แบบจำลองการเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วมของผู้เรียน The Active Learning Model

บทนำ
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบการเรียนการสอนของอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเรียนการสอนให้กับผู้เรียนในยุคดิจิทัลและเป็นการนำเสนอองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัยและระหว่างมหาวิทยาลัย ในการศึกษาของประเทศไทยในยุคปัจจุบัน เป็นยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง  การพัฒนาประเทศให้ “มั่งคง  มั่นคั่ง  ยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้าต้องเริ่มที่การพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เป็น1) คนดี ภูมิใจในชาติ 2) เชี่ยวชาญความถนัดของตนและ 3) มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวชุมชนสังคมและประเทศชาติ”

จากคำกล่าวที่ว่า การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญที่คนในประเทศจะต้องมีเพื่อที่จะทำให้สามารถปรับตัวต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่จากการเฝ้าติดตามดูการศึกษาของไทยกลับพบว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถที่จะพัฒนาคนให้สนองต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็วได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการบริหารการศึกษาที่ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ระบบการเรียนรู้ของผู้เรียน  ครู อาจารย์ ที่ยังเป็นการเรียนการสอนแบบท่องจำ ระบบการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอและงบประมาณที่ได้ไม่ถึงตัวผู้เรียน ความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษาและปัญหาอื่น ๆ อีกมาก จากปัญหาเหล่านี้ทำให้เด็กไทยในปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของการเรียนรู้ ไม่สามารถก้าวทันโลกต่อสังคมโลกที่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21  คือสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ โดยปัญหาดังกล่าวสะท้อนออกมาจากผลการจัดลำดับคุณภาพผู้เรียนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่ลำดับคุณภาพการศึกษาไทยจัดอยู่ในระดับต่ำ ผู้เรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ  เด็กและผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้และออกจากระบบการศึกษากลางคันเป็นจำนวนมาก รวมไปทั้งเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของไทย ยังมีน้อยไม่สามารถที่จะแข่งขันได้(คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ,  2559)

ดังนั้น จากปัญหาที่กล่าวข้างต้น บทความนี้จึงจะได้มีการนำเสนอแนวคิดการออกแบบการเรียนการสอนของผู้เขียนบทความที่มีประสบการณ์การเรียนการสอนมามากกว่า 10 ปี เป็นการนำเสนอองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยวิธีการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ  Active Learning   โดยการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะความคิดระดับสูงอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้เรียนวิเคราะห์    สังเคราะห์และประเมินค่า ในสถานการณ์ใหม่ๆ ในยุคประเทศไทย 4.0 ได้ดีในที่สุดจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจจนสามารถชี้นำตลอดชีวิตในฐานะผู้ฝักใฝ่การเรียนรู้ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ

ในบทความนี้ ได้นำเสนอแนวคิด โดยนำเสนอขั้นตอนการเรียนรู้แบบขั้นบันได มาผสมผสานกับทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูม และรวมแนวคิดขั้นตอนการเตรียมการสอนให้อย่างเป็นระบบ ซึ่งก็เปรียบเหมือนกับภาพรวมของระบบคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบทำให้มันชาญฉลาดมากเมื่อมีการนำมาใช้งาน ดังนั้นการเรียนการสอนให้นักศึกษาก็เช่นเดียวกัน สามารถแยกออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ช่วงการเตรียมตัวการสอน เปรียบเหมือนการปฏิบัติการในส่วนนำเข้า เช่นจัดเตรียม เอกสารประกอบการสอน อุปกรณ์และสื่อการสอน  2) ช่วง การเรียนการสอนเปรียบเหมือนการปฏิบัติการหรือในส่วนประมวลผล   และ  3) ช่วงการประเมินผล เป็นปฏิบัติการในส่วนผลลัพธ์  ขั้นตอนนี้จะมีการโต้ตอบ (Feedback) หรือการตรวจสอบ (Monitoring) เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนสามารถดำเนินการไปสู่เป้าหมาย (Goal) ที่ต้องการ  อาจจะมีการปรับปรุงการเรียนการสอน เมื่อไม่ได้ ผลลัพธ์ ในทุกขั้นตอนจะต้องทำงานประสานกันตามภาพที่ 1 จึงได้เสนอวิธีการเรียนการสอนในครั้งนี้ที่เรียกว่า “แบบจำลองการเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วมของผู้เรียน  (The Active Learning Model)”

01

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการเตรียมการสอนให้เป็นระบบ

สาระสำคัญ
เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีรากฐานมาจากแนวคิดทางการศึกษาที่เน้น การสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ด้วยการนำไปประกอบกับประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาในอดีต นอกจากนี้ยังมีมิติของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 มิติ ได้แก่ กิจกรรมด้านการรู้คิด และกิจกรรมด้านพฤติกรรม ผู้นำไปใช้อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่าการเรียนรู้แบบนี้ คือรูปแบบที่เน้นความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรม โดยเข้าใจว่าความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรมจะทำให้เกิดความตื่นตัวในกิจกรรมด้านการรู้คิดไปเองจึงเป็นที่มาของการประยุกต์ใช้ผิด ๆ ว่าให้ผู้สอนลดบทบาทความเป็นผู้ให้ความรู้ลง เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกและบริหารจัดการหลักสูตร โดยปล่อยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เองอย่างอิสระจากการทำกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เรียนด้วยกันเอง ลองผิดลองถูก โดยผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้ พัฒนามิติด้านการรู้คิด  ในส่วนความตื่นตัวในกิจกรรมด้านพฤติกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดความตื่นตัวในกิจกรรมด้านการรู้คิดเสมอไป การที่ผู้สอนให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว เช่น การฝึกปฏิบัติและการอภิปรายในกลุ่มของผู้เรียนเอง โดยไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมด้านการรู้คิด เช่น การลำดับความคิดและการจัดองค์ความรู้ จะทำให้ประสิทธิผลของการเรียนรู้ลดลง  และในกรณีการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบที่ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมและค้นพบความรู้ด้วยตนเองนี้     ไปใช้กับการพัฒนาการเรียนรู้ตามลำดับขั้นการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย จะเหมาะกับการพัฒนาในขั้น การทำความเข้าใจ การนำไปประยุกต์ใช้ และการวิเคราะห์ ขึ้นไปมากกว่าขั้นให้ข้อมูลความรู้ เพราะเป็นการเสียเวลามาก และไม่บรรลุผลเท่าที่ควร

กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริงการเรียนวิชาในห้องเรียนยังเป็นการเรียนแบบสมมติ “ดังนั้นครูเพื่อศิษย์จึงต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์” ได้เรียนในสภาพที่​ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด  ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการเรียนรู้ของศิษย์จากเน้นเรียนวิชาเพื่อได้ความรู้  ให้เลยไปสู่การพัฒนาทักษะที่สำคัญต่อชีวิตในยุคใหม่ ย้ำว่าการเรียนรู้ยุคใหม่  ต้องเรียนให้เกิดทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งหน้าที่ของครูเพื่อศิษย์จึงต้องเปลี่ยนจากเน้น “สอน” หรือสั่งสอนไปทำหน้าที่จุดประกายความสนใจใฝ่รู้แก่ศิษย์ให้ศิษย์ได้เรียนจากการลงมือปฏิบัติ และศิษย์งอกงามทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้ จากการลงมือปฏิบัติของตนเป็นทีมร่วมกับเพื่อนนักเรียน เน้นการงอกงามทักษะในการเรียนรู้ และค้นคว้าหาความรู้มากกว่าตัวความรู้ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากทำโดดเดี่ยว คนเดียว เป็นทำงานและเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครูเป็นทีม กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มี 3 ลักษณะคือ 1) กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ 2) กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และ                3) การเรียนรู้แบบขั้นบันได

ผู้เขียนได้นำ การเรียนรู้แบบขั้นบันได มาผสมผสานกับทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) และขั้นตอนการเตรียมการสอนให้อย่างเป็นระบบ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  มาปรับใช้ในการเรียนการสอนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ    ที่ครู อาจารย์สามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบริบทและธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม การเรียนรู้แบบขั้นบันไดมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลตามที่คาดหวังนั้น   มีขั้นตอนดังนี้

  • ขั้น L1 การตั้งประเด็นคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์
  • ขั้น L2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ตหรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น
  • ขั้น L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝึกนำความรู้และสารสนเทศหรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้
  • ขั้น L4 การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็นการฝึกให้ความรู้ที่ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ
  • ขั้น L5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์

กรณีศึกษา
ผู้เขียนได้นำหลักการเรียนรู้แบบขั้นบันได มาผสมผสานกับทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ) และขั้นตอนการเตรียมการสอนให้อย่างเป็นระบบ   มาทดลองในการเรียนการสอนมาเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาทุกรายวิชาที่ได้สอน  ในการนำเสนอในครั้งนี้ จึงขอยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษา ในรายวิชา ICT301 “การประกันข้อมูลสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัย” กับนักศึกษาปีที 2 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมีขั้นตอนการเตรียมการสอน 1) ช่วงการเตรียมตัวการสอนหรือส่วนนำเข้า 2) ช่วงการเรียนการสอนการปฏิบัติการ  หรือ ประมวลผล และ 3) ช่วง การประเมินผลหรือ ส่วนผลลัพธ์  ทุกขั้นตอนจะต้องทำงานประสานกัน มีรายละเอียดดังนี้

ส่วนนำเข้า
เป็นขั้นการเตรียมการสอน โดยศึกษาจาก มคอ.2 และ มคอ.3  การจัดเตรียม โครงการสอนคำอธิบายรายวิชาให้นักศึกษา สาระสำคัญของรายวิชามีดังนี้  “การประกันข้อมูลและการรักษาความมั่นคงทางสารสนเทศ การประยุกต์ใช้และบริหารจัดการเพื่อประกันข้อมูลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการคำนวณข้อมูล การติดต่อสื่อสารและการบริหารในองค์กร แนวทางในการวางรากฐานที่ความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของข้อมูล หลักการดำเนินการ นโยบายและขั้นตอนในการทำงาน”   การเขียนภาพรวมของวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ 1) อธิบาย ความหมายข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย 2)  อธิบาย ระบบฐานข้อมูล

การออกแบบฐานข้อมูล การประกันข้อมูล และข้อมูลขนาดใหญ่ได้ 3) ประยุกต์ใช้ สารสนเทศ แนวคิดความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศ ได้ 4) การวิเคราะห์หาเหตุผล ความมั่นคงปลอดภัยสำหรับสารสนเทศตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001- 4  ได้ 5) การสังเคราะห์ การศึกษาค้นคว้า แผนงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบได้ และ  เตรียมเอกสารประกอบการสอน เตรียม VDO Clip และ สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Line ของผู้สอน  และระบบ      E-Learning ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น

ส่วนประมวลผล
ขั้น L1  การเตรียมการตั้งประเด็นคำถาม/สมมติฐาน ไว้ล่วงหน้า และตั้งเป็นคำถาม เพื่อเป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย เป็นการตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์   โดยนำทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูมและคณะ มาประยุกต์ใช้ ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน  คือ  1) ด้านพุทธิพิสัย 2) ด้านทักษะพิสัย  และ 3) ด้านเจตพิสัย โดย การเรียนรู้ในระดับความรู้ ความจำ โดยให้ตั้งคำถามเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับความรู้ความจำ ตัวอย่างเช่น บอก รวบรวม เล่า ประมวล ชี้ จัดลำดับ ระบุ ให้ความหมาย จำแนก ท่อง เลือก เป็นต้นในส่วนนี้ให้สัดส่วนคำถามให้มีคำถามจำนวนน้อยที่สุด   การเรียนรู้ในระดับความเข้าใจ การตั้งเป็นคำถามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับความเข้าใจ  ตัวอย่างเช่น อธิบาย ขยายความเปรียบเทียบ  ลงความเห็น  แปลความหมาย แสดงความคิดเห็น ตีความหมาย คาดการณ์ คาดคะเน สรุป ย่อ  ทำนาย บอกใจความสำคัญ และ กะประมาณ เป็นต้น   การเรียนรู้ในระดับการนำไปใช้ การตั้งเป็นคำถามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการนำความรู้ไปใช้ ตัวอย่างเช่น ประยุกต์ ปรับปรุง แก้ปัญหา  เลือก จัด ทำ  ปฏิบัติ แสดง สาธิต ผลิต และ แนะนำ เป็นต้น  การเรียนรู้ในระดับการวิเคราะห์ การตั้งคำถาม การเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนต้องใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดที่ลึกซึ้งขึ้นเนื่องจากไม่สามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลที่มีอยู่โดยตรง ผู้เรียนต้องใช้ความคิดหาคำตอบจากการแยกแยะข้อมูลและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แยกแยะเน้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนสามารถจับได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เหตุผล หรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง  การวิเคราะห์โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะคือ ประการแรก การวิเคราะห์ จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อให้ได้ข้อสรุปและหลักการที่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้ ประการที่สอง การวิเคราะห์ข้อสรุป ข้ออ้างอิง หรือหลักการต่างๆ เพื่อหาหลักฐานที่สามารถสนับสนุนหรือปฏิเสธข้อความนั้น การตั้งคำถามตาม วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการวิเคราะห์ ตัวอย่างเช่น จำแนกแยกแยะ หาข้ออ้างอิง หาเหตุและผล หาหลักฐาน และ หาความสัมพันธ์ เป็นต้น การเรียนรู้ในระดับการสังเคราะห์  การเรียนรู้ที่อยู่ในระดับที่ผู้เรียนสามารถ คิด ประดิษฐ์ สิ่งใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ ความคิด หรือ ภาษา  และ ทำนายสถานการณ์ในอนาคตได้ คิดวิธีการแก้ปัญหาได้ แต่วิธีการแก้ปัญหาในขั้นนี้ อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ ตัวอย่างคำถามตามวัตถุประสงค์พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการสังเคราะห์ ตัวอย่างเช่น เขียนบรรยาย อธิบาย เล่า บอก เรียบเรียง  สร้าง จัด ประดิษฐ์ แต่ง ดัดแปลง ปรับ แก้ไข ทำใหม่ ออกแบบ ปฏิบัติ  คิดริเริ่ม ตั้งสมมติฐาน ตั้งจุดมุ่งหมาย ทำนาย    แจกแจงรายละเอียด จัดหมวดหมู่  และสถานการณ์ วิธีแก้ปัญหา เป็นต้น การเรียนรู้ในระดับการประเมินผล  และการเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนต้องใช้การตัดสินคุณค่า ซึ่งก็หมายความว่า ผู้เรียนจะต้องสามารถตั้งเกณฑ์ในการประเมินหรือตัดสินคุณค่าต่าง ๆ ได้ และแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นได้ตัวอย่างคำถามตามวัตถุประสงค์พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการประเมินผล ตัวอย่างเช่น วิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ประเมินค่า ตีค่า สรุป  เปรียบเทียบ จัดอันดับ กำหนดเกณฑ์  กำหนดมาตรฐาน ตัดสินใจ แสดงความคิดเห็น ให้เหตุผล และ บอกหลักฐาน เป็นต้น  ยกตัวอย่างประเด็นคำถาม   1) จงอธิบายแนวคิดและมาตรฐานระบบความมั่นคงปลอดภัยของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง  2) จงอธิบายการประยุกต์ใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มีอะไรบ้าง   เป็นต้น

ขั้น  L2  ให้นักศึกษามีการสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ จากคำถาม  ขั้น  L1  เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย   นำเสนอกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักศึกษา นำเสนอ VDO Clip เนื้อหาของแต่ละบทในชั้นเรียนผ่านตำรำที่เตรียมไว้แล้ว และมี Powerpoint สรุป ผ่านระบบ E-Learning ของ มหาวิทยาลัย  และได้ การตั้งประเด็นคำถามตั้ง ขั้น L1  ให้นักศึกษาหาคำตอบเป็นฝึกหัดท้ายบทเรียน  ให้นักศึกษานำเสนองานเดี่ยว โดยเลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับการประกันข้อมูลสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัย โดยหา ผ่าน YouTube เป็นภาษาอังกฤษและแปลเป็นภาษาไทย และนำไปลง Facebook และมาเปิดนำเสนอ จัดแบ่งกลุ่มนักศึกษาเพื่อนำเสนองานกลุ่ม โดยเลือกหัวข้อในที่สนใจมากที่สุดโดยการนำเสนอผ่าน Facebook ในที่เกี่ยวข้องกับรายวิชานี้  ตามตัวอย่างภาพที่ 2

02

ภาพที่ 2 การนำเสนองานผ่าน  Facebook

ขั้น  L3  การสร้างองค์ความรู้  เพื่อการเรียนรู้ เป็นการฝึกนำความรู้และสารสนเทศหรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเกิดเป็นองค์ความรู้  เราต้องศึกษาการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้เข้าใจการเรียนรู้ของผู้เรียนว่ามีขั้นตอนอย่างไร อาจารย์ผู้สอนต้องมีความรู้ความเจ้า ความหมายของ  “ความรู้” (Knowledge) หรือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนการค้นคว้าหรือประสบการณ์รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจหรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์  สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พ.ศ.  2542)

ความหมายของ ข้อมูล หรือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลดิบ หรือตัวเลขต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ผ่านการแปลความหมาย หรือ ข้อมูล อาจจะ หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นกลุ่มสัญลักษณ์แทนปริมาณหรือการกระทำต่าง ๆ ที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ข้ออาจจะอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวหนังสือ และท้ายที่สุดข้อมูลก็คือ วัตถุดิบของสารสนเทศ   ส่วนสารสนเทศ อาจจะหมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาประมวลผล หรือข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและตัดสินใจ หรืออาจจะหมายถึง สารสนเทศ ได้แก่ ข้อมูล   ต่าง ๆ ที่ได้รับการประมวลผลแล้วด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ต้องการสำหรับใช้ทำประโยชน์ เป็นส่วนผลลัพธ์ของระบบการประมวลผลข้อมูล เป็นสิ่งซึ่งสื่อความหมายให้ผู้รับเข้าใจ และสามารถนำไปกระทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งโดยเฉพาะได้ หรือเพื่อเป็นการย้ำความเข้าใจที่มีอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้นและเป็นผลลัพธ์ของระบบสารสนเทศ     หลังจากนั้นจะเกิด ความรู้ หรือสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด เปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจ   และ สิ่งที่ได้รับก็คือ ปัญญา หรือ การนำสารสนเทศและความรู้ที่มาเชื่อมโยงกันนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยประยุกต์ใช้ได้ไม่จำกัดเวลาเกิดการเรียนอย่างถาวรจึงทำให้เกิดปัญญาของผู้เรียน

03

ภาพที่ 3 แสดงลำดับขั้นของความรู้
(ที่มา : Elias M. Awad and Hassan M. Ghaziri, 2004:41)

จากภาพที่ 1 เป็นการแสดงลำดับขั้นของความรู้คือความแตกต่างระหว่าง  ข้อมูลดิบ  สารสนเทศ และ ความรู้ (Knowledge) ในส่วนข้อมูลดิบ มักจะได้มาจากข้อมูล (Data) ต่างๆ  จากข้อมูล ต่างๆ  ส่วนใหญ่ได้มาจากข้อมูลปฏิบัติงาน  ส่วน  สารสนเทศ (Information) เกิดจากการแปลงให้มีความหมาย จะหมายถึง  รายงานต่างๆ  ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่จัดวางไว้แล้ว และ ความรู้  หมายถึง ดัชนีวัดผลการดำเนินงาน  การเตือน   เพื่อให้ลงมือปฏิบัติ  กราฟต่าง ๆ  ซึ่งได้มาจากข้อมูลแต่ละระบบ  หรือข้อมูลหลายๆ ระบบที่แสดงการเชื่อมโยงกันหรือเป็นความรู้ของมนุษย์ที่สะสมจาก ประสบการณ์มาเป็นเวลานานและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก่อให้เกิด “ปัญญา (Wisdom)” ภูมิปัญญา คือ เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) จนเกิดปัญญา

ดังนั้น ความรู้ที่จะเกิดปัญญาได้ จะประกอบด้วยเนื้อหา (content) หรือ ข้อมูลสารสนเทศที่เป็น การเรียนรู้ในระดับความรู้ ความจำ เนื้อหาจะเกี่ยวกับ ศัพท์ วิธีการ เกณฑ์หมวดหมู่  กระบวนการ ระบบ รายละเอียด ความสัมพันธ์ ระเบียบ บุคคล  สาเหตุ  แบบแผน เหตุการณ์ หลักการ  ทฤษฎี  โครงสร้าง  สถานที่ องค์ประกอบ สัญลักษณ์ เวลา กฎ  และ คุณลักษณะ  เป็นต้น  การเรียนรู้ในระดับความเข้าใจ  เนื้อหาจะเกี่ยวกับ  วิธีการ  ความหมาย  กระบวนการ คำนิยาม  ทฤษฎี หลักการงบที่เป็นนามธรรม แบบแผน โครงสร้าง  ผลที่จะเกิดขึ้น  ความสัมพันธ์ ผลกระทบ เหตุการณ์ สถานการณ์   เป็นต้น การเรียนรู้ในระดับการนำไปใช้  เนื้อหาจะเกี่ยวกับ  กฎ  วิธีการ หลักการ กระบวนการ ทฤษฎี ปัญหา ปรากฏการณ์  ข้อสรุป  สิ่งที่เป็นนามธรรม และข้อเท็จจริง  เป็นต้น การเรียนรู้ในระดับการวิเคราะห์  เนื้อหาจะเกี่ยวกับ  ข้อมูล ข้อความ เรื่องราว เหตุการณ์ เหตุและผล องค์ประกอบ ความคิดเห็น  สมมติฐาน ข้อยุติ ความมุ่งหมาย  รูปแบบ ระบบ โครงสร้าง  และวิธีการ กระบวนการ เป็นต้น  การเรียนรู้ในระดับการสังเคราะห์ เนื้อหาจะเกี่ยวกับ  ความคิด การศึกษาค้นคว้า แผนงาน  สมมติฐาน จุดมุ่งหมาย   ทฤษฎี หลักการ โครงสร้าง รูปแบบ แบบแผน ส่วนประกอบ ความสัมพันธ์  แผนภาพ แผนภูมิ แผนผัง  และ กราฟิก ข้อมูล ข้อเท็จจริง การกระทำความคิดเห็น เป็นต้น     การเรียนรู้ในระดับการประเมินผล เนื้อหาจะเกี่ยวกับ  ความถูกต้อง ความแม่นยำ  มาตรฐาน เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี  คุณภาพ ประสิทธิภาพ  ความเชื่อมั่น ความคลาดเคลื่อน อคติ  วิธีการ ประโยชน์ และ ค่านิยม เป็นต้น

04

ภาพที่ 4 ขั้นการรวบรวมสารสนเทศ ความรู้และประสบการณ์ก่อให้เกิดปัญญา

ขั้น L4  ฝึกให้นักศึกษานำเสนอ   โดยให้นำความรู้ที่ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ การนำเสนอแต่ละครั้งนั้น สามารถนำข้อมูลที่มีลักษณะแตกต่างกันมาร่วม นำเสนอด้วยกันได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้นำเสนอ ในการตอบคำถามที่เตรียมไว้แล้วใน ขั้น  L1  ข้อมูลที่จะนำเสนอแบ่งออกตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ 1)  ข้อ เท็จจริง หมายถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เรื่องราวที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามความจริง หรือสามารถตรวจสอบให้เป็นที่ประจักษ์ได้ว่าเป็นความจริง อาจเป็นความรู้ที่ได้จากกาค้นคว้า สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐาน ข้ออ้างอิงสำหรับกล่าวอ้างถึงในการพิสูจน์สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ตามที่มอบหมาย  2)  ข้อ คิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเรื่องราวที่ชวนให้คิด อาจเป็นความรู้สึก ความเชื่อถือหรือแนวคิดที่ผู้นำเสนอมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความเห็นของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและประสบการณ์ ของแต่ละบุคคล ข้อคิดเห็นต่างจากข้อเท็จจริง คือ ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องจริงที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ข้อคิดเห็นอาจมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ฟังเป็นผู้ตัดสินใจว่าข้อคิดเห็นนั้น ๆ น่ารับฟังหรือไม่ สมเหตุสมผลเพียงใด ข้อคิดเห็นมีลักษณะต่าง ๆ กัน  คิดเห็นเชิงเหตุผล เป็นข้อคิดเห็นที่อ้างถึงเหตุผล อ้างถึงข้อเปรียบเทียบที่ เชื่อถือได้ และความมีเหตุผลต่อกัน โดยชี้ให้ผู้รับฟังเห็นว่า ควรทำอย่างนั้นเพราะเหตุเช่นนี้ แต่ถ้าไม่ทำอย่างที่กล่าวก็จะมีผลตามมาอย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลของผู้นำเสนอ ความคิดเห็นเท่านั้น แนะนำโปรแกรมเสนองานที่ศึกษาในงานที่มอบหมายนี้จะใช้โปรแกรม Microsoft PowerPoint

05

ภาพที่ 5 ขั้นฝึกให้นักศึกษานำเสนอ

ขั้น  L5  เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์  การสังเกตพฤติกรรม โดยการจดบันทึกไว้ การถ่ายรูปนักศึกษา รู้จักชื่อนักศึกษาทุกคน ดูประวัติย้อนหลัง ในก่อนการสอนและ ระหว่างการเรียน พร้อมจดบันทึกระหว่างการนำเสนอ ตัวอย่างในความรับผิดชอบต่อตนเอง   ตัวอย่างเช่น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหาความรู้    ทำงานที่รับมอบหมายให้สำเร็จ  มีความรับผิดชอบ ตรงเวลา สามารถพึ่งพาตนเองได้   ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการช่วยเหลือสังคม  ไม่ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อนได้รับความ  เสียหาย ตัวอย่างเช่น   มีความรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัย ครูอาจารย์ เช่น ตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูอาจารย์ปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัย ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของมหาวิทยาลัย   มีความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่นเช่นให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำเพื่อน ๆ ไม่เอาเปรียบเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบในฐานะนักศึกษาเช่นปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยให้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มในฐานะเป็นนักศึกษา ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างจิตสาธารณะ  ตัวอย่างเช่น สร้างวินัยในตนเอง ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในระบบประชาธิปไตย รู้ถึงขอบเขตของสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

06

ภาพที่ 6 พานักศึกษาเข้าร่วมงานสัมมนา “TECH START UP ภายใต้โครงการ Education ICT Forum : 2017” ณ อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นนทบุรี

ส่วนผลลัพธ์
การประเมินผลหรือส่วนผลลัพธ์ นักศึกษาต้องมีเวลาเข้าเรียนอย่างน้อย  80 % ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงจะมีสิทธิ์สอบไล่  เข้าเรียนตรงเวลาและแต่งกายสุภาพเรียบร้อยตามระเบียบของมหาวิทยาลัย ศึกษาค้นคว้า ส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย แบบฝึกหัดท้ายบท และทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ นักศึกษาต้องทำงานส่งทั้งงานเดี่ยว และงานกลุ่มตามที่อาจารย์ผู้สอนมอบหมาย  นักศึกษาต้องนำงานที่อาจารย์มอบหมายไปฝึกหัดทำด้วยตนเอง นักศึกษาต้องเข้าเรียนตามกลุ่มที่ได้ลงทะเบียนไว้ นักศึกษาควรมาสอบตามวันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด และทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ   วิธีการประเมินผล  การจัดทำรายงาน และนำเสนอด้วยสื่อเทคโนโลยี   และ การมีส่วนร่วมในการอภิปรายและวิธีการอภิปราย และก่อนปิดรายวิชาก่อนสอบปลายภาค มีการมอบรางวัลสำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุดระหว่างเทอมและสอบกลางภาคสูงสุด เพื่อสร้างแรงจูงใจ และพานักศึกษาไปร่วมงานสัมมนา เพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษา ตั้งแต่ปีที 2 โดยหวังผลว่าในปีที 3 และ 4 จะได้พบนักศึกษารุ่นนี้อีกครั้ง ในวิชาอื่นๆ เพื่อเป็นการต่อยอดกิจกรรมด้านการรู้คิด และกิจกรรมด้านพฤติกรรมในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าสู่ภาคปฏิบัติมากขึ้นส่งเสริมให้ไปแข่งขันหรือเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ในการเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพ และปลูกฝั่งให้นักศึกษามีจริยธรรมในการประกอบอาชีพอีกด้วย

07

ภาพที่ 7 ภาพที่ 7 นักศึกษารับรางวัลเรียนดีเยี่ยมรวมคะแนนระหว่างเทอมและสอบกลางภาคสูงสุด

สรุป
โดยสรุปการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยการนำเอาวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่เป็นแบบขั้นบันใดมาผสมผสานตาม ทฤษฎีการเรียนรู้ของเบนจามิน บลูม  โดยมีขั้นตอนการเตรียมการสอนที่เป็นระบบ แบ่งออกเป็น 1)ช่วงการเตรียมตัวการสอนหรือ ส่วนนำเข้า 2) ช่วง การเรียนการสอนเปรียบเหมือนการปฏิบัติการในส่วนประมวลผล  และ 3) ช่วง การประเมินผลหรือการปฏิบัติการในส่วนผลลัพธ์  ที่เรียกวิธีการการสอนนี้ว่า “แบบจำลองการเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วมของผู้เรียน” (The Active Learning Model) ที่ผู้เขียนได้ทดลองมาแล้วในระยะ 4 ปีทีผ่านมามีการติดตามผลลัพธ์ระหว่างเรียนและนักศึกษาทีจบแล้วออกไปทำงาน แล้วประสบความสำเร็จมีความรับผิดชอบต่อการทำงาน ครอบครัวชุมชนสังคมและประเทศชาติ

ดังนั้น The Active Learning Model หรือ  การเรียนรู้แบบการมีส่วนร่วมของผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ผู้เรียนกับผู้สอน  เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต มีทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21และถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน การศึกษาที่ดีสำหรับนักศึกษายุคใหม่ให้มีคุณภาพ จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่างสิ้นเชิง  ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจาก“ครูสอน”(Teacher) ไปเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” (Learning Facilitator) และต้องเรียนรู้ทักษะในการทำหน้าที่นี้อย่างเป็นระบบ


 

รายการอ้างอิง
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศินย์ในศตรวรรษที่ 21. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : มูลนิธิสด  ศรีสฤษวงศ์.

จรรจา สุวรรณทัต  ศิริชัย กาศจนวาสี  และสำเริง บุญเรืองรัตน์. จิตวิทยาและสังคมวิทยาพื้นฐาน เพื่อการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพมหานคร:อรุณการพิมพ์.

เยาวเรศ ภักดีจิตร. (2527). เอกสารปรกอบการเสนาทางวิชาการ “วันส่งเสริมวิชาการสู่คุณภาพการเรียนการสอน”. นครสวรรค์: มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์.

บุปผชาติ  ทัฬหิกรณ์. (2551). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ.

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรืองและอธิป  จิตตฤกษ์ . (2554). ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์ Open Words.

ทิศนา แขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

pipatDU