การพัฒนาผลงานออกแบบโดยการประยุกต์เทคนิค วิธีการจัดปัญหาเป็นฐานร่วมกับการประเมินผล โดยการสร้างรูบิคสกอร์ สำหรับนักศึกษารายวิชา ARC435 การออกแบบสถาปัตยกรรมขั้นสูง 1

การจัดการเรียนการสอนทางด้านสถาปัตยกรรมที่อิงอยู่กับมาตรฐานของหลักสูตร และมาตราฐานทางด้านการประกอบวิชาชีพสถาปัตกรรมควบคุม ซึ่งเน้นถึงทักษะในการพัฒนาแนวความคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการกำหนดเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาทางด้านการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขาดความสามารถในการสร้างทางเลือกในการออกแบบ หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างหลากหลายและมีความแตกต่างระหว่างกันและกัน (ยงยุทธ ณ นคร, 2532 อ้างใน บัณฑิต จุลาสัย, 2539) สอดคล้องกับปรัชญาของการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่มุ่งเน้นถึง ลักษณะและวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย แตกต่างและมีทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด หรือเรียกว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นพื้นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) ในการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การผสมผสานความรู้เก่าและความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน จนสังเคราะห์ออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหานั้นๆ ได้ในที่สุด (ยรรยง สินธุ์งาม, 2556)

การพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านสถาปัตยกรรมภายใต้แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงสมควรที่จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาด้านการเรียน ซึ่งสามารถช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าใจความเกี่ยวเนื่องระหว่างสถาปัตยกรรมศาสตร์กับศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นลำดับ นอกจากนั้นในเชิงยุทธศาสตร์ในการสอน นักการศึกษาสามารถ PBL ไปใช้เป็นกรอบงานในการสร้างรายวิชา (course) ได้อีกด้วย (ยศวีร์, 2554) โดยเน้นถึง ความสามารถในการปฏิบัติ (Authentic Assessment) 2 ประการคือ ความสามารถของนักศึกษาในการสร้างแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม (Conceptual Design Skill) และความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ (Integrated Science Skill) ซึ่งเป็นการบูรณาการแนวคิดต่างๆ จากศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบสถาปัตยกรรม

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านสถาปัตยกรรม ที่เน้นถึงกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้นั้น ยังขาดการศึกษาและวิจัยอยู่มากในแวดวงวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรม งานวิจัยทางด้านการพัฒนาเครื่องมือวัดผล (บุษวรรษ์, 2556) ซึ่งเน้นถึงการสร้าง (โชติมา, 2544) และพัฒนาเครื่องมือวัดผล (นันทนัช, 2553) หรือที่เรียกว่ารูบิกสกอร์ (ธนุตม์, 2557) นั้นยังขาดมิติของการสะท้อนกลับ (Feedback) ไปยังนักศึกษา หรือขาดกระบวนการประเมินตนเองของผู้เรียน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอนอย่างเท่าเทียมกัน      ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งเน้น การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประเมินผลที่เรียกว่า รูบิกสกอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลอย่างแพร่หลายในวงการวิชาการ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อประยุกต์ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบปัญหาเป็นฐานในการพัฒนาผลงานการออกแบบของนักศึกษาในรายวิชา ARC435 การออกแบบสถาปัตยกรรมขั้นสูง 1
  2. เพื่อประยุกต์เทคนิคการประเมินผลโดยการสร้างรูบิคสกอร์ในการสร้างเครื่องมือสำหรับการประเมินผลงานออกแบบของนักศึกษา

คำถามการวิจัย

การจัดการเรียนการสอนแบบปัญหาเป็นฐาน และการสร้างรูบิคสกอร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลงานการออกแบบของนักศึกษา มีส่วนช่วยในการพัฒนาผลงานการออกแบบของนักศึกษาได้มากน้อยเพียงใด

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาในรายวิชา ARC435 การออกแบบสถาปัตยกรรมขั้นสูง 1 สำหรับภาคการศึกษาที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2559 จำนวน 26 คน

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น (Independent Variable) ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning: PBL) เพื่อใช้ในการพัฒนาแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม

ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่  พัฒนาการด้านความรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และความสามารถของนักศึกษาในการสร้างแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม (Conceptual Design Skill) และความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ (Integrated Science Skill)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

  • เครื่องมือทดลอง แผนการเรียนการสอน เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและสื่อวัสดุการสอน
  • เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบประเมินพัฒนาการการเรียนรู้ และแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้โดยใช้รูบิคสกอร์แบบแยกองค์ประกอบ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ส่วนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานทั่วไป เพศ คะแนนเฉลี่ยสะสม ปัญหาในการเรียนด้านการออกแบบส่วนที่ 2 การวัดและประมินระดับด้านกระบวนการกำหนดปัญหา การแก้ปัญหา ทักษะและคุณลักษณะของผู้เรียน ซึ่งเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ในการเรียนรู้วิชาการออกแบบการประเมินผล ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะที่จำเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความสามารถของนักศึกษาในการสร้างแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม (Conceptual Design Skill) และความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ (Integrated Science Skill) ซึ่งมีทั้งผู้เรียนเป็นผู้ประเมินตนเอง และผู้สอนเป็นผู้ประเมิน

การเก็บรวบรวมข้อมูล

  • ขั้นตอนที่ 1 ผู้วิจัยทำการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามที่แจกให้ประชากรกลุ่มเป้าหมาย
  • ขั้นตอนที่ 2. ผู้วิจัยทำการรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัย ตำรา เอกสารที่เกี่ยวข้อง
  •  ขั้นตอนที่ 3. ผลการศึกษาในรายวิชาการออกแบบ และการประเมินผลของนักศึกษา

การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้ค่าสถิติการวัดพัฒนาการของผู้เรียนก่อนและหลังการเรียน (Growth Score) รวมทั้งสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ที่ได้จากแบบสำรวจ ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสังเกต แบบจดบันทึกและรูบิคสกอร์ที่ใข้ในการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแบบแยกองค์ประกอบ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

งานวิจัยชิ้นนี้เน้นถึงการศึกษาด้านพัฒนาการของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการแปลผลเชิงพัฒนาการ ได้แก่ คะแนนพัฒนาการ (Growth Score) ซึ่งเป็นการศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) คะแนนพัฒนาการที่ใช้ในงานวิจัยชิ้นนี้เน้นถึง ค่าคะแนนที่เป็นตัวเลขจากการวัดผลตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปของผู้เรียนคนเดียวกัน นอกจากนั้น สถิติประเภทอื่นที่ใช้ในงานวิจัยฉบับนี้ ได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการที่ได้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของแต่ละบุคค

ผลการวิจัย

  1. ผลของการจัดกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย จากจำนวนนักศึกษาทั้งสิ้น 26 คน ตามพื้นฐานด้านการออกแบบ และสภาพปัญหาของผู้เรียนที่ผู้เรียนระบุถึงปัญหาของตนเอง โดยใช้การสอบถามและวัดผลก่อนเรียน (Pre-Test) สามารถแบ่งกลุ่มนักศึกษา ได้ดังนี้
  • กลุ่มที่ 1 กลุ่มนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบแนวความคิดมากกว่าทักษะความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เน้นการอออกแบบแนวคิดทางด้านสถาปัตยกรรม และต้องการผลงานออกแบบในเชิงแนวคิดที่มีลักษณะในเชิงนามธรรมเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม
  • กลุ่มที่ 2 กลุ่มนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบแนวความคิดเท่ากับทักษะความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะทั้งสองประการควบคู่กันไป
  • กลุ่มที่ 3 กลุ่มนักศึกษาที่มีความสนใจในการพัฒนาทักษะด้านการออกแบบแนวความคิดน้อยกว่าทักษะความสามารถในการออกแบบเชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เน้นการอออกแบบสถาปัตยกรรมในเชิงการปฎิบัติทางวิชาชีพมากกว่าการออกแบบแนวคิดในเชิงนามธรรม
Ti1

ภาพที่ 1 เปรียบเทียบผลงานการออกแบบที่อาศัยทักษะการออกแบบ 2 ด้าน

  1. ผลของคะแนนพัฒนาการ (Growth Score) และค่าคะแนนเฉลี่ยของพัฒนาการเพิ่มสัมพันธ์ (Relative Growth Score) ด้านผลสัมฤทธิ์ของการเรียนก่อน และหลังการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานของกลุ่มประชากรนักศึกษา จำนวน 26 คน พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนพัฒนาการเท่ากับ 4.07 และค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาการเพิ่มสัมพันธ์มีค่าเท่ากับ 12.52 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้ โดยพบว่า นักศึกษากลุ่มที่ 1 มีค่าคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 6.20 และค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาการเพิ่มสัมพันธ์สูงถึงร้อยละ 21.23 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้ รองลงมาได้แก่ นักศึกษากลุ่มที่ 2 มีค่าคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 และค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาการเพิ่มสัมพันธ์สูงถึงร้อยละ 10.94 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้ และลำดับสุดท้ายได้แก่ นักศึกษากลุ่มที่ 3 มีค่าคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 1.83 และค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาการเพิ่มสัมพันธ์มีค่าเท่ากับร้อยละ 5.39 ของปริมาณที่ควรพัฒนาได้
Ti2

แผนภูมิที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยเปรียบเทียบของกลุ่มนักศึกษา
ทั้งสามกลุ่มกับคะแนนพัฒนาการเฉลี่ยของทั้งชั้นเรียน

  1. ภาพรวมผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอน จากผลงานการออกแบบภายหลังการจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยใช้เทคนิคการประเมินผลด้วยรูบิคสกอร์ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่กำหนดในรายวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเน้นถึงการพัฒนาแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม และการพัฒนาทักษะในการออกแบบสถาปัตยกรรมในเชิงบูรณาการ พบว่า นักศึกษาจำนวน 7 คนได้ค่าคะแนนอยู่ระหว่าง 80-100 คะแนนหรือเกรด A คิดเป็นร้อยละ 26.92 อันดับรองลงมามีค่าคะแนนระหว่าง 60-64 คะแนน จำนวน 6 คนหรือคิดเป็นร้อยละ 23.08 และค่าคะแนนระหว่าง 70-74 คะแนน จำนวน 4 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.38 นอกจากนั้น ผลการเปรียบเทียบผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนโดยใช้รูบิคสกอร์ใน 2 หน่วยประเมิน ได้แก่ รูบิคสกอร์การประเมินทักษะในการพัฒนาแนวคิดในการออกแบบ พบว่า นักศึกษาในกลุ่มที่ 1, 2 และ 3 มีค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงสุดถึงต่ำสุดตามลำดับ (83%, 67% และ 64%) และรูบิคสกอร์การประเมินทักษะในการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงบูรณาการ พบว่า นักศึกษาในกลุ่มที่ 3, 2 และ 1 มีค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์สูงสุดถึงต่ำสุดตามลำดับ (74%, 63% และ 62%)
Ti3

แผนภูมิที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาทักษะในการออกแบบ 2 ด้าน

อภิปรายผลการวิจัย

อภิปรายผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ (Effective) จากผลงานการออกแบบ (Outputs) ภายหลังการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่กำหนดในรายวิชาโดยใช้เทคนิคการประเมินด้วยรูบิคสกอร์ (Rubric Scoring) โดยเน้นถึงทักษะการพัฒนาด้านแนวคิดในการออกแบบ และทักษะในการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงบูรณาการ ซึ่งวัดได้จากรูบิคสกอร์ที่ได้กำหนดค่าคะแนนและค่าน้ำหนักไว้ตามสัดส่วนและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาตนเองสำหรับนักศึกษาในแต่ละกลุ่ม พบว่า การจัดรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงชัดเจนนั้นสามารถช่วยในการพัฒนาผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่าการมีเป้าหมายแบบกว้างๆ หรือกล่าวได้ว่า ทิศทางการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมในแนวดิ่งส่งผลดีกว่าการศึกษาในแนวราบ อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตุประการสำคัญที่ได้จากการวิจัยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ที่วัดจากผลงานการออกแบบนั้นไม่ได้แปรผันตรงระหว่างกันและกัน และเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นจากตัวแปรสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรกคือผู้สอนซึ่งอาจจะสร้างโจทย์และเงื่อนไขในการออกแบบที่มีความยากขึ้นระหว่างผลงานและการให้คะแนนครั้งที่ 1 และ 2 รวมทั้งความสามารถในการสอนและเรียนรู้ร่วมกันในเวลาอันจำกัด ประการที่สองคือผู้เรียนซึ่งเกิดจากพื้นฐานประสบการณ์ของผู้เรียนที่ไม่มากพอจนไม่สามารถประเมินความสามารถของตนเองได้ถูกต้องชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในระหว่างการเรียนที่ตั้งต้นจากปัญหาของผู้เรียนเป็นฐาน ดังนั้นถ้าหากผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจปัญหาของตนเองได้ตั้งแต่แรกย่อมกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานไม่ประสบความสำเร็จในที่สุด

ข้อเสนอแนะ

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นถึง การศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบปัญหาเป็นฐานและการสร้างรูบิคสกอร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลงานการออกแบบของนักศึกษาที่มีต่อการพัฒนาผลงานการออกแบบของนักศึกษา โดยเน้นถึงปัญหาพื้นฐานของนักศึกษาสถาปัตยกรรม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรงของการสร้างรูบิคสกอร์เพื่อใช้ในการวัดผลมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยที่สนใจการพัฒนารูบิคสกอร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นยังสามารถพัฒนาต่อได้ในประเด็นดังกล่าว อาทิเช่น การสร้างรูบิคสกอร์แบบไม่มีค่าน้ำหนักเพื่อใช้เปรียบเทียบกับการสร้าง    รูบิคสกอร์แบบมีค่าน้ำหนักในงานวิจัยชิ้นนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถให้เกิดการพัฒนางานวิจัยต่อยอดจากงานวิจัยชิ้นนี้ได้ในอนาคต


รายการอ้างอิง

ธนุตม์ ธรรมพิทักษ์. (2557).  การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยวิธี 360 องศา และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคของนักศึกษาในรายวิชา GE115 (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://bit.ly/2qXj3l5 [2559, 15 สิงหาคม].

นันทนัช  อ่อนพวน. (2553).  การพัฒนาคู่มือการสร้างรูบริคเพื่อให้คะแนนสำหรับการประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียน (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://thesis.grad.chula.ac.th/ readfile1.php?fn=ab5283366027.doc [2559, 11 สิงหาคม].

บุษวรรษ์ แสนปลื้ม. (2556).  การใช้วิธีการตรวจคุณลักษณะและสัดส่วนจำนวนผู้ตรวจให้คะแนนที่มีผลต่อความเที่ยงตรงของการวัดความสามารถในการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: http://ir.swu.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/4175/Butsawan_S.pdf?sequence=1 [2559, 4 ตุลาคม].

บัณฑิต จุลลาสัย. (2539).  แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ยรรยง สินธุ์งาม. (2556).  การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: https://www.tci- thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/download/28708/24713 [2559, 12 กันยายน].

ยศวีร์ อิ่มอโนทัย. (2554).  การพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning:PBL). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.

โชติมา หนูพริก. (2544).  การพัฒนาเครื่องมือประเมินตามสภาพจริง วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก:http:// kb.tsu.ac.th/jspui/bitstream/123456789/550/1/87163.pdf[2559, 19 กันยายน]

thitiwatNO