รัฐกับพระพุทธศาสนา: ข้อพิจารณาของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ นับว่ามีความพร่ามัวเป็นอย่างยิ่ง

ในการที่จะนำไปสู่ทางออกที่ดีงาม ในขณะเดียวกัน ก็มาไกลจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ และในท้ายที่สุดก็อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การทำความเข้าใจวิกฤตการณ์ควรมองถึงบทบาทความสัมพันธ์ของรัฐกับพระพุทธศาสนา หรือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกับศาสนจักรว่าเป็นเช่นไร และควรมีขอบเขตแค่ไหนเพียงใด

หนังสือรัฐกับพระพุทธศาสนา: ถึงเวลาชำระล้างหรือยัง” ซึ่งตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนาในรอบ 2 ศตวรรษ” นำลงในนิตยสารพุทธจักรตั้งแต่ปี 2525 และได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือมากกว่า 5 ครั้ง นับเป็นหนังสือที่นำเสนอหลักการและบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจน ควรแก่การนำมาใคร่ครวญเพื่อหาทางออกใหักับปัญหาในขณะนี้

ในหนังสือพระพรหมคุณาภรณ์ได้นำเสนอหลักความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนากับรัฐตั้งแต่สมัยพุทธกาล จนถึงความสัมพันธ์ในสังคมไทยในรอบ 2 ศตวรรษ โดยท่านได้แสดงให้เห็นว่า รัฐหรืออาณาจักรนั้นมีบทบาทและหน้าที่สำคัญ 2 ประการต่อพระพุทธศาสนา คือ การอุปถัมภ์บำรุงคุ้มครอง นอกจากรัฐมีหน้าที่ในการจัดการรักษาคุ้มครองป้องกันโดยชอบธรรมแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายแล้ว ยังมีบทบาทและหน้าที่ในการปรึกษาสดับฟังธรรมกับสมณพราหมณ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ นำเอาธรรมะมาใช้ปฏิบัติ เป็นผู้มีธรรม ประพฤติชอบธรรมและปกครองแผ่นดินโดยธรรม รวมทั้งให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง

ส่วนฝ่ายพุทธจักรนั้น ก็มีหน้าที่โดยตรงในการศึกษาธรรม และแนะนำสั่งสอนเผยแพร่ธรรมแก่ประชาชน ให้มีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมและรู้จักฝึกอบรมจิตใจและปัญญา ให้ประชาชนอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ประพฤติดีปฏิบัติชอบแล้ว ก็จะช่วยให้แผ่นดินมีความสงบสุขด้วย

ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนาตามหลักการดังกล่าวมานี้ แม้ในทางรัฐจะมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบใดก็ตาม จนกลายเป็นธรรมเนียมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนาหรือกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาว่า รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในเพศคฤหัสถ์เคยกระทำการร้ายมา เมื่อบวชแล้วก็ได้รับความคุ้มครองรักษา ได้รับการเคารพนับถือ

พระพรหมคุณาภรณ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในฝ่ายพระศาสนานั้น บทบาทสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ยังเป็นเรื่องของการให้คำปรึกษา แนะนำหลักธรรมคำสอน ที่เกี่ยวกับ “ธรรม” ให้มีความระมัดระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการบ้านเมืองหรือรัฐ หรือไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงทางบ้านเมือง ไม่ให้บ้านเมืองเสียระเบียบ ดังหลักสำคัญประการที่หนึ่งเป็นรู้จักกันดีว่า “ราชูนัง อะนุวัตฺติตุง” คือ ทรงอนุญาตให้อนุวัตรตามพระราชา (คล้อยตามฝ่ายรัฐหรือบ้านเมือง)

นอกจากนี้ ท่านเห็นว่ารัฐกับพระพุทธศาสนานั้นสัมพันธ์กันด้วยหลักสำคัญ 2 ประการคือ รัฐเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับธรรม เป็นผู้ใฝ่ธรรม แสวงหาธรรมและเชิดชูธรรม ในขณะที่พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ดำรงไว้ซึ่งธรรม เป็นผู้เผยแพร่และสืบต่อสืบทอดธรรมให้ดำรงอยู่ในโลก รัฐเองจึงมีหน้าที่สำคัญประการหนึ่ง คือจะต้องพยายามให้ศาสนาบริสุทธิ์ เพื่อให้มีธรรมดำรงอยู่สืบต่อไปในสังคม ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐเป็นผู้อุปถัมภ์การทำสังคายนาหลาย ๆ ครั้งก็ดี หรือการกำจัดชำระล้างศาสนาในบางสมัยก็ดี ก็เพื่อรักษาธรรมที่บริสุทธิ์ไว้นั่นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพระพุทธศาสนาจึงเป็นการพึ่งพิงอาศัยกันและกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนเป็นหลักสำคัญ โดยนัยนี้ การดำรงอยู่ของรัฐและคณะสงฆ์จึงมิใช่การดำรงอยู่เพื่อตัวรัฐเองหรือตัวพระพุทธศาสนาเอง แต่เป็นการดำรงอยู่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ในบางยุคบางสมัยที่เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนา ก็จะพบว่า ผลเสียนั้น ย่อมเกิดทั้งแก่รัฐเองและคณะสงฆ์เอง และในท้ายที่สุด ผลเสียก็เกิดแก่บ้านเมืองและประชาชน

ดังนั้นเมื่อมองในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนา ท่านจึงเห็นว่า โดยหลักการไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายกัน แต่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องโดยรัฐจะต้องเข้ามาช่วยอุปถัมภ์บำรุงคุ้มครองฝ่ายศาสนา ช่วยให้คณะสงฆ์ได้มีโอกาสทำหน้าที่ทางธรรม ด้วยการแนะนำสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน และศึกษาธรรมและเผยแผ่ธรรมแก่ประชาชน

เมื่อความสัมพันธ์เป็นไปอย่างดีงามและถูกต้อง ผลดีก็จะเกิดแก่รัฐเอง คือเมื่อพระสงฆ์มีกำลังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในทางธรรมได้อย่างดีแล้ว ประชาชนประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม ตั้งใจทำหน้าที่การงาน ปฏิบัติการต่างๆ ที่ชอบธรรม สังคมสงบสุขมีความเรียบร้อย ก็จะเป็นประโยชน์แก่การปกครองและแก่รัฐอยู่ในตัว

ต่อคำถามความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพระพุทธศาสนาเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมาว่า ถึงเวลาชำระล้างหรือยัง คำตอบของท่านควรแก่การนำมาพิจารณาแม้ในปัจจุบันว่า “สภาพของพระพุทธศาสนาขณะนี้ (พ.ศ.2525) ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องชำระล้าง สิ่งที่ต้องชำระล้างโดยรีบด่วนก่อนอะไร ก็คือความไม่รู้ ความไม่เข้าใจและไม่ต้องไปชำระล้างที่อื่นที่ไหน ชำระล้างที่ตัวเองก่อน เริ่มตั้งแต่รัฐเอง หรือผู้ที่รับผิดชอบกิจการของบ้านเมืองนี่แหละ ตลอดทุกระดับทีเดียว โดยเฉพาะหมู่คนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นผู้บริหาร หรือมารับผิดชอบงานต่างๆ ต่อไป ด้วยการให้การศึกษาที่ถูกต้อง รวมทั้งพระสงฆ์ที่รับผิดชอบต่อพระศาสนาและต่อการนำธรรมมาเข้าถึงประชาชนด้วย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนภณ สมหวัง
สำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม