ยุคการตลาดไร้ขอบเขตกับ Digital Marketing เรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ยุคใหม่

เมื่อวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง จัดเสวนาพิเศษ Tech Season 2#5 ในหัวข้อ “ยุคการตลาดไร้ขอบเขตกับ Digital Marketing เรียนรู้การทำตลาดออนไลน์ยุคใหม่” โดย คุณมิ่งขวัญ พุคยาภรณ์ ผู้บริหารสาวสวย คนรุ่นใหม่ไฟแรงแห่ง SPU ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ณ ห้อง Auditorium 1 อาคาร 40 ปีมหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ง

คุณมิ่งขวัญเล่าว่า เธอได้ไปศึกษาต่อที่ประทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนแรกคิดจะเรียนทางด้าน Finance แต่ได้มาเรียนทางด้าน Digital Marketing การเรียนในต่างประเทศต้องเป็นคนกล้าพูดกล้าแสดงออก ส่วนในเรื่องหลักของการตลาดนั้นเป็นเรื่องกว้างมาก ที่เราเรียนกันส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของ Marketing Mix (4Ps) คือ  (1) ผลิตภัณฑ์ (Product) (2) ราคา (Price) (3) สถานที่ (Place) และ (4) การโปรโมท (Promotion)  สำหรับการเรียนรู้เรื่องดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง และระบบการจัดเก็บข้อมูลนั้น หากจะถามว่า ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง คือ อะไร ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง คือ การสื่อสารกับลูกค้าให้ถูกที่ ถูกเวลา โดยใช้สื่อออนไลน์เป็นหลัก สำหรับโปรโมชั่น คือการโปรโมท ต้องนำสินค้าของเราไป โปรโมทในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เช่น เสื้อผ้า, สิ่งของ, น้ำ เป็นต้น ส่วนคำว่า Digital เป็น Term คำศัพท์ เช่นเดียวกับคำว่า e-mail, Search engine ส่วน Social เช่น Facebook, Line โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของดิจิตอล ข้อดีของการทำตลาดออนไลน์ คือ (1) เพิ่มฐานลูกค้า (2) ช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าของเราได้ง่าย และเจาะจงมากขึ้น (3) สามารถวัดผลตอบรับได้ (4) เป็นการสื่อสารแบบ Real-Time (5) มีข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา (6) ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดของเราให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ง่ายขึ้น ในการดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งนั้น Big Data ก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องพฤติกรรมของลูกค้า การขายออนไลน์นั้น เวลาที่ลูกเข้ามาคลิกที่เว็บไซต์ตรงไหนเราก็รู้ เพราะในเว็บมีโปรแกรมคุ๊กกี้ ติดตามพฤติกรรมของลูกค้าเอาไว้ เช่น ลูกค้าเข้ามาคลิกดูที่รองเท้าคู่นี้ โปรแกรมคุ๊กกี้ก็จัดเก็บพฤติกรรมเอาไว้ โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด เมื่อก่อนป้ายโฆษณา (Billboard) ที่ติดป้ายกันไว้ไม่รู้ว่ามีคนดูกี่คน แต่ในระบบออนไลน์สามารถทราบได้ว่า มีลูกค้าเข้ามาคลิกดูกี่คน ดังนั้น เราควรใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับเรา

การทำตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน สามารถทำได้หลายแนวทาง ได้แก่ เว็บไซต์, บล็อกโพสต์, อีบุ๊ค, อินโฟกราฟิกส์, โซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Twitter, โบว์ชัวร์ออนไลน, และแบรนด์ดิ้งของเราเอง ซึ่งแบรนด์ดิ้งของเรานั้นเปรียบเสมือนเค็ก ตัวของเราเองเหมือนเนื้อเค็ก ต้องดูว่าเราจะขายอย่างไร วิธีการทำตลาด วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ Search Engine Optimization (SEO) เราต้องพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้สวยงามน่าสนใจ และใส่คำสำคัญ (Keyword) และทำ URL ให้ตรงกับเนื้อหาและความต้องการค้นหาของลูกค้า การทำ Search Engine มีอยู่ด้วยกัน 2 อย่างคือ (1) แบบจ่ายเงิน (2) แบบไม่เสียเงิน ลักษณะเป็นเสมือน Organic คือ มีสินค้าที่ดีจริง บริสุทธิ์ เดี๋ยวก็มีลูกค้า Search เข้ามาหาเอง

ส่วนคำว่า Content Marketing หมายถึง เนื้อหาของสินค้า สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การขายยาแก้ปวดหัว ไม่ควรโพสต์ขายยาโดยตรง แต่ต้องให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย การทำการตลาดมีหลายลักษณะ คือ (1) Inbound marketing เป็นลักษณะการทำการตลาดที่ดึงลูกค้าเข้ามาหาเรา ผ่านกระบวนการสร้างคอนเทนต์ที่ดี และส่งข้อมูลออกไปให้คนเห็นกันเป็นจำนวนมาก เพื่อมอบสิ่งดีๆ ให้กับลูกค้าเรียกกันว่าเป็นการให้คุณค่า ให้ความรู้ และให้ข้อมูลที่ดีที่ถูกต้องแก่ลูกค้า เช่น การทำ SEO ก็เข้าข่ายการทำตลาดในลักษณะนี้ (2) Outbound marketing เป็นลักษณะการทำตลาดแบบขายออก หรือแบบผลักออก ได้แก่ การโฆษณาทางโทรทัศน์ การออกบูธแสดงสินค้า หรือทางออนไลน์ เช่น การติดป้ายแบนเนอร์ หรือการซื้อรายชื่ออีเมลลูกค้าเพื่อมาทำการกระจายส่งการโฆษณา (3) Social Media marketing การทำตลาดลักษณะนี้ ปัจจุบันนิยมทำกันมาก เช่น บน Facebook หรือ Twitter สื่อสังคมออนไลน์มีผลอย่างมากในการทำตลาด เพราะแทนที่เราจะออกไปหาลูกค้า แต่เป็นการทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาหาเรา เป็นการช่วยประหยัดเวลาได้มาก (4) Pay-Per-Click Ads เป็นรูปแบบการทำโฆษณาที่มีการคิดค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิกเข้ามาดูโฆษณา เช่น Google AdWords และ Google AdSense ซึ่งปัจจุบันนิยมทำกันมากโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ (5) Affiliate marketing เป็นลักษณะการทำการตลาดที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการที่นำเอาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือการบริการของผู้อื่นไปโปรโมทบนเว็บเว็บไซต์ของตนเอง และเมื่อขายสินค้าได้ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น เช่น เว็บ  EBATES ทุก 4 เดือนจะมีการโอนเงินเข้ามาให้ ด้วยการนำเอาเว็บไซต์ของตนมาผูกกับเว็บไซต์ EBATES สำหรับในประเทศไทยอาจจะมีเหมือนกันแต่คนยังไม่ค่อยเชื่อมั่น (6) Marketing Automation เป็นลักษณะการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมา พร้อมมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่ด้วย และทำให้เกิดกิจกรรมทางการตลาดได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ ทางอีเมล หรือทางโซเชียลมีเดีย (7) E-mail Marketing เป็นการทำตลาดผ่านอีเมล ซึ่งก่อนหน้าก็เป็นที่นิยมกันมาก และเป็นการทำตลาดถึงลูกค้าโดยตรง

หลายคนอาจมีข้อกังวลว่า แล้วจะเริ่มต้นการทำ Digital Marketing ตรงไหนดี ให้นึกดูว่า ถ้าเราเป็นลูกค้า เราอยากได้อะไร ขายสินค้าให้กับคนประเทศไหน อายุเท่าใด  ต้องมีการกำหนดเป้าหมายการทำการตลาดให้ชัดเจน ต้องสร้างความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าของเรา โดยการทำวิจัยตลาด สัมภาษณ์ลูกค้าโดยตรง แบบสอบถามต้องโฟกัสกรุ๊ป และที่สำคัญต้องมีการประเมินผล และปรับตามความเหมาะสม มีการเก็บสถิติ อย่างเช่น ห้าง Central เขาก็ขายสินค้าไม่เหมือนกัน หรือ 7Eleven ในแต่ละสถานที่เขาก็ขายสินด้าไม่เหมือนกัน แล้วมาร์เก็ตติ้งกับระบบการจัดการข้อมูลเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ก็สามารถให้คำตอบได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เพราะการทำมาร์เก็ตติ้งก็ต้องมีระบบข้อมูลลูกค้า มีการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมา มีการจัดวางระบบให้คนเข้าใจง่าย มีการประมวลผลข้อมูลทางการขาย และกลยุทธ์ทางการตลาด สำหรับการสร้างแบบฟอร์มหรือแบบสอบถามลูกค้านั้นก็สามารถใช้ Q qualtrics ซึ่งโปรแกรมอำนวยความสะดวกในการสร้างแบบสอบถามคล้ายๆ กับ Google Form เป็นลักษณะการทำ Survey เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำการวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS หรือ โปรแกรม Weka ส่วนในการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า อาจใช้โปรแกรมประเภทฐานข้อมูลอย่างเช่น โปรแกรม MS-Access สำหรับภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์อาจใช้โปรแกรม Python คล้ายกับภาษา Java ในเว็บ Datacamp  มีการสอน Python ให้ด้วย การพัฒนาเว็บไซต์ต้องทำให้เข้าใจง่าย มีการวางแผนผังให้ชัดเจนเรียกว่า Site Architecture นอกจากนั้น ยังต้องมีการทำ SEO และมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีด้วย ดังนั้น การทำ Digital Marketing ที่ดี คือ (1) มีความสอดคล้องของกลยุทธ์ทางการตลาด (2) ถูกที่ ถูกเวลา (3) ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก “การตลาดที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก” (4) เข้าใจลูกค้า (5) จัดทำเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย (6) กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และ สุดท้าย (7) ใช้ประโยชน์จากข้อมูลอันล้นหลามในอินเทอร์เน็ตให้มากที่สุด คราวนี้ ต้องมาพิจารณาดูตัวเองว่า ถ้าเราเป็นนักบัญชี เราก็ต้องทำการตลาดเป็นด้วย ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นนักบัญชีที่เก่งด้วยเช่นกัน ส่วนนักไอที ต้องพิจารณาดูตัวเองว่า เราจะเรียนอะไร ซึ่งคนที่เรียนไอทีส่วนใหญ่จะมีข้อดี และมีคุณค่าอยู่แล้ว แต่ต้องปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ไอทีให้เป็นประโยชน์ และให้ถูกที่ ถูกเวลา จึงจะประสบความสำเร็จได้.

Aj-Supon

Advertisements

ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559

ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559

เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาพิเศษ Tech Talk Season 2 #4 “ผู้สร้าง FoodStory Application ธุรกิจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ SME ตีแตก ปี 2559” โดยมีวิทยากรพิเศษ คือ คุณชวิน ศุภวงศ์ (แจ็ค) Co-Founder บริษัท ลีฟวิ่งโมบาย จำกัด ณ ห้อง Auditorium 1 อาคาร 40 ปีมหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ ดังต่อไปนี้

คุณชวิน เล่าว่า เขาเรียนทางด้านวิศวะฯ ตอนที่เรียนอยู่ชั้น ปีที่ 3 ได้มองหาสถานที่ฝึกงานและพยายามเลือกโครงการที่ฝึกงานแล้วได้เงิน จึงเลือกเข้าฝึกงานในโครงการ Esso Excellence แต่ก็ไม่ได้ เพราะภาษาอังกฤษตัวเองไม่ค่อยดี ความจริงแล้วตนเองอยากทำธุรกิจ ตอนแรกไม่มีทุน ไม่มี Idea ต้องพยายามหาความชำนาญ (Skill) และเพื่อนทีมงาน ต่อมาได้เข้าฝึกงานที่บริษั ทใหม่ ชื่อบริษัท P&G หรือ Procter & Gamble Manufacturing (thailand) ซึ่งเขาได้มา Road Show เป็นบริษัทของฝรั่ง เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ผลิตภัณฑ์ที่บริษั ทผลิตได้แก่ เครื่องแป้งแพนทีน, เฮด แอนด์ โชว์เดอร์ เป็นต้น เขาให้เขียน Resume เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสมัครงาน คล้ายกับการเขียน Essay เขาให้ทำการสอบหน้าห้อง และผมก็ได้ติดโผเข้าทำงานที่นี่เพราะเราเตรียมตัวมาดี ตอนฝึกงานได้เงินเดือน 25,000 บาท เขาให้ทำงานเป็นลักษณะ Project แบบ Process Engineer เช่น ทำเกี่ยวกับการลดความสูญเสีย ทำงานที่นี่โชคดีมากได้หัวหน้าดี มีคนคอยช่วยเหลือและสอนวิธีการทำงานอย่างดี ได้เข้าทำงานอยู่ที่ P&G เป็นเวลา 8 ปี กล่าวได้ว่าได้เรียนรู้ทุกอย่างที่นี่ เริ่มฝึกหัดพูดภาษาอังกฤษ กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น เนื่องด้วยทำงานในบริษัทต่างชาติการที่จะมีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานย่อมต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเตรียมตัวเองตลอดรู้ตัวก่อนย่อมได้เปรียบ ต่อมาได้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท เรียนตั้งแต่เวลา 18.30-21.30 น. มีอาจารย์สอนเป็นฝรั่ง จากเด็กที่เรียนตกภาษาอังกฤษ ได้ทำงานกับฝรั่งและได้ไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ 2 ปี จึงเห็นว่า “ภาษาอังกฤษ เป็น Success Key หลักที่สำคัญ” ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสออกงานไปต่างประเทศ อย่างเช่นล่าสุดเดินทางไป ประเทศอินโดนีเซีย ข้อสังเกตุประการหนึ่ง คนอินโดนีเซีย มีหลายคนสามารถพูดได้หลากหลายภาษา บางคนสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา เพราะฉะนั้น “ความสามารถในการ สื่อสารเป็นสร้างสรรค์โอกาสที่สำคัญมาก” จึงอยากให้น้องๆ Focus ในการพัฒนา Skill ตั้งแต่วันนี้

สำหรับความหมายของ Startup คือ การสร้างคุณค่า (Value Creation) เช่น นํ้าดื่มอัดลมโค้ก (โคคา-โคล่า) เวลาดื่มแล้วซ่า นั่นคือการสร้างคุณค่า ต้องเปลี่ยนมุมมองในการมองโลก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ห้อง Auditorium ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมนี้ ออกแบบได้ดีมาก เพราะมีช่องทางเดินอยู่ด้านหลังเวที สามารถเดินไปมาได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าเวที ซึ่งมีวิทยากรทำการบรรยายอยู่ นี่เป็นตัวอย่างของการสร้างคุณค่า หรือเมื่อก่อนหากมีการถ่ายทอดสดงานแสดงอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องใช้กล้องถ่ายวิดีโอขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันใช้สมาร์ทโฟนที่มีขนาดเล็ก ถ่ายได้เลย เช่น การใช้ Facebook Live หรือเวลาจะซื้อสมาร์ทโฟนทำไมต้องซื้อโทรศัพท์แบรนด์ iPhone ก็เพราะว่า Apple ได้ทำการสร้างแบรนด์ของ iPhone ให้มีคุณค่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้งาน หรือความโก้หรูในการใช้งานอีกด้วย

นอกจากนั้น Startup ต้องคำถึงเรื่อง Scale คือทำอย่างไรถึงจะขยายได้ เช่น ร้านกาแฟเดิมมีลูกค้าอยู่ 100 คน ทำอย่างไรจะให้ขยายได้เป็น 1,000 คน ซึ่งเมื่อก่อนวิธีการทำให้มีลูกค้าเพิ่มเป็น 1,000 คนนั้น ต้องใช้วิธีขยายให้มีจำนวนหลายร้านมากขึ้น ซึ่งต้องมีค่าก่อสร้างค่าเช่าที่ และอีกทั้ง ต้องมีค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมอีกด้วย แต่อีกแนวคิดใหม่อาจจะไม่ต้องขยายหลายร้าน เพราะสามารถใช้วิธีการสร้าง Application ขึ้นมาหรือการขายสินค้าทางออนไลน์ และไม่ต้องเสียเงินค่าก่อสร้าง ค่าเช่าที่ และมีค่าบริหารจัดการที่ต่ำกว่า

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การโทรสั่งซื้อ Pizza ยังมีโอกาสในการ Scale แต่ถ้าเป็น Application ถือว่าเป็น Scale ได้ การทำธุรกิจ สามารถเริ่มจากเล็กๆ ได้ เช่น การใช้ Line@ คุยกันในกลุ่ม Line หรือ Facebook Live รวมถึงเว็บ Chat bot ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มกำไรได้ ในเรื่องการคิดวิเคราะห์ เราสามารถคิดวิเคราะห์ได้ตั้ง แต่เรื่องใกล้ตัวที่สุด มีไอเดียในการส่งข้อมูล การรวบรวมข้อมูล การนำเอาข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ โดยใช้ Pivot Table ของโปรแกรม Microsoft Excel เป็นต้น การทำธุรกิจร้านอาหารปัจจุบัน สามารถทำได้ง่ายกว่าสมัยก่อน คือ เราต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ปัจจุบันลูกค้านิยมใช้สมาร์ทโฟน เวลาสั่งอาหารมาแล้ว มักนิยมใช้สมาร์โฟนถ่ายรูป เพื่อเอาไปลงในเฟซบุ๊ค ใน Line ต่างๆ นี่คือตัวอย่าง ดังนั้น เราต้องรู้จักแสวงหาโอกาส สร้างคุณค่าด้วยความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และจึงให้การริการที่ดีแก่ลูกค้าได้ นอกจากนั้น การทำธุรกิจร้านอาหารจำเป็นต้องปักหมุด ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วย เช่น การใช้ Google map และ Platform Engagement ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เป็นการลด Process และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการจัดการเรื่องการบริการที่ดีแก่ลูกค้า.

ข้อคิดที่ต้องการอยากเน้นยำ้ ให้กับน้องยุคสมัยปั จจุบัน คือ (1) การเรียนรู้เรื่องภาษาสำหรับการสื่อสาร (2) โอกาสในการเรียนรู้ ถ้าน้องพยายามฝึกฝนไปทำไป วันนึงเราจะเจอทางของเราแน่นอน

ส่วน FoodStory ซึ่งเป็น Application เกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านอาหารที่ผมทำอยู่นี้ ได้ทำมาตั้ง แต่ปี ค.ศ.2012 เพื่อต้องการตอบโจทย์ให้กับคนที่ชอบรับประทานอาหาร เพราะเมื่อเวลาสั่งอาหารจะได้ไม่ต้องหงุดหงิดเกี่ยวกับการจัดการร้านอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อพนักงานรับออเดอร์รายการอาหารต้องจดลงบนกระดาษ และมีการผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น การส่งอาหารผิดโต๊ะ ได้รับอาหารไม่ตรงกับที่สั่ง ขั้นตอนในการเก็บเงินมีความล่าช้า บางครั้ง ร้านอาหารบางแห่งมี 20 โต๊ะ แต่มีพนักงานเพียง 4 คน กว่าจะได้อาหารต้องเสียเวลามาก เมื่อพนักงานรับออเดอร์แล้วกว่าจะถึงครัว พ่อครั วรับและเตรียมของทำอาหารกว่าอาหารจะเสร็จมีความล่าช้ามาก และยังต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ อีก เพราะในการทำธุรกิจร้านอาหารทั่วไป คือ (1) ต้องมีรายได้ (Revenue) (2) ค่าใช้จ่าย (Cost) และ (3) เรื่องของกำไร (Profit) ในส่วนของค่าใช้จ่ายก็มีแยกย่อยออกไปอีก คือ (1) ค่าเช่า (Rental) สถานที่ (2) Cost of Goods Sold (ต้นทุนขาย) (3) เรื่องของเงินเดือน(Salary) FoodStory Application เป็นการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ทุกอย่างมีเรื่องราวในตัวของมันเอง (Everything has its own story) โดยได้ตั้งโจทย์ของตัวเองไว้ว่า ทำไมคนเปิดร้านอาหาร ต้องมาจ่ายเงินให้ผม เพราะแธนั้นผมจึงต้องทำการวิเคราะห์และคิดว่าทำอย่างไรเราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ เช่น ต้องมีการบริการที่ดี การได้รับบริการที่ดีถือว่าเป็นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้ FoodStory Application สามารถใช้งานได้ง่าย เพียงกดสั่งอาหารแล้วและส่งให้ทางครัว และก็ยังสามารถเดินไปรับออเดอร์ที่โต๊ะอื่นได้ ลูกค้าจึงมีความพึงพอใจ เพราะสามารถสั่งอาหารได้และได้รับอาหารตรงโต๊ะ ช่วยลดต้นทุน ใช้ทรัพยากรคนน้อยลง FoodStory ให้ Benefits คือ คุณสมบัติเด่น โดยมีโซลูชั่นเดียวครบ เชื่อมต่อทุกเรื่องการจัดการร้านอาหาร

Aj-Supon

เปิดใจ STARTUP ไฟแรง เคล็ดลับความสำเร็จของ CEO พันล้าน ผู้เปิดมิติ Digital Content เป็นธุรกิจ E-book ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

เปิดใจ STARTUP ไฟแรง เคล็ดลับความสำเร็จของ CEO พันล้าน ผู้เปิดมิติ Digital Content

เมื่อวันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาพิเศษ Tech Season 2#3 ในหัวข้อ “เปิดใจ STARTUP ไฟแรง เคล็ดลับความสำเร็จของ CEO พันล้าน ผู้เปิดมิติ Digital Content เป็นธุรกิจ E-book ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษคือ คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ Founder OokBee ร่วมเสวนา ณ ห้อง Auditorium 1 ชั้น 14 อาคาร 40 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ เล่าว่า เขาเรียนจบทางด้านวิศวกรรมการบินมา และต่อปริญญาโททางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ อาชีพเดิม คือ การรับจ้างเขียนโปรแกรม โดยเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ IT Work รับจ้างเขียนโปรแกรมทั่วไป และลูกค้าหลักก็เป็นคนทั่วไป ไม่ใช่บริษัท ต่อมาตอนที่ iPhone เปิดตัวใหม่ๆ ในปี ค.ศ.2008 ผมก็นำเอาโทรศัพท์ไปถ่ายรูปสาวๆ ที่เขาแต่งตัวสวยๆ แถวสยามสแควร์ โดยให้เขาถือเป็น Back Board แล้วนำรูปเหล่านั้น มาทำ Application ใน 1 นาทีเปลี่ยนรูปสาวๆ ไปได้ 1 คน ได้เงินมา 20,000 กว่าบาท และก็มีคนเข้ามาเรื่อยๆ นี่เป็นจุดเริ่มของไอเดียเปิดบริษัท ความจริงโดยปกติมีคนถ่ายรูปอยู่แล้ว คือคนที่ทำนิตยสารนั่นเอง เราคงเคยได้ยินว่า Thailand 4.0 คำว่า Thailand 4.0 นั้น เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ก่อนจะมาถึง Thailand 4.0 นั้น เริ่มมีมาตั้งแต่ Thailand 1.0  คือยุคเกษตรกรรม เน้นการผลิต การขายพืชพันธุ์ทางการเกษตรเป็นหลัก เช่น การขายข้าว ขายพืชผัก พืชไร่ พืชสวน สุกร เป็ด ไก่ เป็นต้น ต่อมาเข้าสู่ยุค Thailand 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา เน้นการผลิตสินค้าที่มีน้ำหนักเบา เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ทุนมากนัก เช่น การผลิตเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋า เครื่องดื่ม เครื่องเขียน เครื่องประดับ การทำอาหารกระป๋อง การผลิตยา และเครื่องเวชภัณฑ์ การผลิตอลูมิเนียม เครื่องวิทยุ โทรทัศน์ การผลิตเครื่องเด็กเล่น รวมถึงการผลิตแป้งชนิดต่างๆ ตัวอย่างสินค้าของ Thailand 2.0 คือ สินค้า OTOP ยุค Thailand 3.0 เน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น ผลิต และส่งออกขายเหล็กกล้า เช่น รถยนต์ กลั่นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น ในยุคนี้ ถึงแม้ประเทศไทยสามารถทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่เสียเปรียบในเรื่องของค่าแรง เนื่องจากแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านมีค่าแรงถูกกว่าไทย สุดท้ายคือยุค Thailand 4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยึดหลัก “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยต้องมี Innovation หรือนวัตกรรม ถึงจะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ Thailand 4.0 นั้น เน้นการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วย เช่น Smart Farming ในขณะเดียวกันรัฐบาลชุดนี้ก็หันมาให้การสนับสนุน Startup อย่างเช่น ตอนนี้ ผมเองก็มาทำอุ๊คบี (OokBee) เป็นแอพลิเคชั่นสำหรับคนรักการอ่านหนังสือ OokBee สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งบน iPhone และ iPad และเป็น Startup ชนิดหนึ่ง คำว่า OokBee เป็นคำผวนมากจากคำว่า e-Book มีเงินเข้ามาช่วยร่วม 1,000 ล้านบาท Ookbee เป็นร้านหนังสือดิจิทัลที่มีตลาดใหญ่ที่สุดใน South East Asia เริ่มเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 มีลูกค้ากว่า 6 ล้านคน มีเพิ่มขึ้น 10,000-20,000 คน ทำซ้ำได้ โตเร็ว คล้ายๆ กับการทำร้านกาแฟ ถ้ามีร้านกาแฟเพิ่มขึ้นเป็น 20 ร้าน ก็แสดงว่าเติบโตขึ้น แต่ก็ทำได้ยาก นี่เป็นธุรกิจโมเดล มีลูกค้าเพิ่มขึ้นวันละ 10,000 คน ถ้าสามารถรับได้ก็แสดงว่าเป็น Startup  สำหรับ Ookbee ลูกค้าจ่ายเงินเพียง 199 บาทก็มีหนังสือมาให้อ่าน ตอนนี้ ได้ขยายฐานธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อสมัยก่อนคนที่ต้องการจะออกแบบบ้าน ต้องซื้อหนังสือ บ้านและสวน มาอ่าน แต่ปัจจุบันไม่มีคนซื้อหนังสือแล้ว ถ้าเราเปิดดูเว็บ Sanook ไทยรัฐ เดลินิวส์ ก็จะเหมือนกัน  ไอเดียของผมคือว่า “ต้องการให้คนใช้และคนสร้างเป็นคนๆ เดียวกัน”  เช่น Instagram ก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่าง Startup อีกอย่างหนึ่งก็คือ Line ความจริง Line เกิดทีหลัง Ookbee อีก และต่อมาผม และคุณเรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง) ซึ่งเป็นคนไทยที่เคยไปทำงานอยู่ที่ Google ใน Silicon Valley เราทั้ง 2 คน มีความฝันที่จะสร้าง Silicon Valley ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงได้ร่วมกันก่อตั้งกองทุน 500 Tuk Tuks เพื่อสนับสนุนให้ทุนกับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็น Startup ดูแลบริหารเงินมากกว่า 18,000 ล้าน บริษัท Glab Taxi ก็ไปลงทุนด้วยเหมือนกันเรียกว่า Startup Glab มีคนกดเข้ามาร่วม 5 ล้านครั้ง มีเงินหมุนเวียน 1,000 ล้านบาทต่อวัน มีบริษัทอยู่ร่วม 1,000 บริษัท

Joy ก็เป็น Application อีกอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้น  มีหนังสือนิยาย มีเพลงให้ฟัง, และสามารถดูทีวีออนไลน์ได้ ส่วน OokBee Comics เป็น Application เกี่ยวกับการ์ตูนมีพระเอกขับรถวินมอเตอร์ไซด์ นางเอกทำงานอยู่ที่ 7Eleven มีคนเข้าไปดาวน์โหลดอ่านเป็นจำนวนมาก ชื่อเรื่อง “รักของพี่อยู่ที่ Seven” มีคนอ่าน 20 ล้านครั้ง อีกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อฉันเป็นสาว ม.ปลาย มีคนเข้าไปอ่านร่วม 30 ล้านครั้ง การที่จะเขียนนิยายได้ต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือมากๆ หรือจะเขียนเกี่ยวกับศิลปะการถ่ายภาพ ก็ต้องหัดถ่ายภาพมาเป็นจำนวนมากๆ หรืออาจจะถ่ายภาพเกี่ยวกับอาหารก็ได้ Application การอ่านนิยาย คนอ่านจะต้องเติมเงิน อ่านน้อยก็จ่ายน้อย เช่น อ่านนิยาย 1 ตอน จ่ายเงิน 3 บาทและหลังจากนั้นจะได้กุญแจมา เพื่อเอากุญแจไขเข้าไปอ่าน สำหรับส่วนแบ่งนั้น จะแบ่งให้คนเขียน 50%/50% ตอนนี้ยอดขายหนังสือที่มีคนอ่านมากที่สุดอันดับ 1 ได้เงินกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนอันดับ 2 ได้เงิน 5 แสนบาทต่อเดือน ในวันหนึ่งๆ ตอนนี้มีคนส่งเรื่องเข้ามา 5 พันกว่าเรื่องต่อวัน มีคนให้เงินสนับสนุนเป็นเงินร่วม 1,000 ล้านบาท ธุรกิจอย่างนี้ ไป Disrupts ธุรกิจสิ่งพิมพ์

ส่วนคำว่า Startup ต่างจาก SMEs อย่างไร ผมขอนิยามให้ดังนี้ “ทุก Startup เป็น SMEs แต่ทุก SMEs ไม่ได้เป็น Startup” Startup คือ SMEs ที่มองหาโมเดลในการทำธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้และเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น หัวใจของ Startup คือ ทำซ้ำได้และเติบโตแบบก้าวกระโดด Startup เป็นมากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก และเป็นธุรกิจที่ถูกออกแบบมาแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ได้และขยายตัวอย่างรวดเร็ว Startup นั้นต้องใช้ไอทีเข้าไปช่วย และไอทีกลายเป็นหัวใจสำคัญ จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็นกระทรวง ICT มาเป็นกระทรวง Digital Economy (DE) แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมเพียงเปลี่ยนชื่อเท่านั้น การทำ Startup นั้น ต้องมีศีลธรรม อย่างเช่น Uber ก็ผิดกฎหมายประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเองก็ยังไม่ยอมรับ เพราะไม่รู้ว่าเอาใครมาขับรถแท็กซี่ ต้องแยกให้ออก ก่อนที่จะมีรถยนต์มันก็มีรถม้ามาก่อน คนขับรถม้าก็ไม่อยากให้มีรถยนต์ เพราะเขาไม่อยากให้รถยนต์เกิด หรือ Take me Tour เป็น Startup คล้ายกับไกด์เถื่อน ใครอยากจะเป็นไกด์ลองเข้าไปดู คือให้เข้า List ขึ้นมา 1 รายการใน Take me Tour และพาไปเที่ยว หรือตัวอย่างเรื่องของ Bitcoin บางประเทศก็ยังไม่ยอมรับ เพียงผิดกฎหมายไม่สำคัญ แต่อย่าให้ผิดศีลธรรมก็แล้วกัน ส่วน SME นั้นเจ้าของธุรกิจเป็นผู้ลงทุนเอง และมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

สรุปท้ายสุด 7 ประเด็นสำคัญที่ทำให้ได้เรียนรู้ในการทำธุรกิจจากคุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ (คุณหมู) Founder OokBee (1).  การทำธุรกิจนั้น ควรคำนึงเรื่องที่ถูกศีลธรรมเป็นหลัก “ผู้ชนะไม่เคยโกง,  ผู้โกงไม่เคยชนะ (Winners never cheat, Cheaters never win)” (2).  การทำธุรกิจใดบ้างที่ไม่มีความเสี่ยง “มีความเสี่ยงใดบ้าง? ที่มีความปลอดภัย (Is there such a thing as a safe bet?)” ดังนั้น การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงและปลอดภัยที่สุด คือ การลงทุนด้วยตัวของเราเอง เช่น การออกกำลังกาย ก็เป็นตัวอย่างการลงทุนด้วยตัวเอง (3) ต้องมีการวางแผนอย่างมาก (Dither ,dither, plan ,plan) (4) จะทำสิ่งใดต้องดูยาวๆ มุ่งเน้นการให้ผลในระยะยาว (Focus on the long term) แตลองหัดทำหัดมองสั้นๆ ก้าวนิ่งๆ รู้สั้นๆ และทำให้เร็วขึ้นดูก่อนว่าจะไปรอดหรือไม่? (5) เราสามารถสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้โดยการจับเพียง X% ของตลาด (We can build a successful business by capturing just x% of the market) นั่นคือ การออกไปขายของให้ได้จำนวนมากๆ ให้มองว่า ทุกปัญหา คือ โอกาส  ไม่ว่าจะเป็น มาร์ค ซักเคอร์เบิรก์ แห่ง Facebook, อีรอน  มัสก์ ผู้ก่อตั้ง PayPal, และสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ก็ล้วนแล้วแต่เคยประสบปัญหามาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น (6) ลดอีโก้ของตัวเองลง อย่าคิดว่า ฉันรู้มากกว่าคนอื่น (I know more than anyone else) บางอย่างเราก็ไม่เก่งเท่าคนอื่น เช่น เรื่องการทำบัญชี เราควรเปิดโอกาสให้คนอื่นทำไป ต้องเชื่อใจเขา และ (7) ต้องมีจินตนาการที่ดี ใช้เวลาให้คุ้มค่า ในท้ายที่สุดเราก็เสียใจมากที่เราไม่ได้ใช้เวลาได้อย่างเต็มที่  (In the end we only regret the chance we didn’t take) และจะมานึกเสียดายเวลาทีหลังว่า ยังไม่ได้ทำประโยชน์อันใด.

Aj-Supon

ME HUB.!! จุดไฟสานฝันสร้างสรรค์นวัตกรรม

เสวนาพิเศษ Tech Talk#2 ME HUB.!! จุดไฟสานฝันสร้างสรรค์นวัตกรรม

เมื่อวันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาพิเศษ Tech Talk#2 ME HUB.!! จุดไฟสานฝันสร้างสรรค์นวัตกรรม ร่วมเปิดประสบการณ์สานฝันให้เป็นจริงกับคนรุ่นใหม่ ใน @Tech Talk IT SPU Session 2 #2 ในรายวิชา BCS486 โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ ร่วมเสวนา คือ คุณธีระกฤษ พร้อมมูล Founder and CEO of Prommoon Industrial Group Co.,Ltd., Co-Founder and CEO of Hydrofarm & Hydroponic, Co-Founder of MEHUB Group Co.,Ltd., ณ ห้อง Exhibition ชั้น 1 โซน A อาคาร 40 ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ประวัติด้านการศึกษา คุณธีระกฤษ พร้อมมูล (1) กำลังศึกษา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2 (2) สำเร็จการศึกษาหลักสูตร DSTARTUP มหาวิทยาลัยศรีปทุม (3) กำลังศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (Pre-Degree) (4) กำลังศึกษาหลักสูตร CBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันอายุ 20 ปี คุณธีระกฤษเล่าว่า ตอนเป็นเด็กชอบเล่นเกมส์ เป็นนักกรีฑาของโรงเรียน ในระยะแรกๆ ค่อนข้างเป็นคนเกเร ไม่ไปโรงเรียนไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยเข้าใจความต้องการของตน และพยามยามดิ้นรนหาเงิน ด้วยการนำเอาน้ำเก็กฮวยไปขาย เอาน้ำแดงไปขาย โดยเอาไปขายให้กับคนงาน พอได้เงินมาก็นำเงินไปซื้อมาม่าห่อละ 5 บาท แล้วเอามาแบ่งขายด้วยการขยำๆ และแบ่งเป็นห่อเล็กๆ ขาย  เพื่อหาเงินมาซื้อบุหรี่สูบ ในลำดับต่อมาก็เอาแคตตาล็อกมาขาย เช่น พวงกุญแจ โคมไฟ หรือใครอยากได้อะไรก็จดเอาไว้ และไปหาของมาขายให้ ปรากฎว่าขายได้ดีมาก ตอนเรียนมัธยมศึกษาได้มาถึงจุดพลิกผันของชีวิต คือ อากงซึ่งเป็นคนที่รู้ใจและเข้าใจ ถูกใจตนเองดีมาก ป่วยเข้าโรงพยาบาล ด้วยโรคความดัน และโรคเบาหวาน และเรียกตนเองให้เข้าไปพบที่โรงพยาบาลและพูดว่า “คนเราสามารถเลือกทางเดินชีวิตของตนเองได้ว่าจะเป็นคนดี หรือคนไม่ดี” ในเวลาต่อมาตอนตี 2 ของวันที่ 29 กุมภาพันธ์ มีคนโทรมาแจ้งว่า อากงเสียชีวิตแล้ว ตนเองมีความรู้สึกเสียใจมากคิดว่าเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่เรื่องจริง พอเดินทางไปพบอากง เห็นอากงนอนสงบมีสำลีอุดจมูกอยู่ ไม่เชื่อว่าอากงตายแล้วจึงเดินไปดึงเอาสำลีที่อุดจมูกอยู่ออก จากนั้นมาก็เกิดความเศร้าโศกอย่างหนักกินข้าวไม่ได้ กินได้แต่ขนมกับน้ำ ร่างกายเริ่มผ่ายผอมลง ตอนหลังเริ่มคิดได้ว่า จึงกลับมาเรียนหนังสือดีกว่า แต่พอมาเรียนก็ไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะเพื่อนที่เกเร เริ่มถูกทางโรงเรียนคัดออก และโรงเรียนก็เริ่มมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นทุกที ในขณะเดียวกันตนเองก็เป็นคนเกเร และมีอารมณ์ร้อน ตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยากออกจากโรงเรียน เพราะเพื่อนไม่มี พอเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เริ่มรู้จักอินเทอร์เน็ต และในขณะนั้นเอง ตนเองก็เป็นเด็กแว้น

ต่อมาเริ่มสังเกตเห็นอาการของคุณพ่อว่าเป็นคนมีความเครียด เพราะการเป็นหนี้ และเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว จึงพยายามติดตามข่าวสารเรื่องการส่งโครงงานเข้าประกวดแข่งขัน โดยประกวดมาตั้งแต่ระดับภูมิภาค จนถึงระดับประเทศ การส่งโครงงานเข้าประกวดอาจารย์ที่ปรึกษาไม่รู้ เพราะทำเองส่งประกวดเอง ไม่อยากให้ใครรู้ มีคุณพ่อคนเดียวที่รู้ และมีพี่สาวช่วยบ้าง โครงงานที่จะส่งเข้าประกวดนั้นคุณพ่ออ่านทุกบรรทัด ต่อมาได้ขึ้นเครื่องบินมาประกวดโครงงานที่กรุงเทพฯ ได้บินมาที่กรุงเทพฯ บ่อยมากอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จนคนอื่นๆ ที่รู้จักรู้สึกแปลกใจ จนกระทั่งต่อมาได้เดินทางบินไปประกวดโครงงานที่อเมริกา สาขาสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลชมเชย เป็นการประกวดเป็นทีม โดยไปร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย จึงมีเพื่อนร่วมทีมไปประกวดด้วย 2 คน เป็นนักเรียนเตรียมอุดม พอไปแข่งขันต่างประเทศ เริ่มมีหน่วยงานเข้ามา Support ไปเห็นโครงงานของทีมอื่น เช่น แผ่นคาร์บอนด์ดำๆ สามารถนำเอาไปวิเคราะห์โรคในมนุษย์ได้ว่าเป็นโรคอะไร และตอนนั่งเครื่องบินไปอเมริกานั้นได้นั่งใกล้กับเด็กคนอินเดียคนหนึ่งอายุยังน้อยไม่สนใจใคร เอาฮู้ดคลุมใบหน้า สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลายภาษามาก พอไปเห็นโครงงานทีมอื่นๆ ที่อเมริกา ปรากฏว่า ผลงานของทีมอื่นๆ นั้น ดีกว่าของเรามาก จึงคิดว่า เราต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้

จุดพลิกผันของชีวิตอีกช่วงหนึ่ง คือในช่วงที่คุณพ่อเดินทางไปประเทศอังกฤษ ในระหว่างเดินทางโดยรถยนต์ไปกับพ่อนั้น ได้เห็นขอทานคนหนึ่งมีอวัยวะครบทั้ง 32 ประการ แต่มานั่งขอทาน จึงคิดสลดใจว่า ทำไมเขาไม่หางานทำ ทั้งที่มีอวัยวะครบสมบูรณ์ ทำไมต้องงอมืองอเท้าโดยไม่ยอมทำอะไรเลย และตนเองได้สังเกตเห็นคุณพ่อมีอาการเครียด จากการที่สังเกตที่มีการสูบบุหรี่อยู่บ่อยๆ เคยอ่านเอกสารเกี่ยวกับการทำงานของพ่อและมีเอกสารเกี่ยวกับงานจำนวนมาก และตนเองเคยดูหนังและวิดีโอเรื่องราวเกี่ยวกับเถ้าแก่น้อยหลายรอบมาก และเคยได้เจอกับเถ้าแก่น้อย และได้เล่าเรื่องราวของตนเองให้เถ้าแก่น้อยฟัง และเถ้าแก่น้อยเขาก็ขอ Detail ของตนเองไปดู เถ้าแก่น้อยนับว่าเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ส่วนนักวิชาการเอาความสำเร็จของนักธุรกิจเหล่านั้นไปพูดต่อ คนที่ต้องหาความรู้ต่อคือพวกเราๆ ทฤษฎีต่างๆ ที่เราเรียนกัน แสดงว่ามีคนเคยทำสำเร็จมาแล้ว ตนเองจึงใช้วิธีการเรียนรู้จากคนที่เคยทำมาแล้ว เพราะตนเองนั้นตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นเกือบจะเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำไป

หากเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ควรทำความรู้จักคนเอาไว้จะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตมาก Connection (เงินซื้อไม่ได้) Connection 1,000 ล้านสามารถสานต่อได้ เวลาคุณพ่อนั่งรถไปทำงาน คุณพ่อจะคอยสอน คุณพ่อเป็นคนเก่ง เวลาเราเจอคนแปลกหน้า อย่าเพิ่งรังเกียจเขา ตอนผมไปอินเดีย เอาผลงานไปโชว์ที่อินเดีย เจอร้านขายมะม่วง พ่อค้าใช้มีดปอกมะม่วงแล้วมีน้ำมะม่วงไหลลงมาตามมือคนปอกมะม่วง ดูแล้วสกปรกกินไม่ลง จึงเอาไปให้เพื่อนกิน มีวันหนึ่งไปเจอศาสตราจารย์คนหนึ่งปั่นรถจักรยาน มีผ้าผูกเอว ขี่รถจักรยานไปกินข้าวที่โรงแรมหรู จึงแปลกใจมาก พอมาทราบทีหลังว่าเขาเป็นถึงประธานมูลนิธินวัตกรรม แต่การแต่งกายเขาเรียบง่ายมาก เขาเป็นคนวรรณะพราหมณ์ คนอินเดียเขาถือกันเรื่องชั้น วรรณะ มาก ตัวผมเองได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างว่าคนอินเดียเป็นลักษณะอย่างนี้ เมื่อได้เจอคนแก่ลักษณะนี้ ผมจึงเอาน้ำไปให้เขาดื่ม เขาดีใจมาก เขาบอกว่า ไม่มีคนใส่ใจเขาเหมือนกับเราที่ใส่ใจและมีน้ำใจต่อเขา จึงได้คุยกับเขาและเอาโครงงานที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นงานด้านการเกษตรไปให้เขาดู เขาบอกว่า เขามีบ้านอยู่ในประเทศไทย และผมก็ให้เบอร์โทรศัพท์กับเขาไว้  ต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมหาผม ทราบภายหลังว่าเป็นภรรยาของเขา เขาเอาเงินใส่ซองมาให้เป็นเช็คเงินสดเป็นจำนวนหลักแสนบาท เขาบอกว่า “นี่เป็นเงินจำนวนไม่มาก” เขาให้เงินผมมาโดยที่ผมไม่ได้เป็นหุ้นส่วนอะไร นี่จึงกลายเป็นที่มาของบริษัทของผมที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เมื่อได้เงินมาแล้วก็นำไปซื้อของเข้า Office ซื้อรางเหล็ก และอื่นๆ ต่อมาเริ่มรู้สึกว่าใช้เงินเปลืองไป ทำให้รู้ตัวว่า เราควรจะทำตัวแบบไหน ดังนั้น หากเราเจอใครคนใดคนหนึ่งอย่าเพิ่งไปคิดร้ายกับเขา คิดเสียว่า เขาเป็นอาจารย์คนหนึ่ง

ต่อมาผมได้ไปสัมมนาตามงานต่างๆ บ้าง มีคนบอกผมว่า คุณควรจะ Focus เรื่องอย่างใดอย่างหนึ่ง มีครั้งหนึ่งเคยไปรับประทานอาหารทะเลบนตึกใบหยก และเคยไปนั่งร้านอาหารฮาลาลได้ไปคุยกับหลายคน เขาบอกว่า ช่วยหาวิทยากรให้หน่อย ปรากฏว่า ผมโทรไปหาวิทยากรคนไหน ไม่มีใครว่างเลย จึงคิดว่าเราควรทำเอง ลองเอง ต่อมาได้รู้จักรัฐมนตรีคนหนึ่ง และได้ทำงานร่วมกับเขา แต่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร โดยเริ่มที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เลือก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือผมชอบทำของยากก่อน วันหนึ่ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้ Inbox เข้ามาในเฟซบุ๊ค ไม่เชื่อตาตัวเองว่าเป็น ดร.สุรินทร์ จริงหรือเปล่า เขานัดผมเจอที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ทำงานร่วมกับเขาเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยการผลักดัน SMEs ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมยาวไปถึงประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งจุดนี้นับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกจุดหนึ่ง

ในลำดับต่อมาเป็นเรื่องของ Startup คือ  ธุรกิจที่มีจุด Start เล็กๆ แล้ว Up to the star ได้อย่างรวดเร็ว Startup เป็นรูปแบบหนึ่งที่มีคนอยากทำเพื่อได้เงิน  Reid Haffman ประธานเจ้าที่บริหารบริษัท Linkin และผู้ก่อตั้ง PayPal กล่าวว่า “ผู้ประกอบการคือ คนที่กระโดดลงจากหน้าผา และสร้างเครื่องบินขึ้นระหว่างทางของเขา”

an-entrepreneur-is-someone-who-jumps-off-a-cliff-and-builds-a-plane-on-his-way-down
Source Pic: (https://quotlr.com/image/3534)

Startup นั้น เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ความเจ็บปวด (Pain Point) เช่น Application ของ Uber ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาคนขับรถแท็กซี่ที่ปฏิเสธผู้โดยสาร ดังนั้น Startup มักเริ่มต้นจากปัญหา  Facebook ของมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ก็เช่นเดียวกัน Startup เคาะจากคนที่ไม่มีใครรู้จัก ทำให้คนเชื่อถือ เช่น Facebook ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถเชื่อมโยงกันได้ คนที่จะเริ่มทำธุรกิจต้องเข้าไปในป่า มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก บอกว่า เขาเป็นคนสร้างถนน เขาหวังว่า ถนนที่เขาสร้างสักวันหนึ่งจะมีคนเข้ามาใช้เอง บริษัท Samsung ก็เป็นบริษัทที่เกิดมาจาก Startup ธุรกิจแรกของ Samsung คือ การขายปลาย่าง ต่อมาได้ขยายทำ Chip และ Board ขาย จนกระทั่งมาทำธุรกิจสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน

ในส่วนตัวของผมนั้นได้เข้าไปมีส่วนร่วม Co-Founder of MEHUB Group Co.,Ltd., Mehub “ทำอะไร” MEhub เป็นแหล่งฮับสำหรับคนมีฝัน Mehub (มีฮับ) เป็นแหล่งรวบรวมสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะช่วยนำเสนอวิธีต่าง ๆ ในการประกอบกิจการ ผ่านการนำนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ในการดำเนินการ เพื่อให้สามารถพัฒนากิจการให้เติบโตขึ้นโดยที่ยังรักษารูปแบบการทำธุรกิจ แต่ยึดอยู่บนเวลาและต้นทุนที่ถูกลง ผ่านวิธีการต่าง ๆ ที่ทาง Mehub นำเสนอขึ้น ทั้ง Design Thinking, Business Model Canvas, หรือ Innovative Maker ผ่านการอบรมที่จัดขึ้นตามระยะเวลาที่เหมาะสม (http://www.mehub.asia)

