การใช้ Plickers กับการประเมินผลการเรียนรู้ทันที ในห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง

การดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อเสริมในชั้นเรียน ทั้งการทำโครงงานหรือกิจกรรมสาธิตต่างๆ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ การเสริมกิจกรรมต่างๆเพิ่มเข้าสู่ชั้นเรียนโดยมีเนื้อหาการเรียนรู้เท่าเดิม ระยะเวลาการเรียนในชั้นเรียนในแต่ละภาคการศึกษาก็มีเท่าเดิม จึงส่งผลให้เกิดภาระการเรียนรู้ และการรับผิดชอบที่หนักมากแก่ผู้เรียนที่จะต้องแบ่งเวลามาเรียนรู้และทำโครงงานหรือกิจกรรม ซึ่งเป็นผลให้ผู้เรียนส่วนหนึ่งที่เรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนๆในชั้นไม่สามารถตามการเรียนได้ทัน ผู้รับผิดชอบการสอนก็ต้องจัดการสอนตามกำหนดการสอนที่ได้เตรียมไว้ รวมถึงต้องสอดแทรกกิจกรรมต่างๆเสริมอยู่เป็นระยะ ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนกำหนดการสอนเพื่อรอผู้เรียนบางส่วนได้ ซึ่งหากจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมที่เน้นการสอนทฤษฎี และวิธีการคำนวณเป็นหลัก พร้อมทั้งเสริมกิจกรรมและการสาธิต จะส่งผลให้การเรียนรู้จะไม่สัมฤทธิผลแก่ผู้เรียนกลุ่มที่เรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อนๆในชั้นเรียน การนำเทคนิคการสอนด้วยห้องเรียนกลับทางจึงสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่มีการแทรกเสริมกิจกรรมได้ และในส่วนกิจกรรมในชั้นเรียนที่เป็นการถามตอบความเข้าใจเนื้อหาการเรียนรู้ การใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีจะสามารถช่วยประเมินผลการเรียนรู้ได้ทันทีซึ่งจะสามารถนำมาใช้กับเทคนิคการเรียนให้รู้จริงได้

การเรียนรู้ด้วยเทคนิคห้องเรียนกลับทาง
เทคนิคห้องเรียนกลับทางเกิดขึ้นจากแนวคิดของครูสองท่านที่รัฐห่างไกล ในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ Jonathan Bergman และ Aaron Sams และได้เขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดเทคนิคและแนวทางชื่อหนังสือ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day (Bergmann J. and Aaron S., 2012) และศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้เรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง (วิจารณ์ พานิช, 2556) จากสาระในหนังสือ คุณครูทั้งสองท่านนี้ต้องการช่วยผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า ไม่สามารถเรียนทันเพื่อนๆ หรือผู้เรียนบางคนที่ต้องขาดเรียน โดยการให้เวลาที่มีคุณค่าแก่ผู้เรียนเพื่อแปลงเนื้อหาการเรียนรู้เป็นความเข้าใจที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตจริงได้ ซึ่งช่วงเวลานี้จำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากครูผู้สอน ซึ่งหากผู้เรียนรับฟังจากการสอนหน้าชั้นและใช้เวลาที่บ้านเพื่อแปลงเนื้อหาการเรียน ผู้เรียนอาจแปลงได้ไม่ถูกต้องนักโดยไม่มีผู้ชี้แนะ ดังนั้นหากห้องเรียนกลับทาง ครูใช้เครื่องมือด้านไอซีที มีวิดีทัศน์บันทึกการสอนในเนื้อหาการเรียนรู้ที่สอนในชั้นเรียนปกติแล้วนำไปใส่ไว้ในอินเทอร์เนตหรือระบบออนไลน์ จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้นอกชั้นเรียน สามารถที่จะเรียนซ้ำ หรือการหยุดชั่วขณะหากไม่เข้าใจได้ และยังสามารถจดบันทึกสิ่งที่ไม่เข้าใจเอามาถามครูที่ชั้นเรียนเมื่อถึงเวลาได้ ที่ชั้นเรียนผู้เรียนก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียนเนื้อหาวิชา เนื่องจากได้ศึกษามาก่อนแล้ว เวลาในชั้นเรียนจึงสามารถนำมาใช้เพื่อให้เกิดคุณค่าต่อผู้เรียนได้มากขึ้น ครูสามารถจัดกระบวนการเรียนที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนได้ คนที่เรียนรู้ได้ช้าจะถูกจับกลุ่มและได้รับความสนใจ รวมถึงการได้รับโจทย์คำถามที่เหมาะสมกับความสามารถ เพื่อให้การเรียนรู้เหมาะสมสำหรับบุคคล (Personalization) ห้องเรียนกลับทางจึงเป็นเทคนิคการสอนที่เปลี่ยนความสนใจจากการจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นฐาน สอนทั้งชั้นด้วยความเร็วเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน ใครเรียนรู้ได้ช้า หรือขาดเรียน ก็จะไม่สามารถตามชั้นเรียนได้ทัน มาเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ครูเป็นผู้ดำเนินการชี้แนะและสร้างสรรค์กิจกรรมในชั้นเรียน ที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนแต่ละคน ใช้เวลาในชั้นเรียนเพื่อช่วยผู้เรียนแปลงเนื้อหาความรู้ที่ได้เรียนจากวิดีทัศน์มาเป็นความเข้าใจที่มากขึ้น

ขั้นตอนของการนำเทคนิคห้องเรียนกลับทางมาใช้แบ่งได้เป็นสองช่วงคือ นอกชั้นเรียน และในชั้นเรียน ช่วงเวลานอกชั้นเรียนเป็นช่วงที่ผู้สอนจะกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้เนื้อหาการเรียนจากวิดีทัศน์ที่ผู้สอนกำหนดให้ โดยวิดีทัศน์อาจเป็นของผู้สอนเองทั้งหมด หรือมีบางส่วนจากผู้อื่นร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งการดูวิดีทัศน์ต้องมีการแนะนำให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี การดูต้องมีสมาธิ ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดรวมถึงโทรทัศน์ เพื่อตัดการรบกวนทุกๆสิ่ง นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้เรียนสามารถใช้การหยุด และการย้อนกลับ เพื่อจดประเด็นที่สงสัย จดประเด็นคำถาม หรือฟังซ้ำเพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น สำหรับช่วงเวลาในชั้นเรียนจะเริ่มต้นด้วยการทบทวนเนื้อหาในวิดีทัศน์สั้นๆ และทำการตอบคำถามในประเด็นที่ผู้เรียนสงสัย ช่วงนี้เองเป็นช่วงเวลาที่ผู้สอนจะใช้สำหรับการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ดูวิดีทัศน์มาก่อนหรือไม่ โดยอาจทำการมอบหมายให้ผู้เรียนทุกคนต้องตั้งคำถาม เพื่อจะเป็นการบังคับให้ดูวิดีทัศน์ก่อนเข้าชั้นเรียนนั่นเอง นอกจากนี้การตั้งคำถาม ตอบคำถาม ยังเป็นการตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ด้วย หากมีการเข้าใจผิดจะได้ใช้เวลานี้แก้ไขความเข้าใจผิดนั้น และหากมีผู้เข้าใจผิดมาก อาจเกิดจากวิดีทัศน์ที่บันทึกไว้มีข้อบกพร่อง ผู้สอนก็จะสามารถนำกลับไปแก้ไขได้ หลังจากนั้นผู้สอนจะสามารถมอบหมายงานให้ทำในกิจกรรมต่างๆที่ได้เตรียมไว้ที่เหมาะสมกับเนื้อหา และเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน โดยผู้เรียนแต่ละคนไม่จำเป็นจะต้องทำกิจกรรมเดียวกัน ผู้ที่เรียนช้ากว่าเพื่อนอาจได้รับกิจกรรมที่เสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม ที่ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถตามชั้นเรียนได้ทัน กิจกรรมที่สามารถทำได้เช่น การค้นคว้าประเด็นเพิ่มเติม โครงงานย่อย กิจกรรมการแก้ปัญหา การทำแบบฝึกหัดที่เป็นวิธีคิดเชิงคำนวณ การตั้งคำถามเชิงคำนวณเพื่อเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ฯลฯ บทบาทของผู้สอนในช่วงเวลานี้จะเปลี่ยนไปเป็นผู้แนะนำ สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้อย่างดี ผู้ที่เรียนช้าจะได้รับการเอาใจใส่ดูแลเพิ่มซึ่งจะช่วยให้ช่องว่างความสามารถด้านการเรียนที่แตกต่างกันมากของผู้เรียนให้ลดลง ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ตามความสามารถของแต่ละคน ผู้สอนจะเดินเข้าหาผู้เรียนทุกคนอย่างใกล้ชิดและมีบทบาทเพิ่มขึ้นจากความเป็นผู้สอน มาเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อน และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาต่างๆด้วย สิ่งนี้เองที่ปิดจุดอ่อนของการเรียนแบบออนไลน์ ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน

เทคนิคห้องเรียนกลับทางถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาหลักการสื่อสารที่เป็นรายวิชาชีพบังคับของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประยุกต์ นำมาใช้ครั้งแรกในภาคการเรียนที่ 2/2557 การจัดการเรียนด้วยเทคนิคห้องเรียนกลับทางในครั้งแรกนั้นจึงถูกเลือกใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป ทำการสอดแทรกด้วยปริมาณมากน้อยในแต่ละครั้งไม่เท่ากัน บางสัปดาห์เนื้อหาการเรียนมีความซับซ้อนมาก ก็จะปรับใช้ห้องเรียนกลับทางเพียงเล็กน้อย อาจใช้ระยะเวลาเพียงร้อยละ 20 ของเวลาเรียนทั้งหมด แต่ในบางสัปดาห์เนื้อหาไม่ซับซ้อน สามารถทำความเข้าใจด้วยตนเองได้ง่ายก็จะปรับใช้เทคนิคการสอนห้องเรียนกลับทางในระยะเวลาร้อยละ 50 ของเวลาเรียนทั้งหมด

การใช้ห้องเรียนกลับทางนอกชั้นเรียนทำโดยการมอบหมายให้ผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาดูวิดีทัศน์เนื้อหาการสอนที่ถูกบันทึกไว้ก่อนเข้าชั้นเรียนในแต่ละครั้งซึ่งสามารถเข้าถึงได้จากระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยและทางยูทูป พร้อมทั้งจดสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือมีประเด็นสำคัญเอาไว้เพื่อมาพูดคุยในชั้นเรียน

เมื่อเข้าสู่ชั้นเรียนในห้องเรียนกลับทาง ผู้สอนจะขานชื่อผู้เรียนทุกคนพร้อมทักทาย และกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เป็นเรื่องที่ผู้เรียนน่าจะสนใจ เพื่อสร้างความสนิทสนมและสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร จากนั้นจึงรับฟังคำถามที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งที่เป็นประเด็นสงสัยจากการดูวิดีทัศน์ เมื่อได้รับข้อมูลจากผู้เรียน ผู้สอนจับประเด็น และสรุปสาระการเรียนรู้ บรรยายหน้าชั้นเรียนซึ่งจะใช้เวลามากหรือน้อยไม่เท่ากันในแต่ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้ หากบางหัวข้อผู้เรียนเข้าใจผิด หรือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ก็อาจใช้เวลาให้มากขึ้น ในบางสัปดาห์ชั้นเรียนในห้องเรียนกลับทางจะนำเสนอด้วยกิจกรรมการทดลอง หากเครื่องมือและอุปกรณ์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ห้องเรียนได้ ก็จะนำมาสาธิตให้กับผู้เรียนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ส่วนการสาธิตที่ต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ในห้องปฏิบัติการ ก็จะแสดงด้วยวิดีทัศน์ที่บันทึกการทดลองไว้

นอกจากนี้กิจกรรมการถามตอบผ่านการควิซ (Quiz) ในระบบออนไลน์ก็ถูกนำมาใช้เพื่อการประเมินความเข้าใจของผู้เรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนได้ด้วย ในส่วนกิจกรรมถามตอบในชั้นเรียนสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์เช่นเฟสบุ๊กเพจมี url : http://www.facebook.com/EEG371 ที่สร้างขึ้นเฉพาะเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชานี้ และสามารถนำมาใช้ทำกิจกรรมถามตอบในชั้นเรียน โดยระหว่างการทำกิจกรรม ผู้สอนจะกำหนดกลุ่มผู้เรียน โดยอาจมีจำนวนกลุ่มละ 4 – 5 คน เพื่อให้ผู้เรียนในกลุ่มช่วยกันคิดและปฏิบัติการค้นหาคำตอบร่วมกัน ช่วยเหลือกัน

การตั้งคำถามผู้สอนจะเป็นผู้โพสคำถามลงบนหน้าเพจ และกำหนดคำสั่งหรือข้อกำหนดให้ชัดเจน เช่นหากคำถามง่ายเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ และต้องการให้ผู้เรียนบอกได้ อาจให้เวลาในการส่งคำตอบไม่นานนัก และทำการเปิดดูคำตอบหน้าชั้นในคอมเมนต์พร้อมกันกับผู้เรียน หากเป็นคำถามที่ต้องลงมือปฏิบัติการคำนวณ ก็จะให้เวลาในการทำมากขึ้น ระหว่างที่ผู้เรียนช่วยกันแก้ไขปัญหา ผู้สอนสามารถเดินรอบๆห้องเพื่อสังเกตุความเข้าใจ และช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนเกิดข้อสงสัย ซึ่งจะทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลได้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถตีความเนื้อความรู้ให้เป็นความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังมีประโยชน์ในด้านการแบ่งปันวิธีการหาคำตอบให้แก่เพื่อนๆ และสามารถกลับมาทบทวนในภายหลังได้ โดยคำตอบและวิธีทำที่ได้โพสในคอมเมนต์ ผู้สอนก็สามารถเข้าไปพิจารณาให้ความเห็น หรือแนะนำเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องได้ด้วย กิจกรรมถามตอบโดยการใช้เฟสบุ๊กเพจสามารถเข้าถึงความสนใจของผู้เรียนในสมัยนี้ได้ดี ทั้งยังเป็นช่องทางให้ผู้เรียนใช้แบ่งปันระหว่างกันได้อย่างทั่วถึงในกลุ่มผู้เรียน

การเรียนให้รู้จริง (Mastery Learning)
นอกเหนือจากเทคนิคห้องเรียนกลับทางที่ใช้ในการสอนในรายวิชาหลักการสื่อสารแล้วแล้ว ในปีการศึกษา 2559 ได้เสริมเทคนิคการสอนในรูปแบบการเรียนให้รู้จริงคือให้ผู้เรียนได้สามารถเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามอัตราความเร็วของการเรียนรู้ของตนเอง ที่อาจแตกต่างจากอัตราความเร็วของชั้นเรียน ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้สอน ผู้สอนจะประเมินการเรียนรู้และวัดความเข้าใจ หรือการประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Assessment) ส่วนผู้เรียนต้องแสดงว่าเข้าใจอย่างแท้จริงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้โดยการประเมินการสอบแบบสอบได้สอบตก (Summative Evaluation) เมื่อสามารถผ่านการเรียนรู้ในวัตถุประสงค์แรกได้แล้ว จึงจะสามารถเรียนรู้ในวัตถุประสงค์ต่อไปได้ หากยังสอบไม่ผ่านผู้สอนจะเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ผลที่แท้จริง

การกลับทางห้องเรียนและเรียนให้รู้จริง (Flipped -Mastery Classroom) จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ในเบื้องต้น เมื่อพื้นฐานความรู้มากพอจะสามารถเรียนรู้ในวัตถุประสงค์ที่ยากขึ้นได้ โมเดลของการกลับทางห้องเรียนและเรียนให้รู้จริงแสดงดังภาพที่ 1 การใช้วิดีทัศน์จะช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เมื่อติดปัญหายากแก่การทำความเข้าใจ ก็จะสามารถจดบันทึกและนำมาสอบถามในชั้นเรียน ที่ได้รับการดูแลให้คำปรึกษาจากผู้สอน รวมถึงได้ได้ทำแบบฝึกหัดและกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆในชั้นเรียน จะช่วยเสริมความเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นด้วย โดยองค์ประกอบของการกลับทางห้องเรียนและเรียนรู้ให้จริงมีข้อที่ต้องเพิ่มเติมคือ ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ให้ชัดเจน และต้องมีวิธีการประเมินหลายวิธีการเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนสามารถเรียนบรรลุตามแต่ละวัตถุประสงค์ได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่นำมาใช้ในการกลับทางห้องเรียนและเรียนให้รู้จริงคือการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงในทันที (Immediate Formative Assessment)

08

ภาพที่ 1 โมเดลการกลับทางห้องเรียนและเรียนให้รู้จริง (Guskey, 2005)

การประเมินผลการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงในทันทีเป็นหนึ่งในเครื่องมือของผู้สอนที่สามารถนำมาใช้กับผู้เรียนในระหว่างกระบวนการสอนในชั้นเรียน ซึ่งจะสามารถให้ผลการประเมินในทันทีหลังจากทำการทดสอบเสร็จสิ้น โดยผลการทดสอบที่ได้จะสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้สอนในการปรับกิจกรรมการสอน หรือเป็นแนวทางให้แก่ผู้เรียนในการปรับปรุงวิธีการเรียนในระหว่างคาบเรียนโดยแตกต่างจากการทำควิซหลังเลิกเรียน ที่ผู้สอนจะทราบผลการประเมินหลังจากที่สอนเสร็จสิ้นแล้ว และผู้เรียนจะทราบหลังจากหมดคาบเวลาเรียนในสัปดาห์นั้นแล้ว ซึ่งการที่ผู้สอนจะเข้าไปปรับการสอนหรือไปทำความเข้าใจกับผู้เรียนก็จะต้องทิ้งช่วงเวลาเป็นคาบเรียนถัดไปซึ่งไม่เหมาะสมกับเทคนิคการสอนแบบการเรียนให้รู้จริงที่จะต้องทำการปรับช่องว่างของการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป้าหมายของการเรียนรู้ให้แคบลงโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนสามารถข้ามไปสู่บทเรียนถัดไปได้ ในการที่จะได้ผลการประเมินการเรียนรู้ในทันที ทั้งผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ในการดำเนินการที่แตกต่างกัน หน้าที่ของผู้สอนจะต้อง 1) เตรียมแผนการประเมินที่จะนำไปใช้ในการปรับปรุงการเรียน 2) เลือกใช้เครื่องมือที่จะติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) เก็บข้อมูลความก้าวหน้าและแบ่งปันให้แก่ผู้เรียนให้ทราบและ 4) แปลผลข้อมูลที่ได้และปรับกระบวนการสอนให้เหมาะสมจากผลข้อมูล และในส่วนของผู้เรียนนั้นมีหน้าที่ 1) ทำความเข้าใจกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการเรียนรู้ในแต่ละบทเรียน 2) เข้าร่วมกับกิจกรรมต่างๆในและนอกชั้นเรียนที่ผู้สอนกำหนดให้ เช่นการทำควิซ การตอบคำถามในชั้นเรียนและ 3) ปรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจใหม่กับเนื้อหาที่เข้าใจคลาดเคลื่อน สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงในทันทีสามารถดำเนินการได้โดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี (Tech-tools) เช่น Pingpong, Edpuzzle, Poll Anywhere, Padlet, Kahoot หรือ Plickers เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้จะแนะนำ Plickersเป็นเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงในทันที

 Plickers
Plickers เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเทคโนโลยี โดยเป็นบริการที่สร้างคำถามออนไลน์ที่เวปไซต์ http://www.plickers.com ดังแสดงในภาพที่ 2 และสามารถที่จะทำการตรวจคำตอบเพื่อการประมวลผลการเรียนรู้ได้ในทันที ข้อดีของการใช้ Plickersคือผู้เรียนไม่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีซึ่งจะไม่เป็นภาระของผู้เรียนในการจัดหาเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคในการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน ระบบของ Plickers ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ plickers.com ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเฉพาะด้านผู้สอนเท่านั้น โดยจะต่อเชื่อมกับเครื่องฉายเพื่อแสดงโจทย์คำถามแต่ละข้อ สำหรับการควบคุมการแสดงคำถามและการตรวจคำตอบของผู้เรียนแต่ละคน ระบบ Plickers จะใช้เครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของผู้สอนที่ติดตั้งโปรแกรมประยุกต์ Plickers ผู้สอนเพียงทำการพิมพ์ชุดกระดาษ Plickers แจกให้แก่ผู้เรียน กระดาษ Plickers แต่ละใบจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเลขลำดับของบัตรอยู่ทั้งสี่มุมและเลขลำดับนี้จะสัมพันธ์กับผู้เรียนแต่ละคนในชั้นเรียนดังแสดงในภาพที่ 3 และภาพที่ 4 สำหรับภาพที่ 5 เป็นการแสดงการใช้กระดาษ Plickers ของผู้เรียนในชั้นเรียน ในแต่ละด้านของกระดาษ Plickers มีตัวอักษรระบุคำตอบที่ผู้เรียนจะใช้ในการตอบคำถาม เมื่อถึงช่วงเวลาในการตอบคำถาม ผู้เรียนจะต้องยกกระดาษ Plickers ขึ้น โดยเลือกด้านที่จะตอบระหว่าง A, B, C หรือ D ให้อยู่ด้านบน เช่นหากต้องการตอบข้อ A ให้เลือกชูกระดาษ Plickers ของตนให้ด้าน A อยู่ด้านบน เป็นต้น

09

ภาพที่ 2 บริการที่สร้างคำถามออนไลน์ที่เวปไซต์ www.plickers.com

10

ภาพที่ 3 ตัวอย่างกระดาษ Plickers

11

ภาพที่ 4

12

ภาพที่ 5 การใช้กระดาษ Plickers ของผู้เรียนในชั้นเรียน

ในการสร้างคำถามผู้สอนสามารถสร้างคำถามในฐานข้อมูลคลังคำถามดังแสดงในภาพที่ 6 ซึ่งสามารถสร้างได้สองลักษณะคือคำถามปรนัยสี่ตัวเลือกหรือ คำถามจริง/เท็จ ในการแสดงคำถามให้ผู้เรียนเห็นในชั้นเรียนทำโดยการแสดงผ่าน Live view ดังแสดงในภาพที่ 7 ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนทุกคนเห็นคำถามได้ในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งเห็นสถานะการตอบคำถามบนหน้าจอเครื่องฉายด้วย ผู้สอนสามารถควบคุมลำดับของคำถามได้โดยใช้โปรแกรม Plickers บนสมาร์ทโฟนดังแสดงในภาพที่ 8 ในการตรวจคำตอบผู้สอนจะทำการสแกนกระดาษ Plickers ที่ผู้เรียนแต่ละคนตอบผ่านการกดปุ่มสแกนบนโปรแกรม Plickers ซึ่งจะเปิดการทำงานของกล้องถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟน จากนั้นทำการเลื่อนการสแกนไปรอบๆห้องเพื่อตรวจคำตอบของผู้เรียนทุกๆคน หน้าจอสมาร์ทโฟนของการตรวจคำตอบโดยการสแกนด้วยกล้องแสดงดังภาพที่ 9 โปรแกรมบนสมาร์ทโฟนจะเปลี่ยนพื้นหลังของชื่อผู้เรียนเป็นสีเขียวหากตอบถูกต้อง หรือเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีแดงหากตอบผิด คำตอบทั้งหมดของผู้เรียนทุกคนจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการอ้างอิงในภายหลังได้ คำตอบของแต่ละข้อของผู้เรียนทุกคนและรายงานคะแนนรวมจากระบบ Plickers สามารถเรียกแสดงได้ดังภาพที่ 10 ซึ่งรายงานนี้สามารถแบ่งปันให้กับทุก ๆ คนได้

13

ภาพที่ 6 การสร้างคำถามในระบบ Plickers

14

ภาพที่ 7 หน้าจอการแสดงคำถามที่ผู้เรียนเห็นผ่านเครื่องฉาย

15

ภาพที่ 8 หน้าจอการเลือกคำถามที่ผู้สอนเลือกจากสมาร์ทโฟน

16

ภาพที่ 9 การตรวจคำตอบโดยการสแกนด้วยกล้อง

17

ภาพที่ 10 คำตอบของแต่ละข้อของผู้เรียนทุกคนและรายงานคะแนนรวม

Plickers สามารถนำมาใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในชั้นเรียนทั่วไป หรือในห้องเรียนกลับทางซึ่งจะได้ผลการประเมินของแต่ละคำถามในทันทีหลังจากผู้เรียนตอบคำถามโดยการยกกระดาษ Plickers เพื่อเลือกคำตอบ โปรแกรมบนสมาร์ทโฟนของผู้สอนจะสแกนกระดาษ Plickers ของผู้เรียนแต่ละคน หากตอบคำถามถูก รายชื่อจะเปลี่ยนแถบพื้นหลังเป็นสีเขียว และหากตอบผิดพื้นหลังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง การตอบสนองโดยทันทีลักษณะนี้จะทำให้ผู้สอนสามารถทราบได้อย่างทันท่วงทีว่าผู้เรียนเข้าใจบทเรียนที่กำลังเรียนอยู่นี้มากน้อยเพียงใดจากคำตอบที่ปรากฎขึ้น ผู้สอนอาจปรับหัวข้อการสอน การนำเสนอหรือวิธีการอธิบายตามผลของคำตอบของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างถูกต้องผู้สอนสามารถดำเนินการไปยังหัวข้อถัดไป แต่หากมีผู้เรียนบางคนให้คำตอบผิด ผู้สอนสามารถปรับการอธิบาย แจ้งคำตอบและวิธีการคิดที่ถูกต้อง หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนในชั้น นอกจากนี้ในส่วนผู้เรียนเองเมื่อทราบถึงผลการประเมินในทันทีนั้น ก็จะสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่เข้าใจคลาดเคลื่อนให้ถูกต้องได้ และจะสามารถปรับการเรียนรู้เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการเรียน การใช้ Plickers ยังสามารถนำไปใช้ตั้งคำถามโดยทั่วๆไป เช่นสำรวจความคิดเห็น ถามความเข้าใจในเนื้อหาโดยรวม หรือสามารถใช้ในการตรวจการเข้าเรียนของผู้เรียนในแต่ละสัปดาห์ได้ด้วย


รายการอ้างอิง

วิจารณ์ พานิช.  (2556).  ครูเพื่อศิษย์ สร้างห้องเรียนกลับทาง.  มูลนิธิสยาม กัมมาจล.

Bergmann Jonathan and Aaron Sams.  (2012).  Flip your classroom: Reach every student in every class every day.  International Society for Technology in Education.

Guskey, T. R. (2005). “Formative Classroom Assessment and Benjamin S. Bloom: Theory, Research, and Implications”. Online Submission.

Perie, M., Marion, S., Gong, B., and Wurtzel, J. (2007). “The Role of Interim Assessments in a Comprehensive Assessment System: A Policy Brief”. Aspen Institute

PreechaKoc