Social Media Literacy

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2560 เวลา 12.00-14.30 น. ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง Social Media Literacy: Connecting to ASEAN & Global Professional” ณ ห้องเธียร์เตอร์ ชั้น 3 อาคาร 40ปี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งจัดโดย Sripatum International College โดยมีวิทยากรพิเศษ คือ Ms.Praewpilai Chinsakchai, Chief of Marketing Officer (COM) ITOPSPARK Co., Ltd. พอประมวลสรุปการบรรยายได้ ดังต่อไปนี้

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และ Social Media ทั่วโลกประจำปี 2017 ที่เก็บข้อมูลโดย We Are Social ดิจิทัลเอเจนซี่ในประเทศสิงคโปร์และ Hootsuite ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก 238 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย คือ ข้อมูลเบื้องต้นของประชากรทั่วโลกในปี 2017 ประชากรทั่วโลกมีจำนวน7,476 พันล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก 3,773 ล้านคน คิดเป็น 50% ผู้ใช้ Social Media 2,789 ล้านคน คิดเป็น 37% ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 4,917 ล้านคน คิดเป็น 66% ผู้ใช้ Social Media ผ่านโทรศัพท์มือถือ 2,549 ล้านคน คิดเป็น 34% ส่วนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเมื่อแบ่งตามอุปกรณ์ (Device) คือ แล็บท็อป และเดสก์ทอป 45% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 20% สมาร์ทโฟน 50% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 30% แท็บเล็ต 5% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 5% และอุปกรณ์อื่นๆ 0.12% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 33%  สำหรับผู้ใช้ Social Media ทั่วโลก 2,789 ล้านคน คิดเป็น 37% จากจำนวนประชากรทั่วโลก
ใช้ Social Media ผ่านมือถือ 2,549 ล้านคน คิดเป็น 34% จากจำนวนประชากรทั่วโลก ส่วนทวิตเตอร์ผู้ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว WeChat เป็นแอพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมากในประเทศจีน และ WhatsApp นิยมใช้ในยุโรปและอเมริกา LinkedIn คนนิยมใช้เกี่ยวกับการทำงาน หรือหางาน หรือใช้เขียน Profile Professional เช่น ประวัติการศึกษาประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเขียน Resume Online ในแต่ละประเทศมีการใช้ Social Media แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศไทยจะมีการใช้เฟซบุ๊คกันมากที่สุด และนิยมใช้เพื่อการแชร์รูปภาพ วิดีโอ การ Comments ต่างๆ

SU1

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทย คนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 67% จากจำนวนประชากรทั้งหมด เติบโต 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 18 ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรทั่วโลก อยู่ที่ 50% คนไทยใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านแล็บท็อป/เดสก์ทอป 4.35 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าบนสมาร์ทโฟน โดยมีเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.14 ชั่วโมงต่อวัน คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเข้าเว็บไซต์เป็นอันดับ 5 จากประเทศที่สำรวจทั้งหมด อยู่ที่ 66% ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกที่ใช้สมาร์ทโฟนเข้าเว็บไซต์อยู่ที่ 50% คนไทยใช้ Social Media มากเป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยสัดส่วน 67% จากจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ คนไทยใช้เวลากับ Social Media เฉลี่ยวันละ 2.48 ชั่วโมง อยู่ในลำดับที่ 12 ของโลก ที่มีผู้คนใช้มากได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ข้อมูลเกี่ยวกับ Facebook ปัจจุบัน Facebook มียอดผู้ใช้งานต่อเดือน 1,871 ล้านคน ในจำนวนนั้น 87% ใช้งานผ่านมือถือ 55% ใช้งานทุกวัน เมื่อแบ่งตามเพศ พบว่า ผู้ชายใช้ Facebook มากกว่าผู้หญิง คนไทยใช้ Facebook เป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยจำนวน 46,000,000 คน ผู้ใช้ Facebook ส่วนใหญ่ 80% ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ตามมาด้วยแล็บท็อป และเดสก์ทอป 39%, แท็บเล็ต 11% และฟีเจอร์โฟน 1%

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) จำนวนผู้ซื้อสินค้าผ่านระบบ E-Commerce มีทั้งหมด 1,610 ล้านคน คิดเป็น 22% ของประชากรทั่วโลก มูลค่ารวม 1,915,000,000,000 ดอลล่าร์ เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1,189 ดอลล่าร์ ประเทศไทยมีผู้ซื้อของผ่านระบบ E-Commerce ในเดือนที่ผ่านมา 51% อยู่ในลำดับที่ 15 ในส่วนของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน ประเทศที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ เกาหลีใต้ 55% ส่วนประเทศไทย อยู่ในลำดับที่ 3 มี 41% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ไทยเติบโตขึ้น 60% เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 212 ดอลล่าร์ (ประมาณ 7,434 บาท) (Sources: https://www.marketingoops.com และ http://wearesocial.com)

จากตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การใช้ Social Media รวมไปถึงการซื้อขายสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนกิส์ (e-Commerce) เป็นแนวโน้มที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง ในการหาช่องทางขายสินค้า การทำตลาดผ่านระบบดิจิทัล (Digital Marketing) เป็นแนวโน้มที่ยิ่งมาแรง เพราะมีต้นทุนที่ไม่แพงเหมือนการทำตลาดในสื่อระบบเดิม  มีหลักการที่สำคัญ (1). The New – Multi Screen World หมายถึงว่า ในปัจจุบัน ผู้ใช้ 1 คน มีอุปกรณ์หลายชนิด เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ในเว็บไซต์ http://www.daydev.com ได้รายงานวิเคราะห์การใช้งาน Multi-Screen เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคจาก Google ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การทำการตลาดในปัจจุบันนี้นั้น 90% ของโอกาสที่กลยุทธ์ของบริษัทที่จะสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์หรือ Devices ของผู้บริโภคด้วย และโอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดคือช่วงเวลาของการเดินทาง และการเดินทางก็จะมีผลต่อการใช้งานอุปกรณ์สื่อสาร เพราะว่ายุคนี้ผู้บริโภคเช็คอีเมลจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ระหว่างที่เดินทางอยู่บน รถไฟ รถไฟฟ้า รถโดยสาร ระหว่าง บ้านไปยังที่ทำงาน (2).การทำการตลาดผ่านเครื่องมือการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine Marketing: SEM) สามารถแยกย่อยออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1). การปรับแต่งการค้นหา (Search Engine Optimization: SEO) ได้แก่การโปรโมทเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในส่วนของผลการค้นหาทั่วไปในหน้า Search Result Page โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของการค้นหา และการเพิ่ม Backlinks ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ 2). การจ่ายต่อคลิก (Pay Per Click: PPC) คือ ส่วนของพื้นที่โฆษณาซึ่งอยู่ในหน้า Search Result Page เช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีการคลิ๊กเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ PPC มีข้อแตกต่างกับ SEO ตรงที่สามารถแสดงผลในลำดับต้นๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเว็บไซต์ เพียงแค่ประมูล Keyword ที่ต้องการมา เว็บไซต์ก็สามารถแสดงอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ (http://seo-web.aun-thai.co.th) ในกรณีนี้ agoda.com เว็บไซต์จองที่พักโรงแรมออนไลน์เคยทำสำเร็จมาแล้ว วัตถุประสงค์ของการทำตลาดแบบดิจิทัล คือ (1). การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) (2).การเพิ่มมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) (3). สร้างชุมชนแบรนด์ (Build Brand Community) (4). การศึกษาด้านการตลาด (Education Marketing) (5).เพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ (Increase Website Traffic) และ (6).ให้มีลักษณะปรากฎทางออนน์ (Online Appearance) (7). สร้างโอกาสในการขาย (Generate Leads) (8).ขายออนไลน์ (Online Sale) (9).ขายแบบออฟไลน์ (Offline Sale) (10).ทำวิจัยข้อมูล (Research Data) และ (11).การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น (Application Download) หลักการสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์นั้น เนื้อหาการตลาด (Contents Marketing) มีความสำคัญมาก ต้องจัดทำเนื้อหาให้ดีและสามารถนำไปเผยได้ในหลายลักษณะได้แก่ การขียน Blog เช่น blogger.com, pantip.com รวมไปถึงการจัดทำ Online PR, บทความ, วิดีโอ, blogs & Forums, Seeding Marketing คือการทำตลาดโดยสร้างข้อความหรือบทสนทนาให้น่าสนใจและน่าเชื่อถือตรงกับความต้องการของลูกค้า เช่น สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ร้านอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ความจริงความหมายของคำว่า Seeding คือการเพาะพันธ์ เพาะเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบได้กับการปลูกเมล็ดตราสัญลักษณ์ (Branding),  ส่วนอีกคำหนึ่ง คือ Influencer Marketing หมายถึงการทำการตลาดแบบอาศัยตัวบุคคล องค์กร แบรนด์ และอื่น ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือทางสังคมเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำการตลาด.

Aj-Supon