ท้ายสุด Startup คือ ธุรกิจขนาดเล็กและสามารถสร้างความเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในด้านมืดของ Startup ก็มีเหมือนกันคือ คนที่ทำธุรกิจ Startup ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป กว่า 90% ในปีแรก ธุรกิจ Startup ก็เจ้งเหมือนกัน การทำธุรกิจ Startup เป็นการทำให้ 1 คนรัก ไม่ทำให้ 1,000 คนชอบ การทำธุรกิจ Startup ต้องมี Passion คือต้องมีใจรัก รวมทั้งต้องมีเป้าหมายด้วย องค์ความรู้เรื่อง Startup ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย เราต้องไม่หยุดขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม การทำธุรกิจ Startup เป็นการทำงานหนักเหมือนควาย คือ มีรายได้ต่ำแต่มีอนาคตไกล การทำ Startup อย่าหวังเพียงเงินอย่างเดียว แต่ต้องหวังเพื่อเรียนรู้งานและหาประสบการณ์ด้วย สุดท้ายนี้ขอฝากเอาไว้ว่า “การทำธุรกิจStartup ถ้าเราไม่หวังเงินอย่างเดียว ทุกอย่างจะตามมาเอง ก่อนตายอยากทำอะไรสักอย่างให้โลกจดจำเราเอาไว้ และเพื่อให้ลูกหลานได้รับประโยชน์”.

Aj-Supon

 

Startups ล้มบ้างก็ได้

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #13 IT SPU

เมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #13 IT SPU ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา หัวข้อ “Startups ล้มบ้างก็ได้” บทเรียนสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนกระโดดเข้าสู่วงการ Startups โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ ดร.กวินทร์ อัศวานันท์ Co Founder: Homestyle.com  ณ ห้อง Auditorium 1 ชั้น 14 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ดร.กวินทร์ เล่าว่า เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน และสอบชิงทุนรัฐบาลได้ไปเรียนต่อด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) ที่ Stanford University สหรัฐอเมริกา ทั้งปริญญาตรี-โท และเรียนจบปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาจารย์ร่วมรับผิดชอบวิชาการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ (Entrepreneurship) ทำหน้าที่ในการปลูกฝังและกระตุ้นความคิดการเป็นผู้ประกอบการ อบรมการเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้นให้นิสิตระดับชั้นปริญญาตรี เป็นอาจารย์ร่วมรับผิดชอบ วิชาการออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยยึดหลัก Object-Oriented Program (OOP) อบรมและบรรยายเนื้อหาวิชา การจัดการและการบริหารองค์กร (Management and Organization) เผยแพร่องค์ความรู้และศาสตร์ของการเป็นนักบริหาร ร่วมก่อตั้งบริษัท Startups เพื่อสร้างระบบ Telemedicine ในประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพที่มีความน่าเชื่อถือ จากแพทย์ผู้เชียวชาญ สื่อไปถึงคนไทยทั่วประเทศได้วางระบบด้านสารสนเทศ ทั้งด้าน software architecture, system security, system scalability เพื่อรองรับการใช้งานด้าน video/audio streaming ร่วมก่อตั้งบริษัท Startups สังคมออนไลน์ (Social Network) เพื่อเชื่อมโยงคนที่มีความสนใจที่คล้ายกันให้รู้จักกันได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน AIS Startups 2013 ซึ่งเป็นการแข่งขันของ Startups ทั่วประเทศ ซึ่งจัดโดย AIS. ได้รับเงินรางวัลจำนวน 800,000 บาท พร้อมกับรับโล่รางวัลเกียรติคุณจาก ฯพณฯ ท่าน อนุดิษฐ์ นาครทัพ รัฐมนตรีจากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายวิเชียร เมฆตระการ CEO ของบริษัท Advance Info Service (มหาชน) สามารถระดมทุนจำนวน 13,000,000 บาท (400,000 USD) จากนักลงทุน Venture Capitalist จากต่างประเทศ ดังเช่น 500 Startups และ Golden Gate Ventures บริษัท Startups ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร e27 ให้เป็น 1 ใน 10 บริษัท Startups ที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย ปี 2013 (คัดเลือกจากกว่า 100 บริษัททั่วภูมิภาค) บริษัทได้รับการติดต่อและซื้อกิจการโดยบริษัทมหาชนจากประเทศออสเตเรีย ในปี พ.ศ. 2556 – 2559 ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท Noonswoon Inc, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย (https://commerce.cbs.chula.ac.th)

ตอนเรียนปริญญาเอกนั้น อยู่ใกล้กับ Silicon Valley ที่ Silicon Valley นี้ ถูกจุดพลุ หรือจุดประกายโดยบริษัท  ฮิวเลต แพ็คการ์ด (HP) ซึ่งได้จัดทำโดยส่วนประกอบของบอร์ด ในเวลาต่อมาจึงเกิดมีบริษัท Intel และ Apple ตามมา ในปี ค.ศ.2004 เป็นการเริ่มต้นของ YouTube และเป็นยักษ์มหาอำนาจ เขาเคยเห็น YouTube ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้ง ดร.กวินทร์ ได้ร่วมกับเพื่อนส่วนใหญ่อยู่นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก ฮองกง จัดทำ  Noonswoon เขาเคยไปไหวเทพเจ้ามอริศ เทพเจ้าแห่งความรัก และทำ Market Research เกี่ยวกับคนโสด (ASEAN Single) โดยเฉพาะเจาะลงลึกไปถึงเรื่องของประชากรศาสตร์ (Demographic) เกี่ยวกับคนโสด และจัดทำ PowerPoint ไป Present เรื่องที่ให้คนโสดชาย-หญิง ได้มาพบเจอกันทางออนไลน์จนทำให้คนโสดได้แต่งงานกัน จนได้รับรางวัลของ AIS หนุ่มสาวโสดที่ได้มาเจอกัน ถ้าเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นหมอที่รักษาเกี่ยวกับเด็ก ถ้าผู้ชายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการ Startup ตัวนี้ ได้รับเงินอุดหนุน จากสิงคโปร์ และอเมริกาจำนวน 12 ล้านบาท และตอนหลังได้ขายกิจการไปแล้ว การที่มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ เพราะสมองไม่ค่อยดี และต้องทำงาน Working Hard  ในการที่จะเริ่มต้นเขียนโปรแกรมนั้น ต้องเห็นปัญหาก่อน ตอนเขียนโปรแกรมไม่ได้คิดถึงเรื่องรายได้ เพราะถ้าเขียนเป็น และตรงกับความต้องการของผู้ใช้รายได้ก็จะตามมาเอง เช่น ตัวอย่างของแอพพลิเคชัน Line ก็ทำรายได้มหาศาล การที่จะทำ Stratup ต้อง Inside out คือ ต้องยกเครื่องออกมาดู เมื่อสมัยก่อนไม่มีคำนี้ แต่ต่อมาเราเคยได้ยินคำว่า Thailand 4.0 โดยนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนพูด ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น อย่างเรื่อง Stratup ของ Fin Tech ก็มีผู้เข้ามาสนับเงินทุนหลายเจ้า เป็นเงินร่วม 3 หมื่นล้านบาท เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์  เพราะธนาคารกลัวเงินจะไหลเข้าบริษัทอื่น เงินจะไม่ไหลเข้าธนาคารแล้ว ดังนั้น ธนาคารจึงต้องหันมาสนใจเรื่อง Startup ทางมหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็มีนักศึกษาเคยได้รับรางวัลชนะเลิศทางด้าน Startup เช่นกัน เช่น นายโชติวัน หรือคิว

ในส่วนของประเทศจีน บริษัทเทนเซ็นต์ เจ้าของ WeChat มีฟีเจอร์หลายอย่าง เช่น การ Live โชว์คลิปถึงในอนาคตว่า ต่อไปโลกจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด โรงเรียนในประเทศจีน สามารถสั่งซื้ออาหาร โดยให้คอมพิวเตอร์จดจำใบหน้าของผู้ซื้อ และทำการสั่งซื้ออาหาร เมื่อคอมพิวเตอร์จดจำหน้าของผู้ซื้อได้ และลิงค์ไปยังฐานข้อมูลด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ก็สามารถสั่งซื้ออาหารที่เรียกว่า Face Recognition ได้

ความจริงเรื่องของ Startups ล้มบ้างก็ได้  ลองมาดูกันว่า Startup คืออะไร คนส่วนใหญ่ที่เป็น Startup จะเป็นคนรุ่นเดียวกับเรา บวกลบไม่เกิน 10 ปี ทำไมต้องเป็นคนรุ่นเรา ทำไมไม่เป็นคนรุ่นคุณธนินทร์ เจียวนนท์ หรือคุณเจริญ     ศิริวัฒนภักดี ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่เกิดมาในยุคนี้ เกิดมาในยุดดิจิทัล ไม่เด็กเกินไป หรือไม่อายุมากจนเกินไป คนเกิดในยุคนี้มีโอกาสเป็น Startup และยังมี Startup อีกหลายแห่ง ที่ยังต้องการคนเข้ามาเสริมทัพของพวกเขา เช่น Tarad.com ของคุณภาวุธ เป็นต้น

การเริ่มต้นของ Startup นั้นต้องมาวิเคราะห์ถึงว่า ปัญหาคืออะไร? (What) ตัวอย่างที่ 1 เช่น Grab Taxi เดิมเขาก็มีรถยนต์อยู่แล้ว ไม่ได้เริมต้นจากศูนย์ (0) ปัญหาของรถแท็กซี่คือ แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร ปัญหาการโกงมิเตอร์  เป็นต้น จึงทำให้เกิดมี แอพพลิเคชั่น Grab Taxi ขึ้นมา  ต่อมาอีกตัวอย่างที่ 2 คือ Golfdigg ก็เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับคนรักการตีกอล์ฟ ซึ่งจะบอกถึงวิธีการตีกอล์ฟว่าจะตีอย่างไร ทีม Golfdigg มีอยู่ด้วยกัน 15 คน และแต่ละคนเขามี Know How อยู่แล้ว และตัวอย่างที่ 3 คือ คิว คิว (Que Q) ก็เป็นอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่ง ซึ่งทำให้คนไม่ต้องเสียเวลารอคิวนาน สามารถนำไปเชื่อมโยงกับบาบีคิวพลาซ่าได้ และลิงค์กับโออิชิได้ เป็นลักษณะการทำธุรกิจแบบ B-to-B ส่วน B-to-C คือ การทำธรกิจของ Facebook, IG และ Gmail เป็นต้น  การทำธุรกิจ Startup มี 2 รูปแบบ คือ (1). แบบเข็นครกขึ้นภูเขา คือทำได้ยากลำบากมาก เช่น ธุรกิจเกม, ธุรกิจแอลกอฮอร์, ธุรกิจเกี่ยวกับความรัก เพราะบริษัท และมหาวิทยาลัยไม่ค่อยสนับสนุน เพราะอ้างว่า ผิดศีลธรรม (2). ธุรกิจแบบ Commerce (แบบมีลมช่วยพัด) ธุรกิจประเภทนี้ได้แก่ ธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ Tourism ในชุมชน ทำให้มีคนอยากเข้ามาศึกษาหาความรู้ และมีธุรกิจด้านการศึกษา (Education), Social Good เป็นธุรกิจที่ทำช่วยเหลือสังคม เช่น มูลนิธิที่ช่วยให้เด็กมีความปลอดภัยในชีวิต เป็นต้น

Aj-Supon

 

คิดแบบ Tech Startup

เมื่อวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เมื่อวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #12 IT SPU ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา หัวข้อ “คิดแบบ Tech Startup” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรร่วมเสวนา คือ คุณโชติวัน วัฒนลาภ (คิว) CEO บริษัท Easecode นักศึกษา IT ชนะเลิศการแข่งขัน AIS Startup 2014 ศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ณ ห้อง Auditorium 1 ชั้น 14 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

This slideshow requires JavaScript.

คุณโชติวันเล่าว่า เขาเริ่มเรื่องการคิดแบบ Tech Startup นั้น ตอนเริ่มเข้ารับการฝึกอบรมในโครงการ SIPA เมื่อตอนเป็นเด็กนั้นติดเกม เคยเล่นเกมตั้งแต่เวลา 18.00 น.-เวลา 08.00 น. เช้าของวันรุ่งขึ้น คะแนนเก็บในการเรียนไม่ค่อยมี มีแต่คะแนนสอบอย่างเดียว เคยไปเข้าเป็นคอรัสร้องเพลงประสานเสียงเหมือนกัน ตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นได้เกรดเฉลี่ย 1.97 เป็นคนเรียนไม่เก่ง และมีเพื่อนไม่มาก

เวทีแรกที่ส่งผลงานเข้าประกวด คือ Imagine Cup ตอนเรียนอยู่ชั้นปี 2 เป็นลักษณะการแข่งการเขียนโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือ สำหรับโจทย์ที่เขาให้ทำคือ “แนวช่วยเหลือสังคม” เป็นสร้างสร้างแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคม ในขณะทำนั้น ได้ไปเก็บข้อมูลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเพื่อนในทีมเดียวกันจำนวน 4 คน ในการเก็บข้อมูลนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา และผู้ที่เคยจัดทำแอพพลิเคชั่นด้วย การเข้าไปเก็บข้อมูลนั้น หากเข้าไปเก็บในสถานะการเป็นนักศึกษานั้น ส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลเป็นอย่างดี เพราะผู้คนคงคิดว่า ไม่ได้ไปแสวงหาผลประโยชน์อะไร การพัฒนาแอพพลิเคชั่นในครั้งนั้น เป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการรอคอยรถเมล์ เพราะเคยมีประสบการณ์การยืนคอยรถเมล์เป็นระยะเวลานาน การเข้าประกวดแข่งขันในเวทีแรกปรากฎว่าแพ้ หลังจากนั้นจึงเอาแอพพลิเคชั่นเดิมมาพัฒนาปรับปรุงใหม่ และส่งเข้าประกวดภายนอก ปรากฎว่า ได้รับรางวัลที่ 2 และเคยได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 (1st Award from Hackathon) ต่อมาได้รับเลือกเป็น Microsoft Partner ร่วมกับ นายอานนท์ เขาก็ให้ไปออกบูธตามงานต่างๆ ขายผลิตภัณฑ์กล่องของไมโครซอฟท์ ราคากล่องละ 1,500 บาท นายโชติวัน สามารถขายได้ 2,900 บาท เพราะเราเป็นพนักงานบริการ เมื่อบริการให้กับลูกค้าดี เขาก็ใช้บริการของเรา บริษัทไมโครซอฟท์ให้เข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับ Improve Sales Skills at Commart ไมโครซอฟท์เขาจะอบรมเรื่องเทคนิคการขายให้ ได้ค่าแรงวันละ 1,000 บาท ตอนนั้นเป็นบูธของบริษัท JIB ตอนเรียนหนังสืออยู่ก็เคยเปิดชมรม ชื่อ @คลินิค นัดเจอเพื่อนในชมรมทุกวันศุกร์ มีการสอนให้ Present งาน บอกแนวทางการส่งโครงงานเข้าประกวด ไปออกบูธในครั้งแรกๆ นำกระดาษ A4 ไปเขียนติดประกาศ ต่อมามีการประชาสัมพันธ์ และระดมทุน ในโอกาสต่อมา ได้ส่งผลงานเข้าประกวด AIS Startup 2014  และ ได้รับรางวัลชนะเลิศ AIS StartUp 2014 ในหมวด Corporate Solution ในชื่อทีม Nugrean ระบบติดตามรถโรงเรียนได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท และได้สนับสนุนการจัดบูธเพื่อหานักลงทุนสิงคโปร์ กิจกรรมระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ – 20 เมษายน พ.ศ.2557 มีลงข่าวในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ใจความว่า Nugrean” คือหนึ่งในแอพพลิเคชั่นฝีมือนักศึกษาไทย ที่ใช้ติดตามตัวเด็กเล็กตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา เพื่อเป็นการป้องกันการถูกลักพาตัว หรืออันตรายต่างๆ ที่จะเกิดกับเด็กเล็ก เรียกได้ว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ต้องส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน และต้องการความปลอดภัย อีกทั้งยังรวมไปถึงสถานศึกษาที่สามารถนำไปใช้เพื่อทราบถึงตำแหน่งของนักเรียน เมื่อเกิดกรณีเด็กนักเรียนหายตัวไปเรียกได้ว่าตอบโจทย์สำหรับปัญหาสังคมในปัจจุบัน เนื่องจากเหตุการณ์เด็กหายตัวไป หรือ ถูกลักพาตัว เกิดขึ้นบ่อยในสังคมไทย นายโชติวันเล่าต่อว่า แรงบันดาลใจในการทำแอพพลิเคชั่น Nugreanมาจากการเห็นข่าวเด็กนักเรียนถูกลักพาตัว และถูกข่มขืนบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความคิดอยากทำแอพพลิเคชั่นที่ใช้ช่วยเหลือสังคม เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่เด็กเล็ก ทำให้เกิดไอเดียที่จะสร้างและพัฒนาแอพพลิเคชั่น Nugrean ขึ้นมา (Source: http://www.komchadluek.net) และเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือคุณชัชชาติ สิทธิพันธ์ เรียกเข้าพบทั้งทีมเพื่อขอดูโครงงานที่ทำเกี่ยวกับรถเมล์ ดังนั้น หากรุ่นน้องที่เรียนชั้นปี 1 ควรหาโอกาสไปพบผู้คนตามงานต่างๆ และเขาจะสอนงานให้

21.jpg

ehgeegek9c7h786icfg8b

เมื่อมีลูกค้าเข้ามาถามปัญหา เราก็ต้องพัฒนา Solution เข้ามาแก้ไขปัญหา เช่น สมมุติว่า เรามีไอเดียว่า จะทำการจ้างพิธีกรเข้ามาช่วยงานในอาทิตย์หน้า อยากทราบว่า มีพิธีกรคนไหนว่างบ้าง ก็สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นอย่างนี้ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้  หรือแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการส่งสินค้า (logistic) สามารถเอาสินค้าจากคลังสินค้าไปส่งให้ลูกค้าได้ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง เมื่อก่อนต้องใช้เวลานานมาก แอพพลิเคชั่นลักษณะนี้มีรายได้เป็น 100,000 บาท แอพพลิเคชั่นแรกที่ทำไปมีรายได้ประมาณ 3 ล้านบาท และแอพพลิเคชั่นที่ 2 ทำรายได้ต่อปี 8 ล้านบาท หากใครต้องการจะพัฒนาแอพพลิเคชั่น แต่ไม่มีทุน สามารถไปแสวงหาทุนได้ เช่น บริษัท  AIS ต้องเข้าไปหากลุ่มบริษัทที่ให้การสนับสนุนเหล่านี้  และในเวทีของ   Hult Prize ร่วมกับ Hult International Business School, ประธานาธิบดี บิล คลินตัน และ Clinton Global Initiative ก็ได้มีการส่งเสริมนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั่วทุกมุมโลกในการคิดสร้างสรรค์ไอเดียเพื่อช่วยจัดการกับปัญหาใหญ่ที่สุดส่วนหนึ่งซึ่งเป็นความท้าทายในยุคสมัยของเราในระดับโลก ด้วยการมอบเงินทุนจำนวน 1 ล้านดอลล่าร์      และตอนนี้ JIB ก็เข้ามาเป็นลูกค้า ซึ่งมีหุ้นส่วนในตลาด 50% เกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คำแนะนำสุดท้าย หากอยากเป็น Stratup ควรดำเนินตามหลัก 3 ประการ คือ (1) ควรวิ่งหาโอกาส เอาตัวเองเข้าไปหาโอกาส แล้วจะเจอสิ่งดีๆ ที่อยู่รอบตัวเรา (2) ฟอร์มทีมกับเพื่อน แบ่งกันให้ชัดเจนกับหุ้นส่วนว่าใครได้กี่เปอร์เซ็น ให้ระวังเรื่องเหล่านี้ เพราะตอนที่โชติวันทำนั้น มีประสบการณ์มาแล้วคือพอได้เงินจำนวน 2 ล้านบาทมาแล้ว ทำให้ทีมแตกกัน (3) ใช้สถานะของนักศึกษาให้เต็มประสิทธิภาพ เพราะการใช่สถานะของการเป็นนักศึกษา เมื่อไปขอความช่วยเหลือจากใคร ก็มีแต่คนอยากช่วยเหลือ เพราะเขาคงไม่คิดว่า จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์อันใด.

Aj-Supon

Disruptive Innovation เมื่อโลกใบใหม่ไม่ใช่ใบเดิมกับนวัตกรรมพลิกโลก

เสวนาพิเศษ Teck Talk #11 IT SPU ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา

เมื่อวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมกันจัดเสวนาพิเศษ Teck Talk #11 IT SPU ในรายวิชา BUS200, CSC200 และ CSE200 บัณฑิตในอุดมคติ ให้ความรู้กับนักศึกษา หัวข้อ “Disruptive Innovation เมื่อโลกใบใหม่ไม่ใช่ใบเดิมกับนวัตกรรมพลิกโลก” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร คือ ผศ.ดร.ปราลี มณีรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ณ ห้อง Auditorium 1 ชั้น 14 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พอสรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

000023.jpg

คำว่า Disruptive Innovation คือ นวัตกรรมที่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก เป็นคำที่ใช้ในสายงานของการบริหารธุรกิจ ซึ่งหมายถึงนวัตกรรมที่สร้างตลาดใหม่ และมีมูลค่าของเครือข่ายเพิ่มขึ้น และทำลายบริษัทชั้นนำในตลาด, ผลิตภัณฑ์, และพันธมิตรเดิมที่เคยมีอยู่ ที่เคยมีการจัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ คำนี้เป็นคำที่นิยามและวิเคราะห์ โดยนักวิชาการชาวอเมริกัน ชื่อ ศาสตราจารย์เคลย์ตัน คริสเตนเสน (Clayton Christensen) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้ร่วมงานของเขาเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 และได้รับการขนานนามว่าเป็นนักธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 (https://en.wikipedia.org) หรืออีกความหมายหนึ่งว่า นวัตกรรมที่ทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลง พวกเราทุกคนต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนทั้งแนวคิด พฤติกรรม และการบริโภค รวมถึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ (New Strategies), เปลี่ยนแนวความคิดใหม่ (New Idea), และเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Products) มีคำกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมเปลี่ยนโลกนี้ว่า “เราอยู่ในจุดสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกำลังบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงแต่ในรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังต้องคอยแก้ปัญหาใหม่ ๆ อีกด้วย” ก่อนอื่นนั้น ต้องมีไอเดียก่อน ดังนั้น คำว่า Innovation ก็คือ นวัตกรรม มีไอเดียใหม่ๆ มีนวัตกรรมใหม่ มีผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยนวัตกรรมนั้น ต้องดีกว่าเดิม  นวัตกรรมนั้นต้องขายได้ ถ้าหากขายไม่ได้ก็เป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเข้ามาอย่างรวดเร็วองค์กรและคนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เป้าหมายของนวัตกรรมใหม่ คือ (1).เพื่อปรับปรุงเรื่องของคุณภาพ (2). เพื่อสร้างตลาดใหม่ (3).เพื่อขยายช่วงของผลิตภัณฑ์ (4) เพื่อลดงบประมาณเกี่ยวกับการจ้างงาน (5) เพื่อปรับปรุงกระบวนการของผลิตภัณฑ์ (6) เพื่อลดการใช้วัตถุดิบ (7) เพื่อลดการสูญเสียต่อสิ่งแวดล้อม (8) เพื่อนำมาแทนที่ผลิตภัณฑ์และการบริการ (9) เพื่อลดการใช้พลังงาน (10).เพื่อปฏิบัตตามกฎระเบียบอันดี การพัฒนานวัตกรรมนั้น สามารถสร้างได้หลายรูปแบบ คือ (1) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) เช่น เครื่องดูดฝุ่น (2) นวัตกรรมการบริการ (Service Innovation) เช่น การต่อทะเบียนรถยนต์ และการจ่ายเงินค่าใบสั่ง (3) นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) เช่น ระบบการเรียนผ่านออนไลน์ หรือ e-Learning

000024.jpg

ต่อมาเป็นเรื่องของการสร้างโอกาส ซึ่งต้องมีนวัตกรรม จนกระทั่งกลายเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรมเป็นตัว Drive ตัวอย่างเช่น กระดาษแปะ (Post IT) เกิดจากการไม่มีกระดาษตัดแปะ และมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่างที่ล้วนแล้วเคยเป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น iPod, เครื่องดูดฝุ่น, เครื่องโทรสาร หรือแฟกซ์ สำหรับเครื่องแฟกซ์นี้อยู่ได้อีกไม่เกิน 5 ปี คงไม่ค่อยมีคนใช้แล้ว ส่วนบุคคลผู้ที่นับว่าเป็นไอดอล (IDOL) ด้านการคิดค้นนวัตกรรมได้แก่ บิล เกต เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์, สติฟ  จอบส์ ซีอีโอ บริษัทเอปเปิล, และมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊ค เป็นต้น e-Commerce ที่เราใช้งานกันอยู่ก็จัดว่า เป็นนวัตกรรม เมื่อก่อนคนมักไปเดินซื้อสินค้ากันตามห้างสรรพสินค้า เดี๋ยวนี้คนนิยมซื้อสินค้ากันผ่านระบบออนไลน์ เช่น amazon.com และตอนนี้ แม้แต่ Central Midnight Sale ก็ไม่ค่อยมีคนไปเดินซื้อกันเท่าไรแล้ว ดังนั้น ต้องรีบปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร ระดับภูมิภาค และระดับโลกด้วย เราต้องฝึกคิด ถ้าไม่คิดเราจะไม่ได้สิ่งใหม่ๆ ในส่วนประเภทของนวัตกรรมนั้นมี 2 อย่างคือ (1) Incremental Innovation ได้แก่ นวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่น CD เปลี่ยนมาเป็น DVD หรือหวีที่ใช้สำหรับหวีผม จะเห็นได้ว่าหวีในปัจจุบันมีหลายรูปแบบมาก เพราะความต้องการของลูกค้ามีความแตกต่างกัน และก็สามารถขายได้เป็นจจำนวนมากด้วย (2) Radical Innovation ได้แก่ นวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เรียกว่าเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง เช่น จากไม้กวาดทำความสะอาดบ้าน พัฒนามาเป็นเครื่องดูดฝุ่น หรือซาวน์อเบาท์เปลี่ยนมาเป็น iPod เป็นต้น ต่อมาเป็นเรื่องของ Technology S-Curve ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมที่มีการเริ่มต้นมาจากการรู้จักสังเกตปัญหา และทำให้เกิดแนวความคิดขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งได้รับโอกาสและความเห็นชอบจากองค์กรในการพัฒนานวัตกรรม ทั้งนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด โดยสามารถอธิบายสถานการณ์ได้จาก เส้นโค้งรูปตัวเลข S-Curve เช่น เครื่องพิมพ์ดีด พัฒนามาเป็นเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นใหม่ และพัฒนาต่อมาเป็นโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ หรือตัวอย่างของโทรศัพท์ iPhone ต่อมามีการพัฒนาต่อเป็น iPhone 10 เป็นต้น

สรุป Disruptive Innovation คือ นวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาแล้วทำลายผลิตภัณฑ์เดิมให้ตายไป ไม่มีสิทธิ์ได้เกิด เช่น ฟิล์มโกดัก (Kodak) ถูกแทนที่ด้วยโทรศัพท์มือถือ ทำให้บริษัทโกดักขาดทุน จำเป็นต้องปิดกิจการลง เพราะการไม่ปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตัวอย่าง เช่น เท็ปคาสเซ็ท หรือแม้กระทั่งการจองห้องพักโรงแรม เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ก็มาจองผ่านระบบออนไลน์อย่าง agoda.com เป็นต้น แอพพลิเคชั่น Uber ก็เป็นแอพพลิเคชั่นด้านการให้บริการเรียกรถแท็กซี่ รวมถึง Google Map ที่ใช้เป็นตัวนำทางในการเดินทาง  ผู้หญิงที่ชอบทานแฮมเบอร์เกอร์ เดี๋ยวนี้มีผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มาสำหรับการรับประทานแฮมเบอร์เกอร์โดยที่ปากไม่ต้องเปื้อนเลอะเทอะมาก เพราะเขาไปคิดถึงเรื่องความต้องการของลูกค้า เพราะเวลาทานแฮมเบอร์เกอร์แล้วทำให้เปื้อนปาก ดังนั้น Disruptive Innovation คือนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ และทำลายผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมให้ตายไปหมด และ Startup ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา.

Aj-Supon