วาเลนไทน์ สู่วาเรนท์ท้อง

“ท้องไม่พร้อม” หากยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาซ้ำซ้อน

ในเรื่องคุณภาพประชากร คือ เราจะมีสัดส่วนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และมีประชากรเด็กที่จะโตมาเป็นกำลังการผลิตของประเทศน้อยลง ซ้ำร้ายประชากรเด็กที่เกิดใหม่ยังเสี่ยงที่จะเป็นประชากรด้อยคุณภาพถึงร้อยละ 16 จากประชากรเกิดใหม่ทั้งหมด เนื่องจากความไม่พร้อมของครอบครัว ส่งผลทำให้รัฐต้องมีภาระดูแลประชากรที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น

มีใครเดือดร้อนบ้าง???

ลูกที่เกิดจากแม่วัยรุ่น มักมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในครรภ์และตอนแรกเกิดมากถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับแม่อายุระหว่าง 20-29 ปี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีภาวะทุพโภชนาการเพราะแม่ขาดความรู้เรื่องพัฒนาการของเด็ก

แม่วัยรุ่น มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะครรภ์เป็นพิษ โลหิตจาง ภาวะตกเลือดหลังคลอด เยื่อบุมดลูกอักเสบเพราะร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ มีความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคม และเพื่อมาแต่งงาน ดูแลลูก มีความเสี่ยงต่อภาวะความเครียดและโรคซึมเศร้าสูง เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะมีภาระครอบครัว ซึ่งมักจะไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือร่วมรับผิดชอบจากฝ่ายชาย ตลอดจนครอบครัวและเครือญาติ ประสบปัญหาในการดำเนินชีวิต และการเลี้ยงดูบุตรเพราะไม่สามารถหางานที่มีรายได้เพียงพอ ที่จะเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ อันเนื่องมาจากมีระดับการศึกษาต่ำ

ประเทศ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียในการดูแลแม่และเด็กในกลุ่มนี้ ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาตัวเลขอย่างชัดเจน แต่ข้อมูลของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย 2557 พบว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2551 มีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากถึงประมาณ 11 พันล้านเหรียญต่อปี เพื่อรองรับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กในกลุ่มนี้ การตั้งครรภ์และออกจากโรงเรียนกลางคันของวัยรุ่น มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล โดยมีการศึกษาจากธนาคารโลก ถึง “ต้นทุนการเสียโอกาส” ในประเทศบราซิลซึ่งมีระดับการพัฒนาประเทศคล้ายคลึงประเทศไทย พบว่าบราซิลจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 3.5 พันล้านเหรียญ หากหญิงวัยรุ่นทุกคน ไม่ประสบปัญหาตั้งครรภ์ก่อนอายุ 20 ปี

แม้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดโดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2513 แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมากลับมีอัตราการเกิดในกลุ่มแม่วัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

หากดูเป็นยอดรายปี สถิติของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี พ.ศ.2556 มีจำนวนการคลอดทั้งหมด 748,067 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นการคลอดจากวัยรุ่นที่มีอายุ ต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 125,371 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 16.8 ของอัตราการเกิดทั้งหมด

แล้วที่ผ่านมาเราแก้ไขปัญหานี้อย่างไร??? 

รัฐพยายามให้ทุกฝ่ายร่วมรณรงค์ ให้ความรู้ เพื่อยับยั้งที่ต้นทาง รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาที่ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็น ให้กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้าน ทั้งจริยธรรมและศีลธรรม จัดให้มีระบบรองรับการแก้ปัญหานักเรียนนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ในระหว่างการศึกษา ให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานการเฝ้าระวังการแท้งในประเทศไทย รณรงค์สร้างทัศนคติเชิงบวกเรื่องเพศในสังคม รวมทั้งปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน มีความรับผิดชอบในเรื่องเพศ รู้จักเคารพในบทบาทหญิงชาย ปลูกฝังจริยธรรมและศีลธรรม เฝ้าระวังและควบคุมสื่อต่างๆ สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนและองค์กรในชุมชนเพื่อการเสริม สร้างครอบครัวเข้มแข็ง

แล้วทำไมปัญหาจึงไม่น้อยลง ??? 

ทำไมวัยรุ่นที่มีความรู้ด้านเพศศึกษาและทักษะชีวิตไม่สามารถงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ หรือป้องกัน การตั้งครรภ์เมื่อมีเพศสัมพันธ์ได้

กระทรวงศึกษาธิการสอนอะไรเด็ก ??? สอนเพศศึกษารอบด้าน ได้แก่ สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็สอนให้รู้จักการป้องกัน ถ้าสอนให้ป้องกันแล้วยังพลาดพลั้ง ก็ต้องสอนให้รู้จักวิธีการแก้ไข สอนทักษะชีวิตในแต่ละช่วงวัย สอนแม้กระทั่งอนามัยการเจริญพันธุ์ การเลี้ยงดูบุตรอย่างมีคุณภาพ บทบาทหญิงชาย คุณธรรมจริยธรรม สัมพันธภาพ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแก่วัยรุ่น สอนทักษะการคิดวิเคราะห์เท่าทัน และเกิดความตระหนัก ในคุณค่าตนเอง รู้จักเคารพ ให้เกียรติ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลและความเสมอภาคทางเพศ รวมทั้ง สามารถตัดสินใจโดยใช้เหตุผล และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง

สอนครอบคลุมขนาดนี้ทำไมถึงยังแก้ปัญหาไม่ได้ ??? 

หรือเพราะ…เด็กไม่ได้เรียนรู้ ทักษะที่พวกเขาต้องใช้ในการรับมือกับความรู้สึกของตนเอง ปัญหาสังคมหลายๆ ปัญหาจึงไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาท้องไม่พร้อมนี้

เพราะเราลืมไปว่าสมองมี 3 ชั้น ซึ่งทำงานประสานกันแบบแยกกันไม่ขาด แต่ระบบการศึกษาของเรามุ่งเน้นที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้แก้ปัญหาจากทักษะการคิดจากสมองส่วนบนสุดเท่านั้น เรามุ่งใส่ข้อมูลที่เป็นข้อดีข้อเสีย มุ่งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่ฝืนกฎการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ จึงส่งผลทำให้เกิดปรากฎการณ์ ดี ชั่ว รู้หมด แต่อดไม่ได้

ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไร ???

 เราควรสอนให้เด็กทราบธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ว่า รางวัลชีวิต 2 อย่างที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการ นั่นคือ อาหาร และการสืบพันธุ์ เพราะภารกิจที่ยิ่งใหญ่ คือ การส่งต่อยีน ร่างกายเรานี้ผู้ปกครองดูแลที่แท้จริงคือระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system) ไม่ใช่จิตสำนึกที่เราคิดและสั่งการได้ คือ 80% ของกิจการของร่างกายและการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ลำไส้ และแม้กระทั่งสมอง ระบบประสาทอัตโนมัติเขาคุมหมด จิตสำนึกของเราจะแหยมเข้าไปสั่งการแทบไม่ได้เลย

มนุษย์มีสมองส่วนคิดที่ซับซ้อน ที่ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการอันทรงพลัง ส่งผลให้ทุกวันนี้มนุษย์มีรากฐานทางระบบประสาทที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ที่เราเรียกว่า “ความเป็นมนุษย์” เช่น ความไม่เห็นแก่ตัว ความมีน้ำใจ ความกังวลเกี่ยวกับชื่อเสียงของตนเอง ความยุติธรรม ทักษะด้านภาษา การให้อภัย ความมีศีลธรรม และศาสนา แต่เบื้องหลังความซับซ้อนนี้คือสัญชาตญาณพื้นฐานที่ไม่ต่างจากลิงไพรเมตและสัตว์สังคมชนิดอื่น

เราจึงควรสอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีการรับมือกับความรู้สึกของตนเอง เมื่อเกิดความรัก โดยเริ่มจากให้รู้จักที่มาของ ความรัก ทำไมมนุษย์จึงต้องมีความรัก ความรักที่ก่อให้เกิดแรงขับอันมหาศาล ที่จะมองข้ามข้อด้อยในตัวคนรักและอุปสรรคทั้งปวง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการจับคู่สืบพันธุ์ ตามภารกิจที่ยิ่งใหญ่ คือ การส่งต่อยีนไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสลายไป

โดยธรรมชาติแล้วสมองของคนที่อยู่ในห้วงความรักระยะเริ่มต้น จะมีการทำงานเพิ่มขึ้นของสมอง 3 ส่วน ที่เกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาทที่สร้างความสุขประเภทแรงขับ กระตุ้น ส่งผลทำให้คนที่อยู่ในห้วงรักระยะแรกมีพฤติกรรมคล้ายคนติดยา ตื่นตัว สมาธิจดจ่อ เรี่ยวแรงเยอะ ไม่หิว ไม่ง่วง อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นอารมณ์ที่รุนแรง บางคนถึงกับอยู่ไม่ได้หากขาดคนรัก

ในขณะที่สมอง 3 ส่วนนี้มีการทำงานพลุ่งพล่านเพิ่มขึ้น สมองอีก 2 ส่วนก็สวนทางโดยการทำงานลดลง นั่นคือสมองส่วนเหตุผลและการวางแผน ซึ่งส่งผลให้คนที่อยู่ในห้วงรัก แม้ในภาวะปกติจะเป็นคนที่มีเหตุผลและรอบคอบ ก็อาจเปลี่ยนนิสัยเป็นคนกล้าเสี่ยง และไม่ใช้เหตุผลกับความรัก มีพฤติกรรมหมกมุ่น ย้ำคิดย้ำทำและไม่สามารถหยุดคิดเรื่องของคนรักได้ ภาวะนี้จะดำเนินไปโดยเฉลี่ยประมาณ 8 เดือน ถึง 2 ปี

ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่เตรียมตัวสอนให้เด็กๆ ได้รับมือกับความรู้สึกของตนเอง เทศกาลวาเลนไทน์ ก็จะเป็นเทศกาลที่เด็กไทยก้าวสู่วาเรนทน์ท้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริยา ศุภวงศ์
สำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยศรีปทุม