุ่ม และผู้เรียนช่วยกันสรุปบทเรียนที่ได้รับชมจากสื่อ VDO หากมีประเด็นเนื้อหาที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ผู้สอนมีการอธิบายเพิ่มเติมหรือยกตัวอย่างประกอบการอธิบายเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น   ผู้สอนและผู้เรียนมีการร่วมมือช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่ม พิจารณาจุดเด่นของงานและสิ่งที่ควรปรับปรุงเพื่อการพัฒนาให้เกิดผลงานที่ดีขึ้นต่อไป

นอกจากนั้นในชั่วโมงปฏิบัติการผู้สอนนำหลักการ แนวทางและวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ให้นักศึกษาดำเนินการตามกิจกรรมที่มอบหมาย จำนวน  5  กิจกรรม  ได้แก่

สัปดาห์ที่ 1 : กิจกรรมล้วง…ลับ….ตับ….ฉีก

กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนที่จับคู่กันคิดหาเทคนิควิธีการพูดคุยล้วงลึกความลับของคู่หูตนให้ได้มากที่สุด เพื่อการรู้จักเพื่อนเข้าใจเพื่อนอย่างลึกซึ้ง

สัปดาห์ที่ 4 : กิจกรรมพฤติกรรมเปิดรับสื่อ สอบถามคู่หูของตนเกี่ยวกับการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งคนในครอบครัวว่าเปิดรับข่าวสารประเภทใด จากสื่อใดบ้าง

สัปดาห์ที่ 9 : กิจกรรมการเสพข่าวสารประเด็นร้อน เป็นกิจกรรมการนำข่าวสารประเด็นร้อนในสังคมที่เผยแพร่ออกสื่อออนไลน์มาสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และผู้เรียนทั้งคู่ร่วมมือกันในการสรุปความคิดเห็นนำเสนอในชั้นเรียน

สัปดาห์ที่ 11: บันทึก Diary การเสพสื่อของตัวเอง  และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่หูของตน

สัปดาห์ที่ 12: กิจกรรมสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเกี่ยวกับ ศรีปทุม และ SPU Awareness โดยจัดทำเป็น VDO Clip

ตัวอย่างผลงานสร้างสรรค์วิดีทัศน์จากกระบวนการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ดังภาพประกอบ

WA2
 ภาพประกอบตัวอย่างงานวิดีทัศน์องค์ความรู้การวิจัย
WA3
ภาพประกอบตัวอย่างงานวิดีทัศน์กิจกรรมสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับศรีปทุม และ SPU Awareness

ผลที่ได้รับจากการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ

  1. ผู้เรียนมีความสนใจในเนื้อหาบทเรียนองค์ความรู้การวิจัยที่นำเสนอในรูปแบบของวิดีทัศน์ ซึ่งแต่ละกลุ่มสร้างสรรค์และผลิตสื่อในลักษณะที่มีความหลากหลาย จึงทำให้ไม่น่าเบื่อ
  2. ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการวางแผนทำงาน สร้างสรรค์และผลิตผลงาน.ให้ออกมาเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆในชั้นเรียน ในการทำงานขั้นของการผลิตชิ้นงานบางกลุ่มเกิดปัญหาหรืออุปสรรคขึ้น ก็มีการขอความร่วมมือจากเพื่อนต่างกลุ่มให้มาช่วยเหลือกันอีกด้วย
  3. การเรียนการสอนแบบร่วมมือทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์จากการลงมือทำกิจกรรม การแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเรียนรู้ด้วยการที่ตนเองมีส่วนร่วมไม่ใช่คอยนั่งฟังการบรรยายจากผู้สอนฝ่ายเดียว รวมทั้งผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในการดึงศักยภาพของตนเองออกมา โดยเฉพาะผู้เรียนเป็นนักศึกษาของสาขาวิชาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล แม้ว่ากำลังศึกษาในชั้นปีที่ 2 แต่สามารถสร้างสรรค์และผลิตผลงานสื่อการเรียนการสอนให้น่าสนใจและให้เพื่อนในชั้นเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้
  4. ทำให้ผู้สอนมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เรียนเช่นกัน โดยเฉพาะกิจกรรมล้วง…ลับ….ตับ….ฉีก ที่ข้อมูลจากการนำเสนอนั้น ทำให้ผู้สอนเข้าใจสถานการณ์ ภูมิหลังความเป็นมาของผู้เรียน หรือวีรกรรมต่างๆของผู้เรียน รวมทั้งรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้เรียน  นอกจากนั้นกิจกรรมสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเกี่ยวกับ ศรีปทุม และ SPU Awareness ที่ถามเพียง 3 คำถามก็ทำให้รู้คำตอบว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายรู้จัก ศรีปทุม และ SPU มากน้อยเพียงใด และคิดอย่างไรกับแบรนด์นี้

โดยสรุป การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือในรายวิชาการวิจัยทางการสื่อสารที่ดำเนินการดังที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นๆที่มีลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกัน   ซึ่งอาจช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพในการสอนและเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสนใจของผู้เรียนเพิ่มขึ้นจากวิธีการสอนแบบบรรยายโดยผู้สอนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การค้นหาวิธีการและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความน่าสนใจ และตอบสนองต่อความความต้องการของผู้เรียน จนกระทั่งสร้างความ พึงพอใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน คงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้สอนทุกท่านให้ต้องใช้ความพยายามในการปรับเปลี่ยนวิธีสอนให้ตรงใจและโดนใจผู้เรียนที่เปลี่ยนไปในทุกภาคการศึกษาต่อไป


รายการอ้างอิง

จริยา วิไลวรรณ.  2550. คู่มือ “คุณ Fa” วิทยากรกระบวนการผู้สร้างการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม(Facilitator).  กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี.

โชติกา  ภาษีผล.  2559.  การวัดและประเมินผลการเรียนรู้.  กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ทิศนา แขมมณี. 2550. ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ประภัสรา โคตะขุน. “การเรียนแบบร่วมมือ.”  สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559, จาก https://sites.google.com/ site/prapasara/thekh-kar-sxn

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และคณะ.  2559.  การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ลักษณ์นารา ยะแก้ว.  2556. การพัฒนาพฤติกรรมการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในการเรียนวิชาหลักการตลาด โดยการสอนแบบมีส่วนร่วม. เชียงใหม่: วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลีเทคนิคลานนา เชียงใหม่.

ศารทูล อารีวรวิทย์กุล.  2554. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ.  ปริญญานิพนธ์หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุดา แก้วสุณีย์. 2550. การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ส 42102 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ในโลกตะวันตก ระหว่างวิธีการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ การเรียนแบบร่วมมือ และการสอนแบบปกติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุ จังหวัดยะลา.

wanneeNG

กลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งเป็นยุคของการติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดน มนุษย์ทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งเป็นยุคของการติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดน มนุษย์ทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยการสื่อสารเพื่อความเข้าใจระหว่างกันต้องใช้ภาษาเป็นสื่อกลาง เช่น ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ซึ่งภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาสากลที่ใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร นอกจากการใช้ภาษาอังฤษในการติดต่อสื่อสารแล้ว ภาษาอังกฤษยังถูกนำมาใช้เป็นภาษาในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษไม่มีความสำคัญกับมนุษย์ในยุคนี้

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และในอนาคตอันใกล้นี้การเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนของประเทศไทยจะทำ ให้ภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่จากการสำรวจพบว่า ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนและนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำจึงจำ เป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศ (ณภัทร วุฒิวงศา, 2557)

ดังนั้น การพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ต้องพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครูหรืออาจารย์ผู้สอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครูต้องใส่ใจต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน การสร้างความกระตือรือร้นในการขวนขวายหาความรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยเหตุและผลข้างต้น จึงมีความสนใจในการศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน
วัตถุประสงค์การศึกษา

  1. เพื่อศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน
  2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่ได้รับการสอนกลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน

แนวคิดทฤษฏีที่ใช้ในการศึกษา
แนวคิดแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ของ Haynes (2009) ที่ให้รายละเอียดว่า แบบการเรียนรู้ มี 3 ประเภท คือ

1) ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการฟัง (Auditory Learners) หมายถึง ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีจากการฟัง และสามารถจดจำสิ่งที่ฟังได้ ผู้เรียนประเภทนี้จะสนุกกับการพูดคุย สัมภาษณ์ การอ่านออกเสียง สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนกลุ่มนี้ ได้แก่  Interviewing, Debating, Participating on a Panel, Giving Oral Reports, Participating in Oral Discussions of Written Material

2) ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการดู (Visual learners) หมายถึง ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีจากการดู และสามารถจำสิ่งที่ดูได้ ผู้เรียนประเภทนี้จะชอบการอ่านในใจ และการสังเกต กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนกลุ่มนี้ ได้แก่ Computer Graphics, Maps, Graphs, Charts, Cartoons, Posters, Diagrams, Graphic Organizers and Text with a lot of Pictures

3) ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัส (Tactile Learners) หมายถึง ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัส พวกเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ตนได้ลงมือเขียน และเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำ  กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนกลุ่มนี้ ได้แก่ Drawing, Playing Board Game, Making Dioramas, Making Models, Following Instructions to make Something การสอนอ่านกับผู้เรียนกลุ่มนี้เหมาะที่จะใช้ “The Language Experience Approach (LEA)” และ “The Whole Language Approaches”

จากแนวคิดดังกล่าว ผู้สอนได้พิจารณาลักษณะของผู้เรียนตามแนวคิดแบบการเรียนรู้ ของประชากรในการศึกษา แล้วพบว่า ประชากรที่ใช้ในการศึกษามีลักษณะการเรียนรู้ได้ดี 2 แบบ ได้แก่ ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการฟัง และลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการดู ทั้งนี้ผู้สอนได้ผสมให้ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัสเพิ่มลงในทั้ง 2 แบบ ดังนั้น การศึกษานี้จะมีแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน 2 แบบ คือ 1) ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการฟังและสัมผัส และ 2)ลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการดูและสัมผัส

วิธีดำเนินการศึกษา

แบบแผนการศึกษา
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองในสถานการณ์จริง ซึ่งมีแบบแผนการศึกษาดังนี้

E sec 32 33  :    O1      X1     O2

E sec 86       :   O1      X1     O2

หมายเหตุ : E หมายถึง กลุ่มทดลอง sec 32 33 และ 86

X1 คือ กลยุทธ์การสอนโดยใช้การสร้างทัศนคติที่ดี การสร้างแรงจูงใจ และการจัดการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้แบบ Auditory Learners และ Tactile Learners สำหรับ Sec 32 33 และ แบบการเรียนรู้แบบ Visual Learners และ Tactile Learners สำหรับ Sec 86

O1 คือ คะแนน Pre-Test

O2 คือ คะแนน Post-Test และพฤติกรรมของผู้เรียน วัดโดยการสังเกตพฤติกรรม ความกระตือร้น และการมีส่วนร่วม

ประชากรและตัวอย่าง
ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนวิชา ENG 111 ภาคการศึกษาที่ 1/2559 ในกลุ่มเรียนที่ 32 33 และ 86 จำนวน 67 คน เนื่องจากผู้สอนรับผิดชอบการสอนรายวิชาดังกล่าวของทั้ง 3 กลุ่มนี้ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับนักศึกษาทุกคน (Census) โดยแบ่งเป็นลักษณะผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการฟังและการสัมผัส คือ นักศึกษากลุ่มเรียน 32 และ 33 จำนวน 37 คน (เป็นนักศึกษาวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ) และผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีจากการดูและการสัมผัส คือ นักศึกษากลุ่มเรียน 86 จำนวน 30 คน (เป็นนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย)

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการสอน ครั้งที่ 12-15 คือ แผนการสอนครั้งที่ 12  เรื่อง Shopping แผนการสอนครั้งที่ 13 เรื่อง A wide world แผนการสอนครั้งที่ 14 เรื่อง  Busy lives และแผนการสอนครั้งที่ 15 เรื่อง นิทรรศการ

กลยุทธ์การสอน ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์การสร้างทัศนคติที่ดี โดยการใช้เทคโนโลยีมาประกอบการสอน เช่น การแชร์โพสต์เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษและคำศัพท์ในเฟสบุ๊ค กรุ๊ป ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการตอบคำถามพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่นักศึกษาสงสัยผ่านทางไลน์กลุ่ม ซึ่งจะทำให้นักศึกษากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงเพื่อสร้างความคุ้นชินกับผู้สอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ และจะส่งผลให้ผู้เรียนมีทัศนคติต่อรายวิชาภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น 2) กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจ โดยการตั้งเป้าหมายร่วมกันก่อนการเรียนในแต่ละครั้ง เพื่อสร้างแรงขับของผู้เรียน ให้ไปสู่เป้าหมายให้ได้  และ 3) กลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ ดังนี้

(1) การจัดการเรียนการสอนตามแบบการเรียนรู้แบบ Auditory Learners และ Tactile Learners สำหรับ Sec 32 และ 33 มีขั้นตอน ดังนี้  (แผนภาพ 1)

ขั้นตอนที่ 1  กำหนดเวลา  5 นาที ให้นักศึกษาซักถามกันระหว่างเพื่อนถึงกิจกรรมวันหยุดที่ผ่านมา โดยใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนให้นักศึกษาได้พูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยเน้นย้ำให้นักศึกษายังไม่ต้องกังวลเรื่องไวยกรณ์แต่ให้พูดสื่อสารกันอย่างเข้าใจก่อน

ขั้นตอนที่ 2  ค้นหาสิ่งที่นักศึกษาสนใจหรือสื่อต่างๆ มาดึงความสนใจก่อนเข้าบทเรียน โดยการสอบถาม เล่าเรื่อง หรือยกตัวอย่างจากสังคมออนไลน์

ขั้นตอนที่ 3  ให้นักศึกษาเตรียมการสอน เพื่อสอนเพื่อนในชั้นเรียนตามหัวข้อที่ได้แบ่งไว้

ขั้นตอนที่ 4  อธิบายเสริมจากที่นักศึกษาได้เตรียมการสอนมา เนื่องจากสิ่งที่นักศึกษาได้เตรียมมานั้นอาจจะไม่ครบถ้วนหรือการสื่อสารยังไม่สามารถเข้าถึงนักศึกษาในชั้นเรียนได้ ดังนั้ นผู้สอนจึงต้องเสริมในสิ่งที่ยังขาดและยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพรวมตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน

ขั้นตอนที่ 5  ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะหากสอนแต่ไม่มีการสรุปบทเรียนอาจทำให้นักศึกษาไม่สามารถตกผลึกองค์ความรู้ได้ ดังนั้น ผู้สอนควรนำสรุปบทเรียนและเกริ่นนำเพื่อปูทางไปถึงบทเรียนครั้งต่อไป พร้อมแนะนำให้นักศึกษาได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ และนำสิ่งที่ค้นหามานั้นเล่าให้เพื่อนฟังในครั้งต่อไป และตอบข้อซักถามหากนักศึกษามีข้อสงสัย

Ki1
แผนภาพ 1 การจัดการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้แบบ Auditory Learners และ Tactile Learners

(2) การจัดการเรียนการสอนตามแบบการเรียนรู้แบบ Visual Learners และ Tactile Learners สำหรับ Sec 86 มีขั้นตอนดังนี้ (แผนภาพ 2)

ขั้นตอนที่ 1  กำหนดเวลา  5 นาที ให้นักศึกษาซักถามกันระหว่างเพื่อนถึงกิจกรรมวันหยุดที่ผ่านมา โดยใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนให้นักศึกษาได้พูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยเน้นย้ำให้นักศึกษายังไม่ต้องกังวลเรื่องไวยกรณ์แต่ให้พูดสื่อสารกันอย่างเข้าใจก่อน

ขั้นตอนที่ 2  ค้นหาสิ่งที่นักศึกษาสนใจหรือสื่อต่างๆ มาดึงความสนใจก่อนเข้าบทเรียน และโยงให้เข้ากับเรื่องเกมส์และการออกแบบเพื่อดึงความสนใจ

ขั้นตอนที่ 3  ให้นักศึกษาออกแบบสื่อการสอน มาสอนเพื่อนในชั้นเรียนตามหัวข้อที่ได้แบ่งไว้

ขั้นตอนที่ 4  อธิบายเสริมจากที่นักศึกษาได้ออกแบบสื่อการสอนมาสอน เนื่องจากสิ่งที่นักศึกษาได้เตรียมมานั้นอาจจะไม่ครบถ้วนหรือการสื่อสารยังไม่สามารถเข้าถึงนักศึกษาในชั้นเรียนได้ ดังนั้นผู้สอนจึงต้องเสริมในสิ่งที่ยังขาดและยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพรวมตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน

ขั้นตอนที่ 5  ให้นักศึกษาออกแบบชิ้นงานตามหัวข้อของบทเรียน เช่น เรื่อง Part Sim ให้นักศึกษาออกแบบหนังสือการ์ตูนให้ตรงตามหัวข้อที่กำหนดไว้ จากนั้นผู้สอนนำสรุปบทเรียนและเกริ่นนำเพื่อปูทางไปถึงบทเรียนครั้งต่อไปพร้อมแนะนำให้นักศึกษาได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ และนำสิ่งที่ค้นหามานั้นมาเล่าให้เพื่อนฟังในครั้งต่อไป และตอบข้อซักถามหากนักศึกษามีข้อสงสัย

Ki2
แผนภาพ 2 การจัดการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้แบบ Visual Learners และ Tactile Learners

ข้อสอบ Pre – test และ Post-test เพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ของการเรียนตามกลยุทธ์การสอน
การวิเคราะห์และนำเสนอผลการศึกษา
การวิเคราะห์และนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต่างของคะแนนเฉลี่ย และคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ และการบรรยายพฤติกรรมของนักศึกษาจากการได้รับกลยุทธ์การสอนของรายวิชาภาษาอังกฤษ

สรุปผลการศึกษา

  1. ผลการศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานโดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน

ผลการศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน พบว่า กลยุทธ์การสร้างทัศนคติที่ดีของผู้เรียน ด้วยวิธีการแชร์โพสต์เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษและคำศัพท์ในเฟสบุ๊ค กรุ๊ป นั้น ในกลุ่มเรียน  32 และ 33 พบว่า นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลามากขึ้น ขณะที่กลุ่มเรียน 86 นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น และการตอบคำถามพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่นักศึกษาสงสัยผ่านทางไลน์กลุ่มทำให้นักศึกษากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมมากขึ้น ในกลุ่มเรียน  32 และ 33 พบว่า นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และนักศึกษาเปิดใจมากขึ้น ขณะที่กลุ่มเรียน 86 นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจของผู้เรียนในการเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีการตั้งเป้าหมาย เพื่อสร้างแรงขับ ในกลุ่มเรียน  32 และ 33 พบว่า นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน ขณะที่กลุ่มเรียน 86 นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน และนักศึกษาใส่ใจมากขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ (Learning Style) นักศึกษากลุ่มเรียน 32 และ 33 ที่ใช้แบบการเรียนรู้ Auditory Learners และ Tactile Learners (ภาพ 1) พบว่า นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน นักศึกษาเปิดใจมากขึ้น และนักศึกษาเข้าใจมากขึ้น ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้สู่เพื่อนตามความถนัดของตนเอง นักศึกษากลุ่มเรียน 86 ที่ใช้ แบบการเรียนรู้ Visual Learners และ Tactile Learners (ภาพ 2) นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียนนักศึกษาเปิดใจมากขึ้น นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น ตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้สู่เพื่อนตามความถนัดของตนเอง รายละเอียดตาราง 1

ตาราง 1 สรุปผลการศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานโดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน

กลยุทธ์การสอน

ผลการประเมินความเหมาะสมของกลยุทธ์

กลุ่มเรียน 32 และ 33

กลุ่มเรียน 86

1.กลยุทธ์การสร้างทัศนคติที่ดีของผู้เรียนต่อรายวิชาภาษาอังกฤษ
1.1 การแชร์โพสเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษและคำศัพท์ในเฟสบุ๊ค กรุ๊ป -นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลา -นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน
1.2 การตอบคำถามพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่นักศึกษาสงสัยผ่านทางไลน์กลุ่มทำให้นักศึกษากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมมากขึ้น -นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

-นักศึกษาเปิดใจมากขึ้น

-นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
2. กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจของผู้เรียนในการเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีการตั้งเป้าหมาย เพื่อสร้างแรงขับ -นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน

-นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน

-นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน

-นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน

-นักศึกษาใส่ใจมากขึ้น

3.กลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ (Learning Style)
3.1 แบบการเรียนรู้ Auditory Learners และ Tactile Learners -นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน

-นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน

-นักศึกษาเปิดใจมากขึ้น

-นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น

-นักศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน

3.2 แบบการเรียนรู้ Visual Learners และ Tactile Learners -นักศึกษามีส่วนร่วมในชั้นเรียน

-นักศึกษากระตือรือร้นในชั้นเรียน

-นักศึกษาเปิดใจมากขึ้น

-นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น

-นักศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน

Ki3.PNG
ภาพ 1 การสอนตามแบบการเรียนรู้แบบ Auditory Learners และ Tactile Learners
K4
ภาพ 2 การสอนตามแบบการเรียนรู้แบบ Visual Learners  และ Tactile Learners
Ki5
ภาพ 3  ภาพรวมผลการสอนโดยใช้กลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน

จากผลการศึกษา ผู้สอนได้นำกลยุทธ์ที่ใช้ในการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 มาพัฒนาเป็นรูปแบบการสอนที่เข้าใจง่าย และสะดวกต่อการนำไปใช้และพัฒนาต่อยอด โดยได้หาคำสำคัญที่กระชับ ชัดเจน เพื่อใช้ในการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ดังภาพต่อไปนี้

Ki6

   เปิดใจ (Open mind)

ใส่ใจ (Concentrate)

เข้าใจ (Understand)

แบ่งปัน (Share)

  • ปรับทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
  • สร้างแรงจูงในเพื่อให้เกิดการใฝ่รู้
  • นักศึกษาตั้งใจ เอาใจใส่ในบทเรียน
  • นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหาและกล้าสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมากขึ้น
  • นักศึกษานำผลงานที่ได้จากการเรียนรู้จัดเป็นนิทรรศการ
  • การให้นักศึกษาสอนเพื่อน โดยใช้สื่อที่พัฒนาขึ้นเอง
  • นำผลงานหรือสื่อการสอนนั้นมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนสื่อการสอน พร้อมทั้งการอาสาสอน

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงถึงการเปิดใจ ใส่ใจ เข้าใจ ต่อการเรียนภาษาอังกฤษ

กลยุทธ์การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียน

กลยุทธ์แบบการเรียนรู้
(Learning Style)

กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจ

แผนภาพ 3 รูปแบบของกลยุทธ์การสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ “ 3 ใจ 1 แบ่งปัน”

จากแผนภาพ 3 เป็นรูปแบบของกลยุทธ์การสอนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน เรียกว่า “3 ใจ 1 แบ่งปัน” ซึ่งแต่ละใจ และแบ่งปัน มีรายละเอียดดังนี้

  1. เปิดใจ ก่อนการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต้องสร้างทัศนคติที่ดีของผู้เรียนต่อรายวิชาภาษาอังกฤษก่อน โดยการสร้างทัศนคติที่ดีนั่น ควรเริ่มตั้งแต่ครั้งแรกของการเรียนการสอน ในที่นี่ก็เพื่อให้ผู้เรียนเปิดใจรับรายวิชาภาษาอังกฤษ เปิดใจรับผู้สอนรายวิชาภาษาอังกฤษ และเปิดใจรับเพื่อน ทั้งนี้ ทัศนคติที่ดีต่อรายวิชา ต่อผู้สอน และต่อเพื่อน อาจถูกพังทลายด้วยความผิดหวังจากผลสอบ จากความเข้าใจผิดระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และกับเพื่อน ดังนั้น จึงต้องมีการกระตุ้นหรือสร้างทัศนคติที่ดี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเปิดใจรับรายวิชา ผู้สอน และเพื่อน ยังคงอยู่ตลอด นอกจากการมีทัศนคติที่ดีแล้ว การสร้างแรงจูงใจเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนเปิดใจ ด้วยการวางเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในการเรียน และแรงจูงใจย่อมมีวันพังทลายเช่นกัน จึงต้องมีการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่อง
  2. ใส่ใจ ภายหลังที่ผู้เรียนเปิดใจแล้ว การสร้างหรือพัฒนาให้ผู้เรียนใส่ใจในการเรียน ผู้สอนต้องเข้าใจลักษณะและความถนัดของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม แล้วนำกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เรียนมาใช้ในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนตั้งใจและเอาใจใส่ในบทเรียน กิจกรรมการเรียนมากขึ้น
  3. เข้าใจ จากที่ผู้เรียนได้เปิดใจ และใส่ใจในรายวิชา ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแล้ว การสร้างความเข้าใจในเนื้อหาของผู้เรียนจะง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยผู้สอนจะหยิบเนื้อหา สอดแทรกเนื้อหาหรือให้ความรู้ได้ง่ายขึ้น โดยผู้สอนอาจสังเกตจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วม การแสดงความคิดเห็น การส่งงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้องและตรงเวลา
  4. แบ่งปัน ผู้สอนวางเป้าหมายนอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนตามความเหมาะสมของผู้เรียนแล้ว ยังตั้งเป้าหมายให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ตลอดจนการร่วมแบ่งปันความรู้ระหว่างเพื่อน และสังคม ดังนั้น การมอบหมายให้ผู้เรียนสร้างสื่อการสอนตามหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจ และมีความถนัด และนำไปแบ่งปันร่วมกันในงานนิทรรศการภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ผลของกิจกรรมดังกล่าว ยังช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในระดับสูงสุดอีกด้วย
  1. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่ได้รับการสอนตามกลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้

ภาพรวมนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ย Post-test สูงกว่าคะแนนเฉลี่ย Pre-Test  (เปรียบเทียบระหว่าง 103.01 กับ 74.75 คะแนน) ขณะเดียวกันยังพบอีกว่า ในทุกกลุ่มเรียนนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น (ตาราง 2)

สำหรับผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่ได้รับการสอนตามกลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ ที่พิจารณาจากคะแนนพัฒนาการ พบว่า โดยภาพรวมทั้ง 3 กลุ่ม มีคะแนนพัฒนาการที่วัดจากคะแนนความต่างของคะแนนเฉลี่ย Post-Test  –  Pre-Test  เท่ากับ 28.36 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม มีคะแนนเฉลี่ยครั้งหลังเปลี่ยนไปจากครั้งแรกจำนวน 28.36 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ พบว่า นักศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม สามารถพัฒนาการเรียนได้ร้อยละ 51.24 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้ (ตาราง 2)

นักศึกษากลุ่มเรียน 32 มีคะแนนพัฒนาการที่วัดจากคะแนนความต่างของคะแนนเฉลี่ย Post-Test  –  Pre-Test  เท่ากับ 28.24 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักศึกษากลุ่ม 32 มีคะแนนเฉลี่ยครั้งหลังเปลี่ยนไปจากครั้งแรกจำนวน 28.24 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ พบว่า นักศึกษาในกลุ่ม 32 สามารถพัฒนาการเรียนได้ร้อยละ 50.32 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้

ในกลุ่ม 33 มีคะแนนพัฒนาการที่วัดจากคะแนนความต่างของคะแนนเฉลี่ย Post-Test  –  Pre-Test  เท่ากับ 44.20 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักศึกษากลุ่ม 33 มีคะแนนเฉลี่ยครั้งหลังเปลี่ยนไปจากครั้งแรกจำนวน 44.20 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ พบว่า นักศึกษาในกลุ่ม 33 สามารถพัฒนาการเรียนได้ร้อยละ 64.34 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้

ในกลุ่ม 86 มีคะแนนพัฒนาการที่วัดจากคะแนนความต่างของคะแนนเฉลี่ย Post-Test  –  Pre-Test  เท่ากับ 21.71 คะแนน แสดงให้เห็นว่านักศึกษากลุ่ม 86 มีคะแนนเฉลี่ยครั้งหลังเปลี่ยนไปจากครั้งแรกจำนวน 21.71 คะแนน เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ พบว่า นักศึกษาในกลุ่ม 86 สามารถพัฒนาการเรียนได้ร้อยละ 46.72 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้

ตาราง 2 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต่างของคะแนนเฉลี่ย และคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสัมพัทธ์ ของคะแนน Pre-test และ Post-test ภาพรวมและรายกลุ่ม

Ki7.PNG

อภิปรายผล

ผลการศึกษากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ENG 111 โดยใช้แบบการเรียนรู้ของผู้เรียน พบว่า กลยุทธ์การสอนต้องประกอบด้วยการสร้างทัศนคติ และการสร้างแรงจูงใจ เพื่อเปิดใจของผู้เรียนในการรับเนื้อหารายวิชาภาษาอังกฤษ ผู้สอน และเพื่อนสอดคล้องกับการศึกษาของดวงทิพย์ เจริญรุกข์ เผื่อนโชต (2557) ที่ศึกษาทัศนคติของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ที่มีต่อรายวิชา COM 218 ภาษาอังกฤษสำหรับนักนิเทศศาสตร์ 1 โดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยกลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติในเชิงบวกไปในเรื่องของการได้ใช้ความรู้จากการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษสำหรับนักนิเทศศาสตร์ 1 ในชีวิตประจำวันในอนาคตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การติดต่อสื่อสารหรือสื่อสารมวลชนต่างๆ นักศึกษาจะพบกับภาษาอังกฤษเสมอ ส่วนการนำความรู้ที่เรียนวิชา ภาษาอังกฤษสำหรับนักนิเทศศาสตร์ไปประยุกต์ใช้นั้นจะพบว่าตนเองสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนักศึกษามีการซักถามปัญหา หลังการเรียนทุกครั้ง ซึ่งจะทำให้เรียนวิชาภาษาอังกฤษได้ดี และสอดคล้องกับการศึกษาขอ สกนธ์  ภู่งามดี (2558) ที่ศึกษาการสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอของนักศึกษารายวิชา DGA321 แนวคิดศิลปะ สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ คณะดิจิทัลมีเดีย พบว่าสาเหตุที่นักศึกษามีพฤติกรรมขาดเรียนบ่อยในวิชาแนวคิดศิลปะคือการนอนดึก และนิสัยส่วนตัวที่ชอบท่องเที่ยวหาประสบการณ์ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับตารางเรียนโดยสาเหตุ 2 ข้อนี้เป็นสาเหตุจากปัจจัยส่วนบุคคลที่เกิดจากตัวนักศึกษาเป็นหลักและผลลัพท์จากการสร้างแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอของนักศึกษากลุ่มดังกล่าว โดยใช้สิ่งจูงใจจากปัจจัยเสริมแรงด้านบวกและด้านลบ สรุปผลได้ว่านักศึกษา 4 จาก 5 คนมีพฤติกรรมเข้าเรียนสม่ำเสมอมากขึ้นและนำไปสู่ผลการเรียนที่ดีขึ้นแต่ยังมีนักศึกษาจาก 1 ใน 5 คนยังไม่ปรับพฤติกรรมการเข้าเรียนตามเกณฑ์ซึ่งผู้วิจัยเสนอแนะให้กำหนดโครงการฝึกอบรมนักศึกษาด้านการพัฒนาตนเองควบคู่กับกิจกรรมที่สนองต่อความต้องการของนักศึกษาที่เป็นประชากรในกลุ่มวัยรุ่น สำหรับกลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือการเลือกจัดกิจกรรมการเรียนที่ผู้เรียนถนัดหรือสนใจ จะทำให้ผู้เรียนใส่ใจและเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ของ Haynes (2009) ที่กล่าวว่า อาจารย์ต้องศึกษาแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนและหาทางให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในแบบของตน เพื่อให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายและได้ผลมาก

ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่ได้รับการสอนตามกลยุทธ์การสอนตามแบบการเรียนรู้ พบว่า ภาพรวมนักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ ธุวพร ตันตระกูล(2555) ที่ศึกษาเรื่องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน โดยใช้บทฝึกการสนทนาภาษาอังกฤษและพบว่า ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลองนักศึกษาสามารถพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ดีขึ้น โดยมีความสามารถใน การพูด เพื่อการสื่อสารหลังการทดลองสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์

  1. ในด้านทัศนคติควรมีการสร้างทัศนคติที่ดีก่อนการเรียนการสอนโดยสร้างแรงจูงใจควบคู่กัน เพื่อให้ผู้เรียนเปิดใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ผู้เรียนส่วนใหญ่กลัวและไม่ถนัด
  2. ควรเสริมทัศนคติและแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องโดยสังเกตจากพฤติกรรมของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เข้าเรียนไม่ตรงเวลา ไม่ส่งงาน ไม่มีสมาธิในการเรียน
  3. ผู้สอนต้องวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนที่จะวางแผนการสอนให้ตรงตามแบบและลักษณะของผู้เรียน ผู้สอนต้องใส่ใจผู้เรียนโดยสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนเสมอๆ
  4. ผู้สอนควรสอดแทรกการทำงานเป็นทีม จริยธรรม และ คุณธรรม เข้าไปด้วยในรายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงการแบ่งปันมากกว่าการแข่งขัน

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

  1. ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทำงานเป็นทีม การสอนโดยใช้คุณธรรมและจริยธรรมร่วมกับกลยุทธ์การสอน
  2. ควรศึกษากลยุทธ์การสอนแบบอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมกับผู้เรียนในรูปแบบต่างๆ

 

รายการอ้างอิง

ดวงทิพย์ เจริญรุกข์ เผื่อนโชต. (2557). ทัศนคติของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ที่มีต่อรายวิชา COM 218 ภาษาอังกฤษสำหรับนักนิเทศศาสตร์ 1. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรังสิต.

ธราบุญ คูจินดา. (2550). ประโยชน์และวิธีใช้เทคโนโลยีกับการเรียนการสอน. หนองคาย: สารสองฝั่งโขง.

ธุวพร ตันตระกูล. (2555). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน โดยใช้บทฝึกการสนทนาภาษาอังกฤษ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีปทุม.

สกนธ์  ภู่งามดี (2558). การแก้ปัญหาการไม่ส่งงาน ของนักศึกษาสาขาดิจิทัลอาร์ตส์ คณะดิจิทัลมีเดีย ในรายวิชา DGA 352 ศิลปะนิยม. กรุงเทพมหานคร: รายงานการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน สาขาวิชาดิจิทัลอาร์ตส์ คณะดิจิทัลมีเดีย, มหาวิทยาลัยศรีปทุม.

Haynes, J. (2009). “Teach to Students’ Learning Styles”. Retrieved  August 30, 2015 from http://www.everythingesl.net/inservices/learningstyle.php.

kriangkraiSA

การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เพื่อสร้าง Teaching and Learning Community แห่งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

Active Learning เป็นรูปแบบการเรียนการสอนหนึ่ง ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและแสวงหาความรู้ และนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในศตวรรษที่ 21

Active Learning เป็นรูปแบบการเรียนการสอนหนึ่ง ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและแสวงหาความรู้ และนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศตวรรษที่ทั่วทั้งโลกตื่นตัวกันมากในเรื่องของ อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ในประเทศไทยเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ หรือ Thailand 4.0 โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อน (Key Driver) ของการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ศันสนีย์ ไชยโรจน์, 2559) ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยผลักดันการพัฒนาและผลิตแรงงาน บุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะขับเคลื่อน ให้ประเทศได้พัฒนาไปตามเป้าหมาย

วิธีการสอนที่เป็น Active Learning นั้นมีหลายวิธีที่ผู้สอนสามารถนำมาใช้ในห้องเรียน ซึ่งการสอนแบบโครงงาน หรือ Project-based Learning (PBL) ถือว่าเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการ   ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งนี้การจัดการเรียนการสอนแบบ PBL เป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความรู้ และเพิ่มทักษะการทำงานร่วมกันในบริบทจริงที่ผู้เรียนสามารถจับต้องได้

ด้วยคุณลักษณะและจุดเด่นของการสอนแบบ PBL ข้างต้น รวมทั้งความเชื่อถือ ศรัทธา (Belief) ของผู้สอนในรูปแบบการสอนด้วยวิธีนี้     จึงทำให้ผู้สอนในรายวิชา การนำเสนอทางธุรกิจ EBC332 สาขาวิชาภาษาอังกฤษสื่อสารธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ ตัดสินใจเลือกใช้และออกแบบการสอนดังกล่าวโดยการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ผู้สอนได้ออกแบบนั้นมุ่งเน้นการสร้าง Teaching and Learning Community (TLC) แห่งการเรียนรู้  ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญในการนำเสนอทางธุรกิจโดยใช้ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ Teaching communication skills, Language use และ Collaboration (TLC)  ซึ่งผู้สอนขอเรียกการเรียนการสอนข้างต้นว่า ของกระบวนการการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผู้สอนได้แบ่งการบรรยายประสบการณ์ Project-based Learning แบบ TLC2  (ที-แอล-ซี-กำลังสอง) ซึ่งทำให้การเรียนการสอนมีอรรถรส และมีความหลากหลายการสอนออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้ Project-based Learning แบบ TLC2  และ (2) ผลสะท้อนกลับจากผู้เรียนของการเรียนการสอน

  1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้ Project-based Learning แบบ TLC2

รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ PBL เน้นในการที่มุ่งเน้นให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนการสอนซึ่งกันและกัน (Teaching and Learning Community) โดยที่มีผู้สอนแนะนำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า scaffolding ดังนั้นการเรียนการสอนนี้จะมุ่งเน้นกระบวนการ (Process) ของการทำโครงงาน มากกว่าผลงานหรือผลผลิต (Product) ซึ่งทำให้การเรียนมีสีสัน ผู้เรียนและผู้สอนเองก็มีความสุขมากกว่าการเรียนแบบ Lecture จดจำแบบเก่าๆ ที่ได้แต่ทฤษฎี แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริง

การเรียนโดยใช้ Project-based Learning แบบ TLC2 นี้ มีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. การสอน (Teaching)

ผู้สอนได้ตัดสินใจออกแบบการเรียนการสอนรายวิชาการนำเสนอทางธุรกิจเป็นภาษาอังกฤษ กับนักศึกษาสาขาภาษาอังกฤษสื่อสารธุรกิจ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 110 คน จาก 2 กลุ่มเรียน โดยใช้ PBL โดยการเรียนการสอนแบบนี้เป็นการเรียนที่เน้นกระบวนการที่ผู้เรียนร่วมกันสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Knowledge Community) (Waring and Evans, 2015) ในการเรียนการสอนแบบนี้ ผู้เรียนจะเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนเป็นเพียงผู้ช่วย ให้คำปรึกษา (Facilitator) ก่อนเริ่มเรียน ผู้สอนได้จัดทำเอกสารประกอบการสอนโดยใช้ PBL ในชั้นเรียน ซึ่งในเอกสารประกอบการสอนตั้งใจทำขึ้นเพื่อเน้นกระบวนการในการเรียนรู้เป็นสำคัญ และเชื่อมโยงกับวิธีการสอน และการวัดผลประเมินผล โดยใช้กรอบการออกแบบของ Graves (2000) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ 8 ขั้นตอน คือ (1) ศึกษาผู้เรียนสภาพแวดล้อม (2) ค้นหารูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่เชื่อถือศรัทธา (Belief) (3) ตั้งเป้าหมาย (4) ประเมินความต้องการ (5) ออกแบบอุปกณ์การสอน (6) จัดการออกแบบเนื้อหาที่สอน (7) จัดการการสอน (8) ออกแบบการประเมินผลการเรียน กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นกลไก ที่เกิดขึ้นวนไปมาไม่สิ้นสุด ดังภาพที่ 1

Bar1
ภาพที่ 1 รูปแบบการออกแบบการเรียนการสอน ของ Graves (2000)

เอกสารฯ ที่ออกแบบมาใช้นี้ ผู้สอนได้ศึกษาจากวัตถุประสงค์ของรายวิชา พิจารณาจากผู้เรียน และประเมินว่าผู้เรียนควรได้รับความรู้อะไรจากรายวิชานี้บ้าง โดยผู้สอนหวังว่าเมื่อจบไปแล้วผู้เรียนจะได้รับความรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้คือการใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคาดหวังอีกว่าผู้สอนจะสามารถสร้างผู้เรียนให้เกิดแรงบันดาลใจ (Passion) เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษและสามารถใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายที่ผู้สอนได้คาดหวังจากผู้เรียนคือ การมีคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นในเรื่อง การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะด้านคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี การทำงานร่วมมือเป็นทีม ความเข้าใจความต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการสร้างเอกสารการสอน เนื้อหาการสอน และกิจกรรมการสอน โดยใช้ PBL เป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่จะตอบโจทย์และเป้าหมายข้างต้น ซึ่งผู้สอนใช้เวลา 1 เดือนเต็มกับการเตรียมดังกล่าว ดังภาพที่ 2

Bar2

จากภาพที่ 2 Lesson Plan ที่ได้ออกแบบมานั้นแบ่งออกเป็น 9 บทหลักเริ่มต้นด้วย Orientation การแนะนำเข้าสู่การนำเสนองานทางธุรกิจโดยใช้ภาษาอังกฤษ ขั้นแรกการระดมความคิดหัวข้อที่นำเสนอ ขั้นการค้นหาข้อมูล การเขียน script การใช้ภาษา ลีลาการพูดและท่าทาง การจัดทำ Visual aids การฝึกซ้อม การนำเสนอเตรียมคำถาม-ตอบ และการ reflect งานที่ทำ โดยโครงงานที่ผู้เรียนทำนี้ ผู้เรียนได้อิสระในการเลือกสมาชิกกลุ่ม 3-4 คน รวมทั้งหัวข้อและรูปแบบการนำเสนอเองตามความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผู้สอนเองในฐานะผู้สอนพยายามให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดผลิตภัณฑ์ ออกแบบกิจกรรม โครงการต่าง ในเชิงธุรกิจเหมือนทำจริงในที่ทำงาน จำลองมาไว้ในห้องเรียนในแต่ละบทได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งเป็น Model ที่ออกแบบมาสำหรับรายวิชาการนำเสนอนี้โดยเฉพาะเพื่อตอบโจทย์ทุกอย่างที่ผู้สอนได้ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว โดย Model นี้คือ Teaching communication skills, Language use และ Collaboration (TLC)

  • Teaching Communication Skills เป็นส่วนแรกที่ผู้สอนตั้งใจให้ผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมมาก่อนเข้าห้องเรียน โดยใช้วิธีการสอนกลับด้าน (Flipped classroom) เข้ามาใช้เป็นกิจกรรมหนึ่ง โดยเรียกส่วนนี้ว่า Flip for Fun ผู้เรียนต้องเข้าไปดู VDO ทาง YouTube ซึ่งเป็นตัวอย่างการนำเสนอดีๆ เช่น การนำเสนอของ Steve Jobs ในการแนะนำตัวนวัตกรรมใหม่ของ iPhone หรืออ่านบทความที่ผู้สอนได้เตรียมไว้ให้ในเอกสารการสอน
Bar3
ภาพที่ 3 ตัวอย่างเนื้อหาบทเรียนส่วน Teaching Communication Skills
  • Language Use เป็นส่วนการสอนเน้นหลักการใช้ภาษาในการนำเสนอในส่วนต่างๆ ตั้งแต่การแนะนำตัว การใช้ประโยชน์เชื่อม เนื้อหา บทสรุป โดยมีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทำฝึกฝน
  • Collaboration คือส่วนสุดท้ายที่ผู้เรียน ได้ฝึกการพูดจริง หลังจากได้เรียนรู้หลักการนำเสนอ เทคนิค ต่างๆ แล้ว ผู้เรียนได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ทำงานร่วมกัน ในการเตรียมนำเสนอผลงาน ตามขั้นตอนในแต่ละสัปดาห์ไปเรื่อยๆ จนได้ออกมาเป็น final product ในบทสุดท้าย feature ท้ายบทที่ผู้สอนได้ออกมาคือ Self-reflection เพื่อให้ผู้เรียนได้จดบันทึก สิ่งที่สำคัญจากการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง และในแต่ละบทจะจบท้ายด้วยข้อความ ความคิดแนะนำดีๆ ในการใช้ชีวิต ให้ประสบความสำเร็จจากนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ โดยผู้สอนได้เรียกส่วนนี้ว่า Food for Thought โดยหวังว่าผู้เรียนจะเกิดแรงบันดาลใจ กำลังใจ และใฝ่รู้ มากยิ่งขึ้น โดยส่วนของ Food for Thought นี้ยังได้แทรกเข้าไปใน PPT slides ของทุกบทที่เตรียมสอน
Bar4
ภาพที่ 4 ตัวอย่างเนื้อหา Self-reflection

ทั้งนี้ตลอดการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนได้ให้ feedback คำแนะนำต่างๆ กับผู้เรียนในแต่ละขั้นตอนในการทำโครงงาน การแจ้งคะแนนและคำแนะนำ เป็นสิ่งที่ผู้สอนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของการให้คะแนนนั้น ผู้สอนได้มีการแบ่งคะแนนอย่างชัดเจนโดยได้แจ้งไว้ในเอกสารประกอบการสอน ในส่วนที่เรียกว่า Keep Track of Your Score เพื่อให้ผู้เรียนได้บันทึกคะแนนเก็บของตัวเอง ในการให้คะแนนในงานแต่ละชิ้น ผู้สอนได้ระบุหลักเกณฑ์การให้คะแนนอย่างชัดเจน และการให้คะแนนก็แบ่งเป็นในส่วนของกลุ่มและส่วนบุคคล ดังนั้นสมาชิกในกลุ่มจึงต้องพยายามทำงานในส่วนของตัวเองที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด

Bar5
ภาพที่ 5 ตัวอย่างรายละเอียดการให้คะแนน

2 .การเรียน (Learning)

ในส่วนของการเรียน ผู้เรียนมีช่องทางในการเรียนรู้ 2 ช่องทางหลักคือ (1) ในห้องเรียน และห้อง Lab และ (2) ทาง e-Learning ที่ผู้สอนได้จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เข้าไปทำงานใน e-Learning อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เช่น ศึกษาเนื้อหาที่เรียนย้อนหลังจาก Camtesia การศึกษาเนื้อหาล่วงหน้าจาก PPT ซึ่งเป็นส่วนของ Flip for Fun ที่ผู้สอนได้ออกแบบมาเป็นอีกหนึ่ง feature ของการเรียนแบบ Active Learning ที่เป็นการเรียนแบบกลับด้าน โดยส่วนใหญ่เนื้อหาที่อยู่ใน Flip for Fun คือ การให้ผู้เรียนได้ดู VDO ตัวอย่างการนำเสนอ มี worksheet ในหนังสือให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ ก่อนที่จะมา Discuss กัน ต้นคาบเรียนทุกครั้งในทุกบทเรียน แต่จากการสังเกต ผู้เรียนส่วนน้อยที่ทำในส่วนนี้มาก่อนล่วงหน้า อีกกิจกรรมที่ผู้เรียนให้ความสนใจและเข้าทำบ่อยครั้งมาก และมักจะเรียกร้องให้เปิดให้ทำย้อนหลัง คือ Exercise ที่เป็นคลังโจทย์แบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้ทฤษฎีเนื้อหาการนำเสนองานทางธุรกิจและความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ โดยผู้สอนตั้งใจออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนเข้ามา เรียนรู้ทาง e-Learning เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ก่อนการสอบย่อย การเก็บคะแนน โดยการทำ Exercise นี้ ทำให้อัตราการสอบไม่ผ่านหรือการได้คะแนนต่ำของนักศึกษามีสัดส่วนที่ต่ำมาก หรือแทบไม่มีเลย

Bar6
ภาพที่ 6 กิจกรรมการเรียนทาง e-Learning

การเรียนให้ห้องเรียนและห้อง Lab นั้น ผู้เรียนได้ทำงาน Project เล็กๆ หลายๆ โปรเจค ซึ่ง scaffold ไปสู่โปรเจคใหญ่ คือการนำเสนองานทางธุรกิจ ตามที่ผู้เรียนได้คิดสร้างสรรค์ ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่แล้วด้วยตามท้องตลาด  โดยผู้เรียนจะต้องระบบสมองกันในกลุ่มทำ Mind map ส่งเป็นงานแรก  หลังจากนั้นก็หาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สนใจ นำเสนอสั้นๆ โดยเน้นการแนะนำตัว และข้อมูล background เกี่ยวกับโปรเจคกลุ่ม เป็นการนำเสนอชิ้นที่ 1 หลังจากนั้น จัดทำ Script เพื่อเตรียมนำเสนอโครงร่างผลิตภัณฑ์หรือบริการ ของกลุ่มตัวเอง โดยให้สมมุติว่ากำลังนำเสนอให้หัวหน้าหน่วยงาน หรือลูกค้าจริงๆ เป็นการนำเสนอ กลางภาค ซึ่งเป็นการนำเสนอชิ้นที่ 2 ดังภาพที่ 7 และ 8 หลังจากที่ผู้เรียนได้นำเสนอ idea งานตัวเองแล้ว ผู้เรียน ก็ได้แก้ไขปรับปรุง เรียนรู้การทำสื่อ PPT อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไว้เตรียมนำเสนองานที่สมบูรณ์คืองานนำเสนอครั้งที่ 3 ที่มีครบทุกองค์ประกอบ ในตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการซึ่งเป็นการนำเสนอ เนื้อหาเดิมที่แต่ละกลุ่มได้เลือกทำตั้งแต่การนำเสนอครั้งแรก แต่ครั้งสุดท้ายนี้ ผู้เรียนต้องนำเสนอโดยใช้ PPT เป็นเครื่องมือในการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Bar7
ภาพที่ 7 ตัวอย่างงาน Mind map ของผู้เรียน
Bar8
ภาพที่ 8 ตัวอย่างงาน Script และการนำเสนอกลุ่มครั้งที่ 1

3. ชุมชน (Community) ซึ่งเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ Learning Community ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และอาจารย์กับผู้เรียน โดยความรู้ที่ได้ระหว่างผู้เรียนคือการได้แลกเปลี่ยนความคิด งานของกลุ่มตัวเองกับเพื่อนในชั้น และเพื่อนจากอีกห้องที่เรียนในรายวิชาเดียวกัน เพราะผู้สอนได้จัดให้ผู้เรียนมีการเผยแพร่การนำเสนอพร้อมกันในส่วนของการนำเสนอครั้งที่ 2

นอกจากที่ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ในส่วนของการนำเสนอนี้แล้ว อาจารย์ผู้สอนก็ยังได้เชิญอาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชา มาให้คะแนนและคำแนะนำกับผู้เรียน อีกส่วนที่ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ ทางผู้สอนได้เชิญวิทยากรพิเศษจาก สำนักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมมาให้ความรู้การสร้าง PPT ประกอบการนำเสนออย่างมืออาชีพ จึงทำให้ทั้งผู้สอน ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนและผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน

Bar9
ภาพที่ 9 การฝึกอบรมผลิตสื่อนำเสนอ PPT จากสำนักการจัดการศึกษาออนไลน์

ผลสะท้อนกลับจากการจัดการเรียนการสอนจากผู้เรียน

ในส่วนท้ายของการเรียนการสอน ผู้สอนได้ให้ผู้เรียนทำการเขียนสะท้อนการเรียนรู้ในรายวิชานี้จากทั้งเทอมที่ได้เรียนกันมา โดยผู้สอนได้ให้ผู้เรียนตอบคำถามสั้น ทั้งสิ้น 8 คำถาม เพื่อต้องการทราบความคิดเห็นจากผู้เรียนถึงการเรียนการสอนแบบโครงงาน สื่อการสอน กิจกรรมการสอน ความพึงพอใจในการเรียนการสอน การประเมินผลวัดผล และสุดท้ายให้ผู้เรียนประเมินตัวเองว่าเป็นผู้เรียนแบบใดระหว่างเรียนในห้องเรียน ซึ่งผลจากการสะท้อนความคิดเห็นของผู้เรียน โดยภาพรวมทำให้เห็นจุดเด่นและสิ่งที่รายวิชานี้ยังต้องปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น ดังนี้

  1. จุดเด่นของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ PBL แบบ TLC2 คือ

1.1 การเรียนการสอนโดยใช้ PBL

ผู้เรียนส่วนมากคิดเห็นว่าการเรียนการสอนแบบ PBL ทำให้ได้ทำงานเป็นทีม ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน สามารถนำความรู้ ทักษะภาษาอังกฤษ และการนำเสนอไปใช้ได้จริง ในอนาคต ทำให้ผู้เรียนไม่กดดัน ดังที่ผู้เรียนคนหนึ่งได้เขียนแสดงความคิดเห็น

เป็นวิชาที่เรียนแล้วนำไปใช้ได้จริง เรียนสนุก สบายไม่กดดัน” ผู้เรียนคนที่ 1

ภาพรวมวิชานี้ส่วนมากจะปฎิบัติมากกว่าทฤษฎี ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้จริงๆ ได้รู้ข้อบกพร่องของงานและแก้ไขได้” ผู้เรียนคนที่ 2

Bar10

1.2 เอกสารประกอบการสอน

ผู้เรียนส่วนมากคิดเห็นว่าหนังสือเขียน ออกแบบ เนื้อหา จำนวนหน้า เหมาะสม ได้เรียนความรู้ครบถ้วน เพราะมีคำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์ ข้อมูลที่สำคัญมีครบถ้วน  ดังภาพที่ 10

Bar11
ภาพที่ 10 ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นการเรียนการสอน
  • การวัดผลประเมินผล

ผู้เรียนมีความพึงพอใจกับการวัดผลประเมินผลในรายวิชา เพราะทุกอย่างอธิบายอย่างชัดเจน เน้นกระบวนการ สมเหตุสมผล และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ไขงานเพื่อส่งใหม่ ตามเงื่อนไขที่กำหนดร่วมกัน ดังภาพที่ 11

Bar12.PNG
ภาพที่ 11 ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเรื่องการวัดผลประเมินผลการเรียน

     เป็นการให้คะแนนที่ดี สมเหตุสมผลตามที่ผู้เรียนทำได้ผู้เรียนคนที่ 3

สิ่งที่ควรพัฒนา ปรับปรุง

ผู้เรียนไม่ได้รับความรู้ตามที่ตั้งไว้

ผู้เรียนมักจะไม่ถามคำถาม เวลาที่ไม่เข้าใจ ทำให้ผู้สอนไม่ทราบถึงปัญหา ความเข้าใจเนื้อหาที่สอน โดยมีผู้เรียน 1 ท่าน ที่แสดงความคิดเห็นว่าความรู้ที่เรียนไม่เป็นไปตามที่ได้หวังไว้ ตามภาพที่ 12

Bar13
ภาพที่ 12 ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเรื่องการเรียน

ทั้งนี้แนวทางในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ในการเรียนการสอนครั้งต่อไป คือ จัดให้มี ช่วงเวลาท้ายคาบ ให้ผู้เรียนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาเรียน หรืองานที่สั่งทำ ได้มีโอกาสถามให้อธิบายเพิ่มเติมกับผู้สอนแบบตัวต่อตัว และจัดให้มี Teacher-student conference โดยให้มีการนัดหมายคุยกับผู้เรียนกลุ่มย่อย ในหรือนอกชั่วโมงเรียน เพื่อเป็นการ follow up โครงการ และปัญหาการทำงานเป็นกลุ่ม

ผู้เรียนไม่ค่อยทำกิจกรรม Flip for Fun

ในกิจกรรมการเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) นั้น ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรตามที่ผู้สอนได้คาดหวังไว้ เพราะผู้เรียนส่วนมากไม่เข้าไปอ่าน หรือดู VDO clip ต่างๆ ล่วงหน้า ก่อนเรียน โดยจากที่ผู้เรียนได้สะท้อนกลับมาคือ ไม่มีเวลา ไม่ค่อยสนใจ หรือฟังภาษาอังกฤษใน YouTube ไม่ทัน  ดังนั้นผู้สอนได้วางแผนว่าใช้ Social media ในการแจ้งเตือนผู้เรียนให้เรียน ค้นคว้า ล่วงหน้า ก่อนเข้าห้องเรียน

บทสรุปของการจัดการเรียนและการสอนแบบ Active Learning โดยใช้ PBL แบบ TLC2 นั้น ไม่เพียงแค่ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์งาน ทำงานร่วมกันเป็นทีม ผู้สอนเองก็ยังได้ความรู้ในสิ่งที่ผู้เรียนนำเสนอ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ให้คำแนะนำ และให้แรงบันดาลใจแก่ผู้เรียน ทำให้การมามหาวิทยาลัยไม่เป็นเพียงแค่การเรียน และการสอน แต่เป็นการสร้าง Teaching and Learning Community แห่งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้จริง


 

รายการอ้างอิง

ศันสนีย์ ไชยโรจน์ (2559). “On the Road to Thailand 4.0: Education revisited”. การสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง Innovation in Teaching and Learning. วันที่ 5-6 ก.ย.2556

Graves, K. (2000). Designing Language Courses. Canada: Heinle and Heinle.

Waring, M., & Evans, C. (2015). Understanding Pedagogy: Developing a critical approach to teaching and learning. New York: Routledge.

piboonSU