ผลงานการประกอบสร้างความคิด จากอักษรสู่รูปเล่มบทละครโทรทัศน์

การที่ประเทศจะก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ได้ ต้องอาศัยการวางแผนเพื่อสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่ดี   ความอดทนที่จะเห็นผลต้องอาศัยระยะเวลายาวนาน  การศึกษาก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน  เปรียบได้ดั่งการปลูกต้นไม้การเตรียมดินที่ดี มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี และต้องเฝ้าดูแลเอาใจใส่  รดน้ำพรวนดิน คอยเก็บวัชพืช  ไล่มดแมลง  ปกป้องให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างแข็งแรงและงดงามก็คงไม่ต่างกัน  การดูแลเอาใจใส่ในทุกกระบวนการต้องใช้เวลาและความทุ่มเท และต้องดำเนินงานในหลายส่วนไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้จุดอ่อน  การเสริมจุดแข็ง  และการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อขับเคลื่อนให้ผู้เรียนผลิตผลงานเพื่อสร้างความสำเร็จในชั้นเรียนและสร้างความภาคภูมิใจแก่ตัวเอง   กระทั่งเป้าหมายที่ผู้สอนแอบวาดหวังให้ผลงานเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพียงมีคุณค่าสำหรับแค่ความสำเร็จวิชาในห้องเรียน หรือต่อยอดเป็นเล่มผลงาน (Portfolio) หากแต่สามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

เมื่อหันมามองในห้องเรียนในส่วนของผู้สอนการเตรียมการสอนต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จัดหลักสูตรให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งปรับปรุงตำรา และสื่อการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในความเป็นจริงต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนหลักสูตรบ้างแล้วแต่ไม่ได้เปลี่ยนตำราตามไปด้วย  ดังนั้นการเสริมความรู้เพิ่มนอกตำราเรียน การออกแบบกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรจึงเป็นสิ่งที่ผู้สอนปฏิเสธไม่ได้

17 ปีของพัฒนาการการสอนการเขียนบทละครโทรทัศน์

การเขียนบทละครโทรทัศน์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรของสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในรายวิชาการเขียนบทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์(RTV 302)  รายวิชานี้เป็นรายวิชาเอกบังคับที่อยู่ยั่งยืนยงมาตั้งแต่การเปิดหลักสูตรสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์   คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่อหลักสูตรปีการศึกษา 2543 จวบจนปัจจุบัน  มีคำอธิบายรายวิชาดังนี้

“ความหมาย ความสำคัญของบทรายการต่อการผลิตรายการ  ประเภทของบทรายการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์  รูปแบบบท  หลักการเขียนบท  ขั้นตอนการเขียน  เทคนิคการเขียน  การหาแหล่งข้อมูล  การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับการประกาศและการดำเนินรายการทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์  คุณสมบัติและจรรยาบรรณของนักเขียนบท  การฝึกปฏิบัติการเขียนบทข่าว  รายการละคร  รายการสัมภาษณ์  รายการสาระความรู้  และรายการบันเทิง”

“การคิด…ที่ว่ายากแล้ว แต่การถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นงานเขียนยิ่งยากกว่า” การสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษากล้าคิด และกล้าถ่ายทอดสิ่งที่คิดออกมาเป็นงานเขียนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าคือนักศึกษาส่วนใหญ่ในชั้นเรียนไม่ชอบการเขียน  อีกทั้งการเรียนการขียนบทละครเป็นการเรียนเขียนที่มีรูปแบบเฉพาะ มีขั้นตอน เป็นกระบวนการคิด ที่ผู้เรียนต้องตั้งคำถาม  โดยมีความสนุกสนาน   มนต์เสน่ห์ในเนื้อหาที่ต้องน่าติดตาม  ความสมจริง และความยาวของเรื่องราวในแต่ละตอนของละครเป็นเดิมพัน    ผู้เรียนจึงต้องใช้ความพยายาม และความทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ภาระงานเขียนบทละครโทรทัศน์เสร็จสิ้นสมบูรณ์  ดังนั้นในชั้นเรียนจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไขต่างๆมากมายดังนี้

  1. ทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากคิด ?
  2. ทำอย่างไรให้นักศึกษาอยากเล่า ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ให้ถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียน
  3. ทำอย่างไรให้สิ่งที่คิดนั้นถูกถ่ายทอดมาได้อย่างตรงใจ ด้วยการเขียน
  4. ทำอย่างไรให้งานเขียนเรื่องเล่าในรูปแบบเรียงความนั้นถูกผันต่อ กลายเป็นบทละครโทรทัศน์ในรูปแบบและวิธีการที่ถูกต้องได้
  5. ทำอย่างไรให้ความเพียรพยายามของนักศึกษานั้นอยู่คงเส้นคงวาในความตั้งใจ จัดทำจนบทละครแล้วเสร็จ  เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์สวยงามได้

กับคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดต้องเป็นการเขียนบทละคร? เนื่องด้วยละครเป็นศาสตร์ที่มีแง่มุมของการศึกษามาก  ในละครเรื่องหนึ่งๆ สามารถให้มิติของการเรียนรู้ได้ในหลากมิติเช่น  มิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ห์ของความน่าติดตาม)  มิติการสื่อการเขียน(ขั้นตอน   กระบวนการในการเขียนบทละคร  และรูปแบบบทละคร) รวมไปถึงมิติการผลิตเป็นละคร(แม้ว่าผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาจะออกมาเป็นเพียงแค่เล่มบทละคร  หากแต่ผู้เขียนบทละครจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในมิติของการผลิตด้วย  บทละครจึงจะเป็นบทละครที่ถึงพร้อมเพื่อการผลิตต่อไป) อีกเหตุผลหนึ่งคือละครเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิด(Proximity) กับนักศึกษาทุกคน  ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รู้จักละคร  ไม่เคยรับชมละคร   อีกทั้งละครเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงที่เติบโต เคียงคู่ผู้รับสารมาอย่างยาวนาน   ด้วยคุณูปการในหลากมิติที่งานละครมีดังที่กล่าวมา   จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้สอนจะหยิบยกงานเขียนบทละครมาเป็นโปรเจคใหญ่ในชั้นเรียนมาโดยตลอด17 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ได้นอกเหนือจากบทละครฉบับสมบูรณ์(The Fully Script) แล้ว   นักศึกษาในสาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์  ผู้ซึ่งที่จะต้องถึงพร้อมทั้งการเป็นผู้ผลิตรายการเบื้องหน้า และผู้ผลิตรายการเบื้องหลัง  ยังได้ผลงานที่เป็นรูปธรรมเป็นเล่มผลงานเป็นความภาคภูมิใจอีกด้วย

เพื่อให้เห็นภาพพัฒนาการของการสอนการเขียนบทละครโทรทัศน์ขอจำแนกพัฒนาการของการสอนตลอดช่วงเวลา 17 ปีออกเป็น 5 ยุคดังนี้

ยุคที่ 1   การเขียนบทละครเมื่อฉันคือพระเอกและนางเอกในละคร (Based on True Story)

การเรียนการสอนในยุคแรก  ผู้สอนมีเป้าหมายหลักเพียงประการเดียวคือเพื่อให้นักศึกษาสามารถเขียนบทละครโทรทัศน์ได้   ผู้สอนจึงให้โจทย์นักศึกษาทุกคนดึงเอาประสบการณ์ชีวิตของตนเองในช่วงตอนใดตอนหนึ่ง  เขียนเป็นเรียงความเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบเหตุการณ์และใช้งานเรียงความเป็นเค้าโครงเรื่อง(Plot)ข้อดีของการเขียนบทละครในลักษณะนี้คือ นักศึกษาทุกคนคือตัวดำเนินเรื่อง คือพระเอก   คือนางเอกของเรื่อง   นักศึกษาทุกคนเห็นภาพเหตุการณ์นั้นชัดเจนที่สุด   นักศึกษารู้จักตัวละครทุกตัวดีที่สุด เพราะตัวละครรายรอบตัวเอกคือ  ครอบครัว  พ่อแม่  พี่น้อง  เพื่อน หรือคนรัก  ที่มีตัวตนจริงทั้งสิ้น   การเขียนบทละครที่มีจุดกำเนิดมาจากตัวเอง  และจากประสบการณ์จริงเป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นให้นักศึกษาผลิตผลงานบทละคร  ได้ทบทวนเหตุการณ์ของตัวเอง  และถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนบทละครเล่มเดียวในโลกที่พวกเขาต่างภาคภูมิใจ   อย่างไรก็ตามข้อด้อยที่ไม่อาจควบคุมได้คือ  ความเข้มข้นของเรื่อง  ความยากง่ายของเหตุการณ์เรื่องราวที่นักศึกษาแต่ละคนประสบมาส่งผลต่อความสั้นยาว  และความยากง่ายของบทละครไปโดยปริยาย

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีการสอนโดยการลงมือปฏิบัติ (Practice) หมายถึง วิธีสอนที่ให้ประสบการณ์ตรงกับผู้เรียนโดยการให้ลงมือปฏิบัติจริงเป็นการสอนที่มุ่งให้เกิดการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ยุคที่ 2   การเขียนบทละครจากเรื่องสั้น…ลงในสองสื่อ

ด้วยประสบการณ์สอนที่เพิ่มมากขึ้นของผู้สอน  ทำให้การบริหารเวลาในการจัดการชั้นเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่สองของการเรียนการเขียนบทละครผู้สอนสามารถเพิ่มเติมศาสตร์ด้านการเขียนบทละครวิทยุกระจายเสียงให้นักศึกษา โดยใช้โจทย์คือให้นักศึกษาเตรียมเรื่องสั้นที่นักศึกษาอ่านแล้วเกิดความประทับใจ  นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นโครงเรื่อง(Plot) ในการเขียนบทละครวิทยุกระจายเสียง และบทละครโทรทัศน์   ข้อดีคือนักศึกษาสามารถเข้าใจในความแตกต่างของวิธีการนำเสนอเรื่องเดียวกัน ผ่านสื่อสองสื่อทั้งสื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์ได้อย่างชัดเจน  ในขณะที่ข้อด้อยคือ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการฟังละครวิทยุกระจายเสียงมาก่อน  ดังนั้นผู้สอนจึงต้องเตรียมสื่อการสอนที่เป็นเสียงละครวิทยุกระจายเสียง  และวิดีทัศน์การผลิตรายการละครทางวิทยุกระจายเสียงมาสร้างประสบการณ์ในชั้นเรียนให้  อย่างไรก็ดีประสบการณ์ในชั้นเรียนเพียง1-2 ครั้ง  อาจสร้างความรู้จัก แต่ไม่อาจสร้างความคุ้นเคยได้มากเท่าไรนัก  การเรียนการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงจึงใช้เวลาอย่างมาก จนเบียดบังระยะเวลาในการเรียนการเขียนบทละครโทรทัศน์  แต่ในข้อด้อยที่เหมือนเป็นอุปสรรคก็กลับมีผลเชิงบวกเกิดขึ้นคือเมื่อนักศึกษาสามารถก้าวผ่านการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงแล้วเสร็จ  และต้องเริ่มเขียนบทละครโทรทัศน์จากโครงเรื่องเดียวกัน   ผู้สอนพบความประหลาดใจมากว่านักศึกษาสามารถเรียนรู้การเรียนบทละครโทรทัศน์ได้รวดเร็วมาก  เนื่องจากนักศึกษาสามารถก้าวผ่านมิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ของความน่าติดตาม)  มาสู่มิติการสื่อการเขียนทางโทรทัศน์ (ขั้นตอน และกระบวนการในการเขียนบทละครโทรทัศน์  รูปแบบบทละครโทรทัศน์) ได้เลยนั่นเอง

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง(Simulation ) หมายถึง วิธีสอนที่จำลองสถานการณ์จริงมาไว้ในชั้นเรียนโดยพยายามทำให้เหมือนจริงที่สุดมีการกำหนดกติกาหรือเงื่อนไข แล้วแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มให้เข้าไปเล่นในสถานการณ์จำลองนั้นๆ ด้วยกิจกรรมนี้ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการเผชิญกับปัญหา จะต้องมีการตัดสินใจและใช้ไหวพริบวัตถุประสงค์ ให้ผู้เรียนได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสถานการณ์จนเกิดความเข้าใจ ทั้งนี้เรื่องสั้นที่นักศึกษาเตรียมมาเป็นโครงเรื่องตั้งต้นในการเขียนบทถือได้ว่าเป็นสถานการณ์จำลองที่เหมือนจริงที่สุดนักศึกษาเข้าไปทำความเข้าใจในสถานการณ์จำลองนั้นๆ  นักศึกษาจะเกิดการเรียนรู้จากการเผชิญกับปัญหาการทำความเข้าใจเรื่องราวในเรื่องสั้งจะต้องมีการตัดสินใจและใช้ไหวพริบในการถ่ายทอดเรื่องราวจนเกิดความเข้าใจนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ และลงมือเขียนบทจากสถานการณ์จำลองนั้นๆออกมาได้ในลักษณะเดียวกับการเขียนบทที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง

ยุคที่ 3   การเขียนบทละครจากนวนิยายชื่อดัง…ลงในสองสื่อ

Ak1.PNG

การตัดสินใจให้นักศึกษาใช้นวนิยายจากนักเขียนชื่อดังเช่นนวนิยายเรื่องคู่กรรม ผลงานการประพันธ์ของทมยันตี,   นางโชว์ ผลงานการประพันธ์ของบุตรรัตน์  บุตรพรหม, ข้างหลังภาพ ผลงานการประพันธ์ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือรู้จักกันดีในนามปากกาว่าศรีบูรพา, กระจกใบไม้  ผลงานการประพันธ์ของวดีลดา เพียงศิริ เป็นโจทย์ตั้งต้นในการเขียน มีจุดประสงค์นอกเหนือจากการนำนวนิยายมาเป็นโครงเรื่องในการเขียนบทแล้วผู้สอนยังหวังให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการสร้างสรรค์เรื่องที่มีความซับซ้อน(Complexity) ได้เรียนรู้การออกแบบโครงสร้างเรื่องหลัก( Main Plot)  และโครงสร้างเรื่องรอง (Sub Plot) และได้ทำความรู้จักผลงานของนักเขียนระดับปรมาจารย์ของประเทศไทยผ่านผลงานเลื่องชื่อ และนักศึกษาได้เรียนรู้การแบ่งงานกันทำระหว่างกลุ่มต่อกลุ่ม  รวมถึงการเชื่อมเรื่องราวแต่ละตอนระหว่างกลุ่ม  ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ได้ตอกย้ำให้ผู้สอนได้ค้นพบคำตอบที่ตอกย้ำความชัดเจนเดิมเหมือนเช่นยุคที่ 2 ว่านักศึกษาสามารถเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงได้แล้ว  การเขียนบทละครโทรทัศน์จากโครงเรื่องเดียวกัน  นักศึกษาสามารถเรียนรู้การเรียนบทละครโทรทัศน์ได้รวดเร็วมาก  เนื่องจากนักศึกษาก้าวผ่านมิติการคิด(การออกแบบเรื่อง  การออกแบบตัวละคร  การออกแบบฉาก  การให้แง่คิดแก่ผู้ชม)  มิติการเล่าเรื่อง(การดำเนินเรื่อง  ความสนุกสนาน  และมนต์เสน่ของความน่าติดตาม)  มาสู่มิติการสื่อการเขียนทางโทรทัศน์ (ขั้นตอน และกระบวนการในการเขียนบทละครโทรทัศน์  รูปแบบบทละครโทรทัศน์) ได้เลยนั่นเองซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนับเป็นข้อดี  หากแต่การบริหารจัดการในชั้นเรียนด้วยการแบ่งบทออกเป็นตอนๆกระจายให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มเขียน การสรุปลักษณะนิสัยของตัวละครแต่ละตัว การเล่าบริบทตามท้องเรื่องในแต่ละเหตุการณ์  แต่ละช่วงเพื่อให้การเขียนบทมีความต่อเนื่อง (Continuity)สม่ำเสมอก็เป็นภารกิจหนักที่ตกอยู่กับผู้สอนในการที่จะสร้างความเข้าใจให้นักศึกษาได้เสมอกัน  นอกจากนี้ในการรวมเล่ม   ผู้สอนพบว่าฝีมือการเขียนที่หลากหลายระดับ หลากหลายสไตล์การเขียน และการลำดับความคิดทำให้เล่มที่ได้ไม่มีความสม่ำเสมอคงเส้นคงวาในการเขียนเท่าไรนัก   ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำหรับการเป็นผลงานเดียวของนักศึกษาที่ร่วมกันทำในชั้นเรียน

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน (Co – Operative Learning ) ความหมายเป็นการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกันในชั้นเรียนซึ่งจะสร้างบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน และยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์ที่ยอมรับซึ่งกันและกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เรียนทุกคน นอกจากนี้ยังเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกด้วย เพราะในชั้นเรียนมีความร่วมมือกันและกันเกิดขึ้นผู้เรียนจะได้ฟัง เขียน อ่าน ทวนความ อธิบาย และปฏิสัมพันธ์ ผู้เรียนจะเรียนด้วยการลงมือกระทำ ผู้เรียนที่มีจุดบกพร่องจะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่ม ความมุ่งหมายของการสอนอยู่ที่การเรียนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน คือการให้สมาชิกทุกคนใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการทำงานกลุ่ม โดยยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อสมาชิกกลุ่ม  มิได้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำงานให้สำเร็จเท่านั้น

ยุคที่ 4   การดัดแปลงบทประพันธ์

Ak2

ถือเป็นการเข้าสู่ยุคแห่งการท้ายทายความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา เมื่อคณะนิเทศศาสตร์มีการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่เมื่อปีการศึกษา 2555  โดยมีการปรับเพิ่มรายวิชาที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาเช่น  วิชาความคิดสร้างสรรค์  และวิชาการสร้างสรรค์งานกราฟิกเพื่อการออบแบบ   เพื่อเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้สอนในรายวิชาเอกบังคับจึงให้โจทย์ในกิจกรรมการเขียนบทคือ  ให้นักศึกษาดัดแปลงบทประพันธ์จากเทพนิยายแฟนตาซีเด็กเช่น  พีน็อคคิโอ   ปีเตอร์แพน   ลาพันเซล   เมาคลีลูกหมาป่า   หนูน้อยหมวกแดง   ซิลเดอเรลล่า  โฉมงามกับเจ้าชายอสูร  หรือ สโนไวน์กับคนแคระทั้งเจ็ด  เป็นต้น  มาดัดแปลงเรื่องราวใหม่โดยคงชื่อของตัวละคร และท้องเรื่องของเทพนิยายไว้ให้มีเนื้อหาในอีกอรรถรสหนึ่งสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ทั้งนี้นักศึกษาต้องส่งโครงเรื่องย่อที่ได้ประพันธ์ใหม่ให้ผู้สอนทำการคัดเลือกก่อนด้วย   ข้อดีของการดัดแปลงบทประพันธ์ทำให้นักศึกษาต้องศึกษาบทประพันธ์เดิมทั้งลักษณะของตัวละครและโครงเรื่องเดิม  และประกอบสร้างเรื่องใหม่ซึ่งนักศึกษาสามารถทำออกมาได้ใน  3 ลักษณะคือ 1. การรื้อถอนโครงสร้างเดิม  2. การรื้อสร้างใหม่  3. การเปลี่ยนบริบท  โดยต้องมีความสนุกสนานไม่แพ้กัน   ทั้งนี้การคิดสร้างสรรค์เรื่องใหม่ผู้สอนให้นักศึกษาระดมความคิดสร้างสรรค์เรื่องผ่านทางเครื่องมือ (Tool)  Mind  Mapping  โดยผู้สอนปูพื้นฐานการจัดสร้าง Mind  Mapping เป็น 6 ขั้นตอนดังนี้

  1. เริ่มตรงจุดกึ่งกลางของกระดาษเพราะว่าการเริ่มต้นที่จุดกึ่งกลางจะทำให้สมองของเราเป็นอิสระ พร้อมที่แตกหน่อแผ่ขยายความคิดอื่นๆ ออกไปยังทุกทิศทางในหน้ากระดาษ
  2. ใช้รูปภาพหรือวาดรูปประกอบไอเดียเพราะว่ารูปภาพมีความหมายนับล้านคำ และยังช่วยให้ได้ใช้จินตนาการไปในตัวด้วย ภาพที่อยู่ตรงกึ่งกลางจะดูน่าสนใจเพิ่มขึ้นทำให้มีจุดโฟกัสที่แน่นอน
  3. ใช้สีหลากสีสัน สีจะทำให้สมองได้ตื่นตัว สีสันจะทำให้ดูมีชีวิตชีวาน่าอ่านมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนั่งวาดภาพระบายสี  ก็เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วย
  4. วาดลากเส้นกิ่ง ควรลากออกมาจากจุดตรงกลางแตกกิ่งก้านสาขาออกมาตามที่สมองจะคิดได้   ควรต้องให้เส้นเชื่อมต่อกัน เพราะว่าสมองของมนุษย์ทำงานแบบเชื่อมโยงเข้าหากัน
  5. วาดเส้นกิ่งควรลากเป็นเส้นโค้งดีกว่าเส้นตรง เส้นโค้งให้ความอิสระ  ยืดหยุ่น  ปรับเปลี่ยนได้  ในขณะที่เส้นตรงมันดูจริงจัง  ผูกมัด   และไม่น่าสนใจ
  6. ใช้เขียน Keyword สำหรับเส้นกิ่งเพราะ Keyword แบบโดดๆ ทำให้ผังความคิดมีพลัง และยืดหยุ่นความหมายได้ โดยไม่ถูกจำกัดความคิด

โจทย์การดัดแปลงบทประพันธ์ไม่เพียงทำให้นักศึกษาสามารถเขียนบทละครโทรทัศน์ประเภทแฟนตาซีได้  หากแต่นักศึกษารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของผลงาน  สนุกสนาน  และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดจากรายวิชาที่เรียนมา   ถือได้ว่าทำให้นักศึกษารู้จักปรับใช้องค์ความรู้จากวิชาแกนของหลักสูตร  ลงมาใช้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาการศึกษาของตนเองอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  เนื่องจากในการส่งผลงานรูปเล่ม  ผู้สอนให้นักศึกษาจัดทำเล่มผลงาน  โดยมีการบูรณาการความรู้ในรายวิชาวิชาการสร้างสรรค์งานกราฟิกเพื่อการออบแบบมาออกแบบปก และโปสเตอร์ละครของตนเอง  ทำให้รูปลักษณ์ของเล่มผลงานมีคุณค่า น่าภาคภูมิใจ  และด้วยลักษณะการปรับเปลี่ยนโจทย์กิจกรรมในชั้นเรียน  และเพิ่มรายละเอียดในการจัดทำเล่มผลงานดังกล่าว  ผู้สอนจึงตัดการเขียนบทละครทางวิทยุกระจายเสียงออก  เนื่องด้วยข้อจำกัดในระยะเวลาเรียน  และความนิยมในการผลิตรายการละครทางวิทยุกระจายเสียงไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง(Brainstorming )หมายถึงวิธีสอนที่ใช้ในการอภิปรายร่วมกันโดยทันทีไม่มีใครกระตุ้นใคร กลุ่มผู้เรียนจะหาคำตอบหรือทางเลือกสำหรับปัญหาที่กำหนดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นร่วมกันในขณะนั้น  โดยจะไม่มีการตัดสินว่า คำตอบหรือทางเลือกใดดีหรือไม่อย่างไร ลักษณะสำคัญอยู่ที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดหาคำตอบหรือทางเลือก สำหรับปัญหาที่กำหนดให้มากที่สุดและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วจากนั้นจึงช่วยกันพิจารณาเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งทางมาเป็นโจทย์ในการปฏิบัติงานต่อไป

ยุคที่ 5   การสร้างสรรค์บทละครอย่างเต็มรูปแบบ

Ak3

ด้วยตระหนักถึงหัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่สำหรับการเขียนบทรายการละครโทรทัศน์  คงอยู่ในข่ายของการขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม  บนความเชื่อที่ว่าแม้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  จะก้าวล้ำไปมากเพียงไรหากแต่คุณค่าอยู่บนความหมาย (Technology is a tool, Content is the King) ในยุคที่ 5 ของการพัฒนาการสอนซึ่งถือเป็นยุคปัจจุบันผู้สอนจึงเปิดทางให้นักศึกษาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดโจทย์ภาคทฤษฎีกว้างๆให้นักศึกษาการเขียนบทละครโทรทัศน์ตามขั้นตอนทฤษฏีละครที่สอนในภาคทฤษฎีได้แก่ 6 Elements of a Play ซึ่งเป็นทฤษฏีที่คิดขึ้นด้วยอริสโตเติลเป็นหัวข้อดังนี้ 1. Plot (โครงเรื่อง) 2. Character & Characterization (ตัวละครและการออกแบบตัวละคร) 3.Thought (ความคิด) 4.Diction (ภาษา) 5.Song (เสียง) 6. Spectacle (ภาพ) (เอกธิดา, 2555) และผู้สอนได้มีการออกแบบกระบวนการเรียนเพิ่มเติมดังนี้

  1. มีการใช้แบบรายงานความคืบหน้าเป็นเครื่องมือในการตัวตรวจติดตามผลงานความก้าวหน้าในชั้นเรียนเป็น 3 ระยะและยังคงใช้ Mind Mapping  เป็นจุดกำเนิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเรื่องก่อนทำการเขียนบท ทั้งนี้ในการประเมินผลงานของนักศึกษา ผู้เขียนใช้แบบรายงานความคืบหน้าที่ผ่านการตรวจติดตามเสมอๆ เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานด้วย  ดังนี้

แบบตรวจติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานการเขียนบทละครโทรทัศน์ วิชา RTV 302 ภาคการศึกษาที่ 2 / 2559

ลำดับ

ชื่อ / นามสกุล

รหัส / กลุ่มเรียนที่

1

2

3

4

5

6

ความก้าวหน้าของการดำเนินงาน

ระดับความก้าวหน้า /

กำหนดส่งงาน

รายละเอียดงานที่ผ่านการพิจารณา

(งานเอกสารทุกชนิดจัดพิมพ์ และปริ้นมาส่ง โดยเย็บมุม)

ผลการพิจารณา
ความก้าวหน้า 1

กลุ่มเรียนที่ 01   วันที่ 23 มีนาคม 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 24 มีนาคม 2560

– มี Plot ส่ง 2 Genre และผ่านการคัดเลือก

– มี Theme / Premise หลักของเรื่อง

 

5 คะแนน
ความก้าวหน้า 2

กลุ่มเรียนที่ 01  วันที่ 30 มีนาคม 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 31 มีนาคม 2560

– มี Synopsis

– มี Plot แบบย่อของแต่ละตอน 10-12 ตอน

– มี Character ตัวละครหลัก

5 คะแนน
ความก้าวหน้า 3

กลุ่มเรียนที่ 01 วันที่ 20 เมษายน 2560

กลุ่มเรียนที่ 02  วันที่ 21 เมษายน 2560

– มี Script ตอนที่ 1-3

– มี Poster

หมายเหตุ   จับสลากลำดับการนำเสนองาน

5 คะแนน
27 เมษายน 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 1-6

28 เมษายน 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 7-12

4 พฤษภาคม 2560 สอบนำเสนองานกลุ่มที่ 13-18

หมายเหตุ  นักศึกษากลุ่ม 01 อาจต้องสอบนอกเวลาเรียนโดยมาสอบในเวลาเรียนของกลุ่ม 02

  1. ผู้สอนได้มีการออกแบบTemplate ผลงาน เพื่อเป็นเสมือนโจทย์ในการทำงาน และTemplate เล่มผลงานดังกล่าวยังช่วยจัดระบบระเบียบให้เล่มผลงานของนักศึกษาออกมาสวยงามกว่าในยุคที่ผ่านมาอีกด้วย ดังนี้

Ak4Ak5

  1. จัดให้มีการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน   สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของผลงาน

สรุป เทคนิคการสอนในลักษณะนี้ถือเป็นวิธีสอนแบบโครงการ ( Project Method )  หมายถึงวิธีสอนแบบโครงการ เป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนวางโครงการและดำเนินงานให้สำเร็จตามโครงการนั้น นับว่าเป็นการสอนที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงที่ผู้เรียนจะประสบในอนาคต  ที่ต้องเริ่มต้นการทำงานด้วยการตั้งปัญหาดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการลงมือทำจริง ผู้สอนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา  เสนอแนะ และให้แนวทางแก้ไข  เพื่อให้ผู้เรียนทำไปปรับแก้ไขงานด้วยตนเอง

บทส่งท้าย

ด้วยประสบการณ์ในการสอนการเขียนบทละครรายการทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ยาวนานกว่า 17 ปี  กับผลงานของนักศึกษากว่า 17 รุ่น  ที่ในวันนี้คงเหลือทิ้งไว้ฝากเป็นความประทับใจให้กับผู้สอน  เป็นผลงานบทละครโทรทัศน์  กว่า 100 เรื่อง  มากไปกว่าการเขียนได้ เขียนเป็น และเขียนดี  คงเป็นการทลายกำแพงแห่งความอาย  ความหวาดกลัว  และความรู้สึกที่ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองมีความสามารถในการเขียนของนักศึกษาลงได้หมดสิ้น ในฐานะผู้สอน…การเขียนอักษรตัวแรกที่ผู้เรียนจรดปากกาเขียนลงบนกระดาษคงมีคุณค่ามากพอๆกับอักษรตัวสุดท้าย…เมื่องานเขียนเสร็จสิ้นลง


เอกสารอ้างอิง

ณฐมน เพ็ญ แนวคำ. “เทคนิควิธีการสอนแนวใหม่”. ออนไลน์   เข้าถึงเมื่อวันที่  29 พฤษภาคม 2560 https://www.gotoknow.org/posts/217786

เอกธิดา  เสริมทอง. 2555. การเขียนบทวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์.กรุงเทพ: บริษัทเอส. อาร์. พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์จำกัด

aekthidaSA2