การพัฒนาการเรียนการสอนด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแบบการจัดการ เรียนรู้ CIPPA Model วิชากฎหมายลักษณะประกันภัย

ตามหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2557) ของ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ในชั้นปีที่ 2 และได้มีการจัดการเรียนการสอนในวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยตามหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2557) ของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น ไปแล้วเมื่อภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา2558 โดยผู้สอนได้ใช้วิธีการสอนในรูปแบบการบรรยาย (Lecture) และการบรรยายเชิงอภิปราย (Lecture and Discussion) แต่ผลการเรียนของนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ กล่าวคือมีผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 25 คน สอบไม่ผ่าน (ได้เกรด E) จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 68 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โดยมีผู้สอบผ่านจำนวน 8 คน คน คิดเป็นร้อยละ 32 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยใน ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา2558 โดยแบ่งเป็นเกรด A จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 4 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เกรด C+ จำนวน 1 คนคน คิดเป็น ร้อยละ 4 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 เกรด Cจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 12 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 และ เกรด D จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 12 ของผู้ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558  ทั้งนี้เนื่องจากนักศึกษายังขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ จึงไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลิตและพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ มีทักษะทางด้านกฎหมายและสามารถประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาของหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ.2557) ของวิทยาลัย       นอร์ทเทิร์น ดังนั้นผู้วิจัยจึงประสงค์ที่จะปรับปรุงวิธีการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยและพัฒนาการเรียนการสอนของนักศึกษาในวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสอนของผู้วิจัยเอง และเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาให้สำเร็จเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ มีทักษะทางด้านกฎหมายและสามารถประกอบวิชาชีพด้านกฎหมายเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยของผู้วิจัยให้สอดคล้องกับหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ.2557) ของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น และเหมาะสมกับผู้เรียนต่อไปในภายภาคหน้าอีกด้วย

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 บัญญัติไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการส่งผลต่อคุณภาพของบัณฑิตที่จะออกไปรับใช้สังคมต่อไป

รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model

การจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เป็นแนวคิดที่มุ่งให้ผู้เรียนมีโอกาสคิดอย่างอิสระ เรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักแสวงหาคำตอบโดยการสืบค้นจากการปฏิบัติของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” จึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการจัดการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนไปถึงอุดมศึกษา จึงนับเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

รศ.ทิศนา  แขมมณี ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model หรือรูปแบบการประสานห้าแนวคิด ซึ่งเกิดขึ้นจากการนำแนวคิดห้าแนวคิดมาประสานกัน โดยแนวคิดเหล่านั้นได้แก่ (ทิศนา  แขมมณี, 2548, 2553)

  1. แนวคิดการสร้างความรู้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Construction) ซึ่งเป็นการสร้างความรู้ตามแนวคิดของปรัชญา Constructivism กล่าวคือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี ควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง
  2. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับเพื่อน บุคคลอื่นๆ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวหลายๆ ด้าน กล่าวคือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดยการทำกิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ
  3. แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ แนวคิดนี้เชื่อว่าสิ่งที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนอยู่ในสภาพที่มีความพร้อมในการรับรู้และเรียนรู้ มีประสาทการรับรู้ที่ตื่นตัว ไม่เฉื่อยชา ก็คือการที่ผู้เรียนได้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Participation)
  4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ(Process Learning) มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการ (Process Skills) ให้แก่ผู้เรียน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สาระในแง่มุมที่กว้างขึ้น โดยกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพัฒนาตนเอง เป็นต้น การเรียนรู้กระบวนการเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญาอีกทางหนึ่ง
  5. แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ แนวคิดนี้เชื่อว่าความรู้นั้นจะเป็นประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น หากผู้เรียนมีโอกาสนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ (Application) กล่าวคือ การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรม การเรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน แล้วแต่สาระของกิจกรรมที่จัด

จากแนวคิดทั้งห้าดังกล่าว จึงเกิดการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ขึ้น โดยผู้สอนสามารถนำแนวคิดทั้งห้าไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง

การจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เป็นการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม โดยผู้สอนจะเป็นผู้จัดกิจกรรมที่นำไปสู่การเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์ จึงจะสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีลักษณะดังนี้ (กัญญา  วีรยวรรธน, 2555)

  1. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทางด้านร่างกาย (Physical Participation) คือ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อช่วยให้ประสาทการรับรู้ของผู้เรียนตื่นตัวพร้อมที่จะรับข้อมูลและการเรียนรู้ต่างๆที่จะเกิดขึ้น การรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ หากผู้เรียนไม่มีความพร้อมในการรับรู้ แม้จะมีการให้ความรู้ที่ดีๆ ผู้เรียนก็ไม่สามารถรับได้ ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พบได้เสมอๆ คือ หากผู้เรียนต้องนั่งนานๆ ไม่ช้า ผู้เรียนอาจหลับไป หรือคิดไปเรื่องอื่นๆได้ การเคลื่อนไหวทางกาย มีส่วนช่วยให้ประสาทรับรู้ตื่นตัว พร้อมที่จะรับและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดี ดังนั้นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียน จึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสมกับวัยและระดับความสนใจของผู้เรียน
  2. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญา (Intellectual Participation) คือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเคลื่อนไหวทางสติปัญญาหรือกล่าวง่ายๆว่า เป็นกิจกรรมที่ท้าทายความคิดของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความจดจ่อในการคิด สนุกที่จะคิด ดังนั้น กิจกรรมจะมีลักษณะดังกล่าวได้ จะต้องมีเรื่องให้ผู้เรียนคิด โดยเรื่องนั้นจะต้องไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปสำหรับผู้เรียน เพราะถ้าง่ายเกินไป ผู้เรียนก็ไม่จำต้องใช้ความคิด แต่ถ้ายากเกินไป ผู้เรียนก็จะเกิดความท้อถอยที่จะคิด ดังนั้นผู้สอนต้องหาประเด็นที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดหรือลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  3. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) คือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ มนุษย์โดยทั่วไปจะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับบริบทต่างๆ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งจะส่งผลถึงการเรียนรู้ทางด้านอื่นๆด้วย ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี จึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย
  4. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Participation) คือ กิจกรรมที่ส่งผลต่าอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดความหมายต่อตนเอง กิจกรรมที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เรียนนั้น มักจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ประสบการณ์ และความเป็นจริงของผู้เรียน จะต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนโดยตรงหรือใกล้ตัวผู้เรียน

การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model นั้น จะแบ่งได้ออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ

  1. ขั้นเตรียมการ ประกอบด้วย
    1. การเตรียมตนเอง ผู้เรียนจะต้องมีการเตรียมตนเอง
    2. การเตรียมแหล่งข้อมูล ผู้สอนจะต้องเป็นผู้เตรียมแหล่งข้อมูลให้แก่ผู้เรียน
    3. การจัดทำแผนการสอน ผู้สอนจะต้องเป็นผู้จัดทำแผนการสอน โดยจะต้องมีการเตรียมกิจกรรม เตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ และเตรียมการวัดและประเมิณผล
  2. ขั้นดำเนินการ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียน
    1. สร้างและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง (C= Construction of knowledge)
    2. มีปฏิสัมพันธ์กับแหล่งความรู้หลากหลาย (I=Interaction)
    3. มีกิจกรรมเคลื่อนไหวทางกายอย่างเหมาะสมกับวัยและความสนใจ (P=Physical Participation)
    4. ได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ (P=Process Learning)
    5. นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ (A=Application)
  3. ขั้นประเมินผล จะวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โดย
    1. วิธีการหลากหลาย
    2. จากการปฏิบัติ
    3. จากแฟ้มสะสมงาน

ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CIPPA Model วิชากฎหมายลักษณะประกันภัยนี้ มีสาระสำคัญของผลการวิจัย ดังต่อไปนี้

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย ตามหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ.2557) ของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น โดยการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาสาขาวิชานิติศาสตร์ ภาคปกติ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาที่ 1/2558 จำนวน 46 คน มีบทสรุปผลการวิจัยดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากการที่คะแนนการทำแบบประเมินผลก่อนเรียน (pre-test) และคะแนนการทำแบบประเมินผลหลังการเรียน (post-test) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยการทำแบบประเมินผลหลังการเรียน (post-test) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยการทำแบบประเมินผลก่อนเรียน (pre-test) สอดคล้องกับบัวครอง  ชัยปราบ (2553) ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์การฝึกปฏิบัติสมาธิตามหลักอานาปานสติสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบโมเดลซิปปา พบว่าเมื่อได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัวตามความเหมาะสม มีการวางแผน มีการค้นหาคำตอบทั้งด้วยตนเองหรือจากกลุ่มเพื่อน จากแหล่งเรียนรู้ จากสถานการณ์ จากการปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้รู้จักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการทำงานร่วมกัน ผู้เรียนจะมีการพัฒนาพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นทุกด้านและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามลำดับ
  2. การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยอยู่ในเกณฑ์ดี และส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลอยู่บ้าง สอดคล้องกับ รศ.ทิศนา  แขมมณี ที่กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญาอีกทางหนึ่ง             แต่อย่างไรก็ตามความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลยังอยู่ในระดับที่น้อยกว่าความเข้าใจในบทเรียน สังเกตได้จากการที่ผลคะแนน และผลการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลจากการทำแบบประเมินผลหลังการเรียน (post-test) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลคะแนนสูงกว่าผลการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผล
  3. กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจในจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากการแปลผลที่จัดอยู่ในระดับมากที่สุด และ มาก ทั้งนี้มีความพึงพอใจโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 89.81
  4. กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ โดยการนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ สังเกตได้จากการมีผู้สอบผ่านการวัดผลการเรียนรู้จากข้อสอบปลายภาค เป็นจำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 21.73 ซึ่งแตกต่างไปจากคำกล่าวของ รศ.ทิศนา  แขมมณี ที่กล่าวไว้ว่า การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ในวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย

การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ส่งผลให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับบัวครอง  ชัยปราบ (2553) ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์การฝึกปฏิบัติสมาธิตามหลักอานาปานสติสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบโมเดลซิปปา พบว่าเมื่อได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัวตามความเหมาะสม มีการวางแผน มีการค้นหาคำตอบทั้งด้วยตนเองหรือจากกลุ่มเพื่อน จากแหล่งเรียนรู้ จากสถานการณ์ จากการปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้รู้จักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการทำงานร่วมกัน ผู้เรียนจะมีการพัฒนาพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นทุกด้านและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามลำดับ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นที่พอใจ และสอดคล้องกับ รศ.ทิศนา  แขมมณี ที่กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการเรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆ การเรียนรู้ทางด้านกระบวนการ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสติปัญญาอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผล กลับพบว่าผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้เหตุผลอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่น้อยกว่าความเข้าใจในบทเรียน จึงส่งผลให้นักศึกษากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ โดยการนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของ รศ.ทิศนา  แขมมณี ที่กล่าวไว้ว่า การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ (Application) จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรม การเรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน แล้วแต่สาระของกิจกรรมที่จัด มีเพียงนักศึกษาส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติได้ ทั้งนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ความเหมาะสมและสาระของกิจกรรม ตัวนักศึกษาเอง เป็นต้น

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าผลของการวิจัยตรงตามสมมติฐานเพียงบางส่วน กล่าวคือผู้เรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model จะมีความเข้าใจในบทเรียนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยเพิ่มขึ้นโดยเป็นไปในทิศทางที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิม แต่สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นไม่เป็นไปตามสมมติฐานทั้งนี้เพราะผู้เรียนยังขาดการนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนไม่แตกต่างไปจากการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิม

ปัญหาที่เกิดจากการเรียนการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้เรียนยังขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติจึงไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ จากผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านเนื้อหาวิชา ด้านการเรียนการสอน ด้านผู้สอน ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน และด้านการวัดผลและประเมินผล ไม่ใช่สาเหตุของปัญหา ทั้งนี้เพราะจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่ตอบแบบสอบถามในการเรียนการสอน แสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจด้านการเรียนการสอน และด้านผู้สอน อยู่ในระดับมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งมีความพึงพอใจด้านเนื้อหาวิชา ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน และด้านการวัดผลและประเมินผล อยู่ในระดับมากเป็นส่วนใหญ่

เมื่อพิจารณาจากคำกล่าวของ รศ.ทิศนา  แขมมณี ที่กล่าวไว้ว่า การนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ (Application) จะช่วยให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรม การเรียนรู้ที่มีแต่เพียงการสอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน แล้วแต่สาระของกิจกรรมที่จัด แต่ผลของการวิจัยนี้กลับปรากฏว่ามีเพียงผู้เรียนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติได้ ทั้งนี้ปัญหาผู้เรียนขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ อาจมีสาเหตุมาจากความเหมาะสมและสาระของกิจกรรมหรืออาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านตัวผู้เรียนเอง เช่นความตั้งใจเรียนของผู้เรียนพื้นความรู้เดิมของผู้เรียน เป็นต้น หรืออาจเกิดจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม หรือปัจจัยอื่นๆ

ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยใดเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ จนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาบูรณาการเข้ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบ จึงไม่อาจกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้ โดยปัญหานี้ถือเป็นปัญหาที่สมควรศึกษาวิจัยในโอกาสต่อไป เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมได้

จากผลการวิจัยนี้ได้ตอบคำถามวิจัย ที่ว่าปัญหาที่เกิดจากการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยมีอะไรบ้าง และการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model มาใช้จัดการเรียนการสอนในวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดได้อย่างชัดเจนดังรายละเอียดที่ได้กล่าวแล้วนั้น อีกทั้งเป็นไปตามวัตถุประสงค์และได้ประโยชน์ตามที่ได้กำหนดไว้กล่าวคือได้ทราบปัญหาที่เกิดจากการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย และทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model ในวิชากฎหมายลักษณะประกันภัย

ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

  1. ผู้วิจัยควรนำผลการวิจัยไปกำหนดแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยในภาคการศึกษาอื่นต่อไป
  2. ผู้วิจัยควรนำผลของการวิจัยไปกำหนดแนวทางในการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนวิชากฎหมายลักษณะประกันภัยของผู้วิจัยให้สอดคล้องกับหลักสูตร นิติศาสตรบัณฑิต (ปรับปรุง พ.ศ.2557) ของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น และเหมาะสมกับผู้เรียนต่อไปในภายภาคหน้า
  3. สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ควรสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ เนื่องจากผลจากการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model จะส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนเพิ่มขึ้นโดยเป็นไปในทิศทางที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิม
  4. คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ควรจัดให้มีการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการแก่อาจารย์ เกี่ยวกับจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA Model เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ของสาขาวิชาต่างๆ อันจะส่งผลให้งานวิจัยนี้เกิดประโยชน์สูงสุด
PO1

ภาพที่ 1 ผู้เรียนนำเสนอการสืบค้นธุรกิจประกันภัยจากสื่ออินเทอร์เน็ต
(ทบทวนความรู้เดิม/แสวงหาความรู้ใหม่)

PO2

ภาพที่ 2 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัด (การศึกษาทำความเข้าใจข้อมูล/ความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม)

PO3

ภาพที่ 3 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม

PO4

ภาพที่ 4 หลังจากผู้สอนบรรยายเนื้อหาของกฎหมาย
ได้กำหนดให้ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์สิทธิและหน้าที่
ของผู้เอาประกันภัย ผู้รับประกันภัย และผู้รับประโยชน์
(การสรุปจัดระเบียบความรู้ และวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้

PO5

ภาพที่ 5 ผู้เรียนนำเสนอผลงานการทำแบบฝึกหัด/การวิเคราะห์
(การปฏิบัติ และ/หรือ การแสดงผลงาน ตลอดจน การประยุกต์ใช้ความรู้)


โดย อาจารย์พีรพล สิมมา คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น