ทดสอบภาษาอังกฤษเป็นดัชนีวัด‘บัณฑิต’

การเดินเครื่องปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของรัฐบาลปัจจุบัน ที่มองเห็นความอ่อนซ้อมการใช้ภาษาอังกฤษ

ของคนไทย ได้เริ่มยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษาที่มีเป้าหมายช่วยให้นักเรียนนักศึกษาไทยใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าองค์ความรู้ที่เป็นสากล และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก สาระสำคัญคือ 1) ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดนโยบายและเป้าหมายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตรและเป็นแนวทางพัฒนาทักษะการใช้ในวิชาชีพและทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้

2) จัดทำแผนโดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน 3) ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย 4) จัดกิจกรรมนอกหลักสูตร กระบวนการ สื่อ และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่จะเปิดโอกาสและเสริมแรงจูงใจให้นิสิตนักศึกษาพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง 5) จัดให้นิสิตนักศึกษาทุกคนทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน เพื่อนำมาใช้วัดสมรรถภาพทางภาษาอังกฤษ (English Proficiency) โดยเทียบเคียงผลกับ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) บันทึกในใบรับรองผลการศึกษา หรือจัดทำเป็นประกาศนียบัตร โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2559

ข้อกำหนดดังกล่าว ถือเป็นอรุณรุ่งแห่งการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย แม้นจะเป็นการออกสตาร์ทที่ค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนทางภาษาอังกฤษมาไม่ต่างกับเรา ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียหรือสิงคโปร์ แต่เพราะการเอาจริงของผู้นำประเทศ และการร่วมมือด้วยความเต็มใจของคนในสังคมจึงทำให้เขาล้ำหน้าไปไกล

ไทย เกาหลี เวียดนาม ให้ความสำคัญกับการเรียนไวยากรณ์ มองภาษาอังกฤษคือตัวภาษา เป็นความรู้ในหลักภาษา (Competence) ให้ความสำคัญที่ความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ในขณะที่สิงคโปร์กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป โดยมองที่ทักษะ คือความสามารถในการใช้ภาษา (Performance) พวกเขากลับใส่ใจในเรื่องการฝึกพูดสนทนาในชีวิตประจำวันมากกว่า มองภาษาอังกฤษคือศักยภาพในการสื่อสาร เอาความคล่องในการถ่ายทอดความคิดเป็นสำคัญ เขามองว่าสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติเป็นความสำเร็จสำคัญในการศึกษาเรียนรู้

เพื่อตอบสนองนโยบายการทดสอบภาษาอังกฤษว่าที่บัณฑิตทุกคนก่อนจะเรียนจบ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มดำเนินการบ้างแล้วโดยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันภาษาในต่างประเทศ ทำ MOU เพื่อสร้างสรรค์บัณฑิตให้พร้อมก่อนออกจากรั้วมหาวิทยาลัย กล่าวคือ สถาบันการศึกษาในต่างประเทศทำหน้าที่ออกข้อสอบให้ได้มาตรฐานเพื่อนำมาทดสอบกับนักศึกษาไทย หรือเพื่อความมั่นใจในมาตรฐานการสอบ เราอาจจัดสอบ TOEIC ไปเลย เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขา/เธอคนนั้นมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี

การทดสอบดังกล่าวอาจดำเนินการสอบครั้งเดียวในปีสุดท้ายก่อนจบ หรืออาจจัดสอบตั้งแต่เริ่มเข้าปี 1 หากใครสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ กำหนด ก็ให้สอบใหม่ แต่ระหว่างทางก่อนการจัดสอบแต่ละครั้ง จะมีการจัดติวเข้มให้ฟรีโดยนักศึกษารุ่นพี่ที่เก่งๆ หากยังไม่ผ่านในการสอบอีก รอบต่อไปอาจารย์จะติวให้โดยไม่คิดค่าเล่าเรียน แต่หากยังสอบไม่ผ่านอีก รอบต่อไปเก็บตังค์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เขาตั้งใจฝึกฝนและรีบพัฒนาตนให้ผ่านตามกรอบเวลาและเงื่อนไขที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด

ความพยายามคือค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ตามที่เราคาดหวัง แต่นักศึกษาไทยยุคนี้ต่างเป็นโรคกลัวความล้มเหลว ความอดทนบกพร่อง ทำน้อยแต่อยากได้มาก ไม่ทำเลยแต่อยากได้ทั้งหมด ไม่พร้อมที่จะรอคอย อยากเรียนวันนี้ให้เก่งวันนี้

เจ้าแม่ผู้ให้กำเนิดพ่อมดแห่งฮอกวอตส์ “Harry Potter”-เจ เค โรว์ลิ่ง ได้ให้ข้อคิดหลังจากที่เธอเคยล้มเหลวในชีวิตและครอบครัว สะท้อนผ่านประสบการณ์ตรงของเธอเองว่า “ความล้มเหลว คือโฟมล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการล้างเครื่องสำอางแห่งความฝันและความเชื่อมั่นที่เคลือบอยู่บนใบหน้าของเรา” ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่โดยปราศจากบททดสอบอันหนักคือความล้มเหลวมาก่อน จนในที่สุดก็ก้าวผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้อย่างภาคภูมิใจ

ทุกองค์กรต่างตื่นตัวถึงศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษ อันเป็นผลมาจากแรงบีบของ AEC แต่ละบริษัทต่างเอาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นตัวสแกน สกรีน และสกัด เพื่อคัดกรองคนให้ได้คุณภาพมากที่สุด ดังนั้น ทดสอบภาษาอังกฤษก่อนจบ ถือเป็นยาดี ยาแรงแม้นเมื่อกินแล้วจะรู้สึกขมปากแต่มันเป็นประโยชน์สำหรับคนไข้นะคะ..!

ผศ.รอ.หญิง จุฑามาศ สุคนธา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

Advertisements