โจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบ

ภาษาอังกฤษเปรียบได้ดั่งบัตรผ่านประตูที่จะอนุญาตให้คุณก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญได้อย่างมั่นใจ แต่โรคภูมิแพ้ภาษาอังกฤษของคนไทยยังคงระบาดอยู่ทั่วทุกถิ่นเขต สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้ที่ทำหน้าที่เยียวยา สะเทือนมาตั้งแต่ผู้รับผิดชอบเชิงนโยบาย ตลอดจนผู้นำเอานโยบายมาแปรเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างผู้บริหารก็ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ส่วนผู้ที่ต้องรับไปเต็มๆ คือผู้ที่ทำหน้าที่สอน ครูที่ต้องสัมผัสเห็นพฤติกรรมของนักเรียนนักศึกษาว่าจะต้องปรับแก้ส่วนไหน จะต้องเสริมส่วนใด เพื่อให้ได้บุคลากรของชาติที่มีคุณภาพ ก็มิอาจหันหลังให้กับปัญหานี้ได้เช่นกัน

ภาษาอังกฤษคือกลไกขับเคลื่อนในประชาคมอาเซียนเป็นเบื้องต้น แล้วค่อยๆเชื่อมโยงไปสู่

สังคมโลกเป็นลำดับถัดไป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองเวทีนั้นภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญ แต่น่าเป็นห่วงว่า ผลการจัดอันดับศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย เรากลับยังอยู่อันดับท้ายๆแม้นการเปรียบเทียบจะถูกนำมาเทียบเคียงเพียงแค่ในระดับอาเซียนเท่านั้น จึงเกิดสัญญาณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ นายแพทย์ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้ส่งถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน อยากให้เด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น จึงได้มีการปรับหลักสูตรให้เน้นการฟังและการพูด โดยดึงเอาครูสอนภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วมาช่วยกระตุ้นให้เด็กไทยกล้าพูดกล้าถามในภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายเช่นนี้ต้องทำให้คุณภาพของครูทั่วประเทศกระเตื้องขึ้นอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเราสร้างครูสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ตอบสนองความต้องการของสังคม ไม่ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ที่คนทั้งโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น

ที่ผ่านมาการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เราเรียนเพื่อสอบ มิได้เรียนเพื่อสื่อ เอาความถูก-ผิด (Accuracy) ในการใช้ภาษามาเป็นดัชนีชี้วัด ตัดสินความเก่งที่ตัวภาษา คนเก่งคือคนที่สามารถทำข้อสอบได้ตามกรอบที่กำหนด ตามโจทย์ที่วางไว้ ส่วนคนพูดได้คล่อง (Proficiency) แต่ทำข้อสอบไม่ได้ กลับกลายเป็นคนไม่เก่ง

พึงเข้าใจว่า ภาษาอังกฤษมีหลายระดับ

เราเรียนเพื่อรู้ เพื่ออ่านออก เขียนได้ ในระดับพื้นๆ (Literacy) ก็พอ แต่หากเป็นระดับที่สูงขึ้น ทั้งคำศัพท์ สำนวน และรูปประโยคที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น กลับไม่สามารถอ่านได้ พูดได้อย่างคล่องแคล่ว

เรียนเพื่อสื่อสารได้ (Communication) ทั้งสื่อสารโดยการเขียน และสื่อสารผ่านการพูดตอบโต้กัน เป็นการสื่อสารได้ในระดับกลางๆ ระดับนี้คนไทยส่วนมากถือว่ายังสอบไม่ผ่าน เพราะโรคกลัวฝรั่งยังคงปรากฏให้เราเห็นอยู่ทั่วไป และการสื่อสารในระดับนี้ยังไม่คล่อง ไม่สามารถบรรลุผลในการเจรจาต่อรอง

เรียนระดับสูงเพื่อการนำเสนอ (Presentation) เป็นการสื่อสารได้ดี ฟังออก พูดตอบโต้ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว เขียนได้ รู้ความหมาย เข้าใจประโยค นำเสนอได้ดี ระดับนี้มีให้เห็นน้อยในสังคมไทย ทั้งๆที่โอกาสมีมากกว่าเมื่อมีคนสมัยก่อนเป็นตัวเทียบ

นักเรียนไทยส่วนมากจะเรียนในห้องเรียนแล้วก็จบในห้องเรียน ไม่ได้มีการต่อยอดจากบทเรียน การเรียนภาษาอังกฤษจะต้องมีการสรรค์สร้างต่อจากที่ครูสอน ครูเป็นเพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้ และชี้ทางให้เท่านั้น นักเรียนสมัยนี้ต้องรู้จักนำเอาสื่อมือถือที่ทันสมัยมาเป็นอุปกรณ์ในการเรียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น APP ในการเรียนภาษาอังกฤษที่ดีๆมีให้เราได้เลือกอัพโหลดมากมาย แทนที่จะใช้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารหรือสื่อบันเทิงเท่านั้น

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้นักเรียนยุคใหม่ จะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้มากกว่าที่ผ่านมา กล่าวคือ จากที่เคยเรียนกันสัปดาห์ละครั้ง ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับครูสอนที่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษแต่ถูกบังคับให้มาสอน แต่ต่อนี้ไปจะได้สัมผัสกับครูที่จบทางด้านการสอนภาษาอังกฤษหรือครูที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีตามโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ครูสอนไปในทิศทางเดียวกัน และให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน กำหนดให้นักเรียนได้สัมผัสกับภาษาอังกฤษทุกวัน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและความต่อเนื่องในการฝึกฝน

โดยชั่วโมงแรกของสัปดาห์เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เสริมในการสอน ให้นักเรียนรู้จักนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้เพิ่มเติม ช่วยให้การนำเสนอบทเรียนน่าสนใจยิ่งขึ้น มีทั้งภาพและเสียงเพื่อเป็นแบบอย่างในการฝึกฝนเลียนแบบ ชั่วโมงที่สองของสัปดาห์จะเน้นการพูดโดยนำเอาประโยคสนทนาในชีวิตประจำวันง่ายๆ ฝึกให้เขาได้มีโอกาสได้พูดคุย สนทนา กำจัดความอาย สลายความกลัว สร้างความกล้าและความมั่นใจให้เกิดขึ้น ชั่วโมงที่สามเป็นการจัดการเรียนการสอนตามเนื้อหาในหนังสือ จะเน้นที่ไวยากรณ์ เรียนรู้หลักการใช้ ให้ความสำคัญกับความถูกต้องในการใช้ภาษา และเรียนรู้วัฒนธรรมตามบริบทของแต่ละประเทศ ชั่วโมงที่สี่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้ศัพท์อย่างน้อยวันละ 5 คำ แต่รูปแบบในการนำเสนอต้องน่าสนใจมากกว่าที่จะให้ท่องจำเพียงอย่างเดียว โดยการนำเอาคำศัพท์เหล่านั้นมาสร้างเป็นคำพ้อง คำกลอน เพลง หรือภาพประกอบกิจกรรม เพื่อสะดวกและความยั่งยืนในการจดจำ และชั่วโมงสุดท้ายในสัปดาห์จะเน้นการสอนซ่อมเสริมให้ผู้ที่เรียนอ่อน โดยทาง สพฐ.ได้จัดทำคลังคำศัพท์ที่เด็กควรรู้ในระดับต่างๆ สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ นับว่าเป็นโครงการที่น่าสนับสนุน

วันนี้ภาษาอังกฤษกลายเป็นสิ่งจำเป็น (A must) ที่คนไทยต้องรู้ ต้องเก่ง ต้องจำให้ได้ ใช้ให้คล่อง และใช้ให้ถูกต้องตามหลักภาษา นอกจากนั้นสิ่งที่บริษัท นายจ้างให้ราคาต่อจากภาษาอังกฤษแล้ว กลับเป็นภาษาที่สามอย่าง จีน ญี่ปุ่น สอดคล้องกับที่ แจ๊ค หม่า มหาเศรษฐีแห่งอาลีบาบา ได้ให้ข้อคิดว่า ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปในสายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษและภาษาจีน จำเป็นมากๆ จงได้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆเอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริงวัดกันที่ผลงานไม่ใช่ที่เกรด ภาษาอังกฤษและภาษาจีนสร้างผลงานได้

เป็นไปได้หรือไม่? ที่เราจะต้องกำหนดให้คนไทยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในชีวิตประจำวันของเรา เหมือนที่ ลี กวน ยู ใช้กับประชากรสิงคโปร์ เขาปฏิรูปการศึกษาโดยกำหนดให้มีนโยบายใช้ 2 ภาษา (Bilingual Policy) มาตั้งแต่ปี 1959 ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการศึกษาและชีวิตประจำวัน ระยะแรกอาจดูเป็นเผด็จการบ้าง แต่ถ้าเรามองภาพให้กว้างไกลออกไป เราอาจเห็นผลดีที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว เปลี่ยนบริบทของสังคมไทยให้เป็นเหมือนสิงคโปร์และมาเลเซียที่เขามีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

ภาษาทั้งหลายจำต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝน มีความขยัน อดทน และความตั้งใจเป็นตัวขับเคลื่อน โดยมีความคล่องและความถูกต้องเป็นเป้าหมาย โมเดลแห่งความอดทนในการฝึกฝน แม้นในระหว่างทางเดินไปสู่ความสำเร็จนั้นอาจต้องประสบกับนานาปัญหา แต่เพราะความไม่ย่อท้อ ต่อสู้ด้วยใจมุ่งมั่น รางวัลที่เขาได้รับจึงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า ผลงานยังคงเป็นอมตะ นำพาให้พวกเขาร่ำรวย และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วโลก บุคคลเหล่านั้นอาทิ

สุกันโต ตาโนโต คือหนึ่งในโมเดลแห่งการพัฒนาภาษาอังกฤษ เขาถูกกีดกันในฐานะคนจีนที่ไปอาศัยในประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ได้เรียนในโรงเรียนปกติ แต่เพราะเขามีนิสัยใฝ่รู้ เขามองเห็นความสำคัญของภาษานี้ การเรียนรู้ด้วยตนเองคือคำตอบสำหรับเขา เขาลงทุนเรียนแบบคำต่อคำจากพจนานุกรมภาษาจีน-อังกฤษ จนสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว พอสมัยต่อมาประตูแห่งการศึกษาได้เปิดกว้างออก เขาจึงคว้าโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งฮาร์วาร์ด, สแตนฟอร์ด, วอร์ตัน, เคลล็อกก์, คาร์เนกี เมลลอน เป็นต้นฯ เขาเรียกการเดินสายเข้าเรียนพิเศษของตนเองว่า “พักร้อนเพื่อเข้าคอร์สบริหาร”

แต่ดูเหมือนว่า ความสำเร็จในการศึกษาภาษาอังกฤษของประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายที่ยังอยู่อีกไกล และเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่เรายังหาคำตอบไม่เจอ !

ผศ.บุญเลิศ วงศ์พรม
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